"จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม" โสภณ ซารัมย์ แสดงวิสัยทัศน์ ก่อนสภาโหวตเลือกนั่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ให้เป็นประธานสภาส่งผลให้ประมุขทั้งสภาสูงและสภาล่าง มาจากสายบุรีรัมย์
เวลาอ่าน: 12 นาที

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นประธานสภา ด้วยเสียงสนับสนุน 289 เสียง โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ได้รับการเสนอชื่อ ได้ไป 123 เสียง ส่วน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี หลายสมัยจากพรรคสีน้ำเงิน เป็นรองประธานสภา คนที่ 1 ขณะที่รองประธานสภา คนที่ 2 เป็นนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย (พท.)

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เริ่มเมื่อเวลา 9.30 น. วันนี้ (15 มี.ค.) โดยมีนายไพโรจน์ โล่สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้มีอาวุโสสูงสุดวัย 90 ปี ขึ้นทำหน้าที่ประธานที่ประชุมชั่วคราว ก่อนโหวตเลือกประธานตัวจริง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภา โดยมีผู้ท้าชิง 1 คน คือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ซึ่งนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เป็นผู้เสนอชื่อ

เนื่องจากมีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่า 1 คน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 6 วรรค 3 จึงต้องมีการลงคะแนนลับ

ก่อนการลงมติ เกิดการถกเถียงกันช่วงหนึ่งของสมาชิกเกี่ยวกับการลงมติ ทั้งข้อกังวลเรื่องการสะกดชื่อผู้ประสงค์ให้เป็นประธานสภา ก่อนที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ลุกขึ้นเสนอให้ลงมติด้วยการเขียนเป็นตัวเลข และมีสมาชิกอีกฝ่ายเสนอให้ใช้วิธีเขียนชื่อ

นายไพโรจน์ ประธานสภาชั่วคราว วินิจฉัยตามที่ประชุมให้ลงมติโดยใช้หมายเลข โดยหมายเลข 1 คือนายโสภณ ซารัมย์ และหมายเลข 2 คือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ และหากสมาชิกประสงค์ไม่เลือกใครให้ระบุว่า งดออกเสียง

หลังจากนั้นเป็นการลงคะแนนโดยลับ ด้วยการเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรมาลงคะแนนเป็นรายคน ก่อนตรวจนับคะแนน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมประชุมในวันนี้มีทั้งสิ้น 497 คน จากจำนวนที่มีการรับรอง 498 คน

ผลการลงมติปรากฏว่า นายโสภณ ได้รับคะแนนสนับสนุนมากที่สุด 289 เสียง จึงได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนนายพริษฐ์ ได้เสียงสนับสนุน 123 เสียง

นอกจากนี้ยังมีผู้งดออกเสียง 80 คน และมีบัตรเสีย 5 ใบ

จำนวนเสียงที่นายโสภณได้รับการลงมติจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใกล้เคียงกับจำนวนเสียงที่ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เปิดเผยระหว่างที่แกนนำพรรค พท. ยกทีมมาเข้าพบที่ที่ทำการพรรค เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ภท. สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ 291 เสียง โดยไม่มีพรรคกล้าธรรม (กธ.)

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ไพโรจน์ โล่สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้มีอาวุโสสูงสุดวัย 90 ปี ขึ้นทำหน้าที่ประธานที่ประชุมชั่วคราว

การได้รับเลือกให้นั่งบัลลังก์ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของนายโสภณในวันนี้ ทำให้ทั้งประธานสภาสูงและสภาล่างมาจาก จ.บุรีรัมย์ ทั้งคู่ โดยประธานวุฒิสภา ชุดที่ 13 คือ นายมงคล สุระสัจจะ สว. กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง จาก จ.บุรีรัมย์ อดีตข้าราชการมหาดไทยที่เคยเป็นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ อธิบดีกรมการปกครอง และอดีตประธานคณะทำงาน รมช.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี

ทั้งนี้ก่อนเริ่มกระบวนการเลือกประธาน-รองประธานสภา ที่ประชุมได้จัดให้มีการปฏิญาณตนของ สส. ก่อนปฏิบัติหน้าที่

ต่อจากนั้น เป็นวาระเลือกรองประธานสภา คนที่ 1 และคนที่ 2

น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรค ภท. ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานสภา คนที่ 1 และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรค พท. ถูกเสนอชื่อเป็น รองประธานสภา คนที่ 2 โดยทั้งสองตำแหน่งมีชื่อที่ถูกเสนอเพียงคนเดียว จึงได้เป็นรองประธานสภา โดยไม่ต้องมีการลงคะแนนแบบลับ

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พลพรรคภูมิใจไทย สวมเครื่องแต่งกายสีน้ำเงินโดยพร้อมเพรียง
.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

.

ที่มาของภาพ, Thai news pix

วิสัยทัศน์แคนดิเดตชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนการลงมติเลือกประธานสภา ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กำหนดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ถูกเสนอชื่อ

โสภณบอกจะทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ขออย่าใช้วาทกรรมเอาชนะกัน

นายโสภณ กล่าวว่าตลอดเวลา 25 ปีที่อยู่ในสภานิติบัญญัติ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเห็นการทำงานของสมาชิกรุ่นก่อนตั้งแต่การอภิปรายด้วยการยกกระดาษชาร์ตให้ข้อมูลจนถึงยุคใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอในการทำงาน เขาหวังว่าสภาชุดนี้จะหลอมรวมประสบการณ์ในอดีตและความรู้ในสมัยใหม่มาทำงานในสภาเพื่อให้เปิดประโยชนสูงสุดแก่ประชาชน

สส.จากบุรีรัมย์หลายสมัย กล่าวต่อไปว่า การอาสาเข้ามาทำงานในสภา หน้าที่คือนำเรื่องราวความทุกข์ร้อนของประชาชนมาบอกกล่าว เขาอยากเห็นสภานี้ใช้กลไกนี้มาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติกอยย่างเป็นรูปธรรม และอยากเห็นบทบาทการตรวจสอบฝ่ายบริหารที่มีคุณภาพ สมดุล สมเหตุสมผล ส่วนหน้าที่การบัญญัติกฎหมายของสภา โสภณกล่าวว่าด้วยสถานการณ์โลกที่เผชิญหลายวิกฤติทั้งสงคราม และเศรษฐกิจ เขาอยากเห็นสภาแห่งนี้ฟันฝ่าวิกฤตร่วมกับรัฐบาลด้วยการบัญญัติกฎหมายที่สามารถเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงานต่อได้

"เรามีกฎหมายล้าสมัยเป็นจำนวนมาก หวังว่าสภาชุดนี้จะสังคายนากฎหมายที่ล้าสมัย ปรับปรุง หรือยกเลิกโดยเร็วที่สุด ส่วนกฎหมายใหม่ ต้องทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันต่อพัฒนาการของโลก และทันต่อวิวัฒนาการของประเทศ รวมถึงทันต่อปัญหาของประเทศให้ทันทั้งการค้า การต่างประเทศ และสังคม"

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

เขากล่าวว่าในอดีตเห็นการเสนอกฎหมายใช้เวลาสมัยประชุมหรือสมัยสภาที่ยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ เขากล่าวถึงความปรารถนาต่อสภาชุดนี้ด้วยว่า "ในความเห็นของผม ผมว่าประชาชนคงไม่พึงปรารถนาให้สภานี้ใช้วาทกรรมเอาชนะคัดคานกัน โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ" และเห็นว่าประชาชนคงอยากเห็นการบัญญัติกฎหมายที่เป็นเครื่องมือให้รัฐบาลไปทำต่อ

"สภาแห่งนี้เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน เป็นต้นแบบ ถ้าเราไม่สามารถ ทำสภาแห่งนี้เป็นสภาเพื่อสร้างความศรัทธา เป็นเกียรติเป็นศรีที่สง่างาม เราก็ยากที่จะทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้น"

โสภณ ทิ้งท้ายว่า หากได้ทำหน้าที่ประธานสภา "ผมภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข"

พริษฐ์ เสนอ 4 ข้อหวังประธานสภาคนใหม่เดินหน้า

พริษฐ์ กล่าวเริ่มต้นว่าการเสนอชื่อเขาของพรรคเป็นการเสนอชื่อโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ทำหน้าที่ แต่เป็นโอกาสของการนำเสนอวิสัยทัศน์ให้กับว่าที่ประธานสภาคนถัดไปพิจารณา เขาเห็นว่าสำคัญที่สุดของผู้ที่จะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร คือ การกอบกู้ความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมีต่อสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นที่น่าเหลือเชื่อว่าแม้สภาจะเป็นองค์กรเดียวระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งก็ทำลายศรัทธาประชาชนไปมาก

พริษฐ์ ยกข้อบังคับข้อหนึ่งของสภาขึ้นมาที่ระบุว่า ประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เขามีความเห็นว่าการจะทำให้สภานี้เป็นสภาที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้ ประธานสภาจะต้องทำ 4 ประการ

  • ประธานสภาต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่หรือการเดินไปข้างหน้า พริษฐ์เสนอแนะให้สภาจัดทำคำอภิปรายและการเสนอกฎหมายของสมาชิกเผยแพร่ให้ประชาชนได้ติดตาม เพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ ทั้งการประชุมสภา หรือการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาร่างกฎหมายพื่อตอบสนองต่อวิกฤตของประชาชนมากขึ้น โดยไม่ต้อรอวาระการประชุมตามปกติ
  • ประธานสภาต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง การปกปิด กับความโปร่งใส เขากล่าวว่า สภาที่โปร่งใสจะทำให้ประชาชนรับรู้ว่า ผู้แทนทำงานคุ้มภาษีหรือไม่ เช่น การเผยแพร่แดชบอร์ด ให้ประชาชนตรวจสอบได้ทันทีว่า สส. ขาดประชุมมากน้อยแค่ไหน การอภิปราย และการลงมติต่าง ๆ รวมทั้งเสนอให้มีการถ่ายทอดสอดการประชุม กมธ.
.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

  • ประธานสภาต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง การเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน เขากล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนเผชิญปัญหาปากท้อง สิ่งที่สุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็นคือ การใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย นำภาษีไปใช้ประโยชน์ของตัวเอง หรือการลงทุนเรื่องตกแต่งสภา มากกว่าลงทุนเพื่อแก้ปัญหาประชาชน ดังนั้น จึงคาดหวังว่าประธานสภาคนถัดไปตัดลดงบต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น
  • ประธานสภาต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง อำนาจของใครไม่กี่คน กับอำนาจของประชาชน ยุคสมัยปัจจุบันประชาชนถูกบีบให้อ่อนแแอ อำนาจประชาชนอ่อนล้า พริษฐ์ กล่าวว่าเขาหวังว่าประธานสภาคนถัดไปจะถือธงนำในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่ให้อำนาจของประชาชนถูกบิดเบือน

พริษฐ์กล่าวด้วยว่า ประธานสภาต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรค และสมาชิกทุกคน เพื่อตรวจสอบการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และทำให้สังคมมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรีเป็นธรรมและโปร่งใส

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประธานสภาอำนวยให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินหน้าไปอย่างมั่นคง รวดเร็ว และเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกความคิด ตามเจตนารมณ์ที่ประชาชน เห็นชอบให้เดินหน้าเมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา

"คำถามที่สำคัญที่สุดในตอนนี้อาจไม่ใช่คำถามว่า ใครจะเป็นประธานสภา แต่คือคำถามที่ว่า สี่ปีข้างหน้า สภาแห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจมีความพยายามครอบงำสภาผู้แทนราษฎรของเรา" พริษฐ์ทิ้งท้าย

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, กลางภาพ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 จับมือ น.ส.มัลลิกา (ขวาของภาพ) รองประธานสภา คนที่ 1 และนายเลิศศักดิ์ (ซ้าย) รองประธานสภา คนที่ 2

เส้นทาง โสภณ ซารัมย์ จากลูกน้องคนสนิทเนวิน ชิดชอบ สู่ประธานสภา

โสภณในวัยย่าง 67 ปี ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ รวมแล้ว 7 ครั้ง ซึ่งเขาชนะเลือกตั้งทุกครั้งด้วยคะแนนที่ไม่เคยต่ำกว่า 44,000 เสียง โดยเขาเป็นผู้แทนใน จ.บุรีรัมย์ เขต 5 ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ที่ผ่านมา

โสภณเป็นลูกน้องคนสนิทของ เนวิน ชิดชอบ โดยเรียกเนวินอย่างเปิดเผยว่าเป็น "ลูกพี่ผม" และเขายังเรียกนายชัย ชิดชอบ บิดาของเนวินว่า "พ่อชัย"

ตระกูล "ซารัมย์" เป็นตระกูลคนเลี้ยงช้างที่มีรากเหง้าจากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ส่วนคนในตระกูล "ชิดชอบ" ก็มีความสัมพันธ์กับช้าง โดยมีการสืบทอดพิธีปะกำช้างมาต่อเนื่องทุกปีและทุกวันเกิดของผู้นำตระกูล และนำพานายกฯ อย่างน้อยสองคน คือ นายทักษิณ ชินวัตร และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมพิธีกรรมเกี่ยวกับช้างมาแล้ว

เส้นทางการเมืองของ โสภณและเนวิน มาบรรจบกัน เนื่องจากทั้งคู่ต่างเป็น "ลูกกำนัน" เหมือนกัน พ่อของโสภณเป็นหัวคะแนนให้นักการเมืองในช่วงทศวรรษ 2500 กว่า ส่วนโสภณรับราชการครู จึงมีโอกาสใกล้ชิดกับนักเลือกตั้ง เพราะได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเลือกตั้งประจำอำเภอ และกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัด

จากเป็นการเป็นกรรมการเลือกตั้งและ "หัวคะแนน" ให้บ้าน "ชิดชอบ" ตั้งแต่รุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ในการเลือกตั้ง 2544 โสภณจึงผันตัวจากการเป็นครูมาลงสมัครเป็นผู้แทน

โสภณเคยย้ายสังกัดมา 4 พรรค แต่ไม่เคยเปลี่ยน "ลูกพี่" ตลอด 25 ปีที่ทำงานการเมือง ไม่ว่าเนวินสังกัดพรรคไหน หรือเหลือสภาพเพียงกลุ่มการเมืองหลัง "แตกหักกับนายใหญ่" เมื่อปี 2551 โสภณเป็นหนึ่งใน สส. กลุ่ม "เพื่อนเนวิน" ที่เก็บกระเป๋าออกจากบ้านหลังใหญ่ ร่วมปฏิบัติการ "พลิกขั้วการเมือง" โหวตสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ

ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ โสภณก้าวขึ้นสู่การเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกในตำแหน่ง รมว.คมนาคม

เมื่อสิ้นสุดรัฐบาลอภิสิทธิ์ในช่วงปี 2554 หลังจากนั้นเป็นต้นมาโสภณไม่มีโอกาสเข้าไปอยู่ ครม. ชุดใดอีก แต่ทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ กระทั่งปลายปี 2568 พรรค ภท. ได้ขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โสภณจึงได้หวนกลับเข้าทำเนียบฯ ในฐานะรองนายกฯ ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยได้ฉายา "โสภณ เขากระโดง"

คำบรรยายวิดีโอ, รู้จัก โสภณ ซารัมย์ ว่าที่ประธานสภา ภูมิใจไทยภูมิใจนำเสนอ

ทำความรู้จักรองประธานสภา คนที่ 1-2 จากพรรคน้ำเงิน-แดง

น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภา คนที่ 1 ที่พรรคสีน้ำเงินส่งเข้าชิง ปัจจุบันมีอายุย่าง 62 ปี

เธอเป็น สส.ลพบุรี 4 สมัย รวมถึงครั้งล่าสุด เป็นบุตรสาวนายกมล จิระพันธุ์วาณิช อดีต สส.ลพบุรี พรรคชาติไทย 8 สมัย ที่ย้ายเข้าสังกัด ภท. ในเวลาต่อมา โดยก่อนที่มัลลิกาจะลงเลือกตั้ง สส. เธอคลุกคลีอยู่กับการเมืองท้องถิ่นมาก่อน จากการเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองลพบุรี ระหว่างปี 2534-2538 และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี ระหว่างปี 2547-2552

นอกจากเป็นตระกูลการเมือง จิระพันธุ์วาณิช ยังมีธุรกิจค้าข้าวที่ชื่อว่า ท่าข้าวจิระพันธุ์วาณิช และในสนามการเมืองท้องถิ่นอย่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บุคคลในนามสกุล จิระพันธุ์วาณิช ยังเคยนั่งเป็นนายก อบจ. อยู่หลายสมัย

ปลายปี 2568 เมื่อพรรค ภท. ได้ขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มัลลิกาได้รับความไว้วางใจจากพรรคให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ถือเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของ จ.ลพบุรี

ส่วนนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาคนที่ 2 เป็นรองหัวหน้าพรรค พท. และเป็น สส.เลย มาแล้ว 3 สมัย ถือเป็นโควต้าของกลุ่ม สส.เพื่อไทย สายอีสานเหนือ

ปัจจุบันอายุ 54 ปี ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติในปี 2562 เขาเป็นนายกเทศบาลเมืองวังสะพุงหลายสมัย โดยคนท้องถิ่นใน จ.เลย รู้จักเขาในชื่อ "นายกฯ ป๊อก" ซึ่งมีผลงานหลักที่คนท้องถิ่นทราบกันดีเรื่องการพัฒนากีฬาฟุตบอล และเป็นผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเมืองเลย ยูไนเต็ด เมื่อปี 2559

พัฒนชัยกุล ยังเป็นกลุ่มทุนธุรกิจท้องถิ่น จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์รายใหญ่ในหลายจังหวัดของภาคอีสานที่ชื่อว่า พัฒนชัยยนต์กรุ๊ป

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช นักการเมืองจากบ้านใหญ่ลพบุรี พรรคสีน้ำเงิน เป็นรองประธานสภา คนที่ 1