นักวิทยาศาสตร์ชี้ การโจมตีทางอากาศทำให้เกิดฝนดำและมลพิษในกรุงเตหะรานระดับ "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"

    • Author, มาร์ก พอยน์ติง
    • Author, อเล็กซ์ เมอร์เรย์
    • Author, เคย์ลีน เดฟลิน
    • Author, บาบารา เมสซเลอร์
    • Role, บีบีซี เวริฟาย (BBC Verify)
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (9 มี.ค.) แสดงให้เห็นกลุ่มควันลอยปกคลุมเหนือท้องฟ้ากรุงเตหะรานของอิหร่านหลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีการโจมตีคลังน้ำมันและโรงกลั่น ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพร้ายแรงต่อประชาชน

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. บีบีซีได้ยืนยันว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันอย่างน้อยสี่แห่งในพื้นที่รอบเมืองหลวงแห่งนี้

ประชาชนชาวอิหร่านในพื้นที่ระบุว่า หมอกควันและมลพิษได้บดบังแสงแดด มีกลิ่นไหม้รุนแรงลอยปกคลุมหลายพื้นที่ของเมือง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามลพิษบางชนิดที่ถูกปล่อยออกมาอาจมีปริมาณสูงในระดับที่ "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"

ระดับมลพิษทางอากาศพุ่งสูงขึ้นและกระจุกตัวอยู่ใกล้พื้นที่โรงน้ำมันซึ่งได้รับความเสียหายในบริเวณรอบกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านแห่งนี้มีประชากรราว 10 ล้านคน และยังมีประชาชนอีกหลายล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบ

มีการบันทึกภาพดาวเทียมล่าสุดไว้เมื่อวันที่ 9 มี.ค. บีบีซีเวริฟายตรวจสอบยืนยันภาพดังกล่าวก่อนพบว่าโรงงานน้ำมันขนาดใหญ่สองแห่งในกรุงเตหะรานยังคงมีไฟลุกไหม้อยู่ หลังมีรายงานการโจมตีทางอากาศในช่วงคืนวันเสาร์ (7 มี.ค.)

ภาพดังกล่าวยังแสดงให้เห็นกลุ่มควันลอยออกมาจากคลังน้ำมันชาห์รานทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเตหะราน และจากโรงกลั่นน้ำมันเตหะรานทางตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ วิดีโอที่ได้รับการยืนยันซึ่งบันทึกเหตุการณ์หลังการโจมตีคืนวันเสาร์เผยให้เห็นลูกไฟขนาดใหญ่สว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือโรงกลั่นน้ำมันเตหะราน

ทั้งนี้ บีบีซีเวริฟายยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานน้ำมันทั้งสองแห่งซึ่งถูกโจมตีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เนื่องจากบริเวณดังกล่าวยังคงมีเมฆและกลุ่มควันจากเพลิงไหม้รวมตัวปกคลุมอยู่

อย่างไรก็ตาม ภาพที่ถ่ายบริเวณคลังน้ำมันชาห์รานในเช้าวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังตรวจสอบรถบรรทุกน้ำมันที่ถูกเผาจนเสียหาย อาคารที่มีรอยไหม้ดำโดยยังคงมีไฟไหม้ลุกโชน

กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล หรือ ไอดีเอฟ (Israel Defense Forces - IDF) ระบุบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ว่า ได้โจมตีสิ่งที่ระบุว่าเป็น "คลังเชื้อเพลิง" ใกล้กรุงเตหะราน พร้อมเผยแพร่ภาพถ่ายที่แสดงความเสียหายของโรงกลั่นน้ำมันเตหะราน ทั้งนี้ บีบีซีเวริฟายได้ส่งพิกัดของโรงงานดังกล่าว รวมถึงอีกสามจุดที่เราได้ระบุ ไปยัง กองกำลัง IDF และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อขอความคิดเห็น กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไม่ได้ตอบกลับ ขณะที่ กองกำลัง IDF ระบุว่า "IDF ไม่ได้โจมตีในพื้นที่ดังกล่าว" ซึ่งเราอยู่ระหว่างการขอคำชี้แจงเพิ่มเติม

การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันอาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในระดับสูง เนื่องจากภายในโรงกลั่นมีสารเคมีจำนวนมากหลากหลายชนิด

เมื่อมีออกซิเจนไม่เพียงพอ การเผาไม้น้ำมันที่เกิดขึ้นจะไม่สมบูรณ์และจะปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และอนุภาคเขม่าควันออกมาแทนที่จะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ

เพลิงไหม้จากน้ำมันยังอาจปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งสามารถกลายเป็นกรดเมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำฝน รวมถึงอาจปล่อยสารไฮโดรคาร์บอนที่เป็นอันตราย สารประกอบโลหะ และละอองน้ำมันชนิดอื่น ๆ ด้วย

มลพิษทางอากาศนั้นรุนแรงแค่ไหน

หญิงชาวเตหะรานวัยยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งกล่าวว่า เธอ "ได้กลิ่นไหม้" ที่เกิดจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน

"ฉันมองไม่เห็นพระอาทิตย์เลย ควันมันเลวร้ายมาก มันยังลอยปกคลุมอยู่ตรงนั้น ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก" เธอกล่าวกับบีบีซีแผนกภาษเปอร์เซียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

การประเมินระดับมลพิษทางอากาศได้อย่างแม่นยำนั้นทำได้ยากยิ่ง เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่วัดจากภาคพื้นดิน ขณะเดียวกันข้อมูลดาวเทียมก็ตีความได้ยากเพราะมีปัจจัยอย่างลม เมฆ และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เข้ามารบกวน

ทว่า นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าจากแนวโน้มว่าพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่ได้รับความเสียหายจะปล่อยสารเคมีมากมายผสมปนเปกันออกมานั้นก็แทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่ามลพิษครั้งนี้จะเป็นอันตรายและรุนแรง และแตกต่างจากหมอกควันที่พบในเมืองใหญ่อย่างกรุงปักกิ่งของจีนหรือกรุงเดลีของอินเดียอย่างสิ้นเชิง

"สิ่งที่เกิดขึ้น [ในอิหร่าน] ถือว่าไม่เคยมีมาก่อนอย่างแน่นอน เพราะมันเกิดจากขีปนาวุธและการโจมตีทางอากาศไปที่โรงกลั่นน้ำมัน" ดร. อักชัย เดโอราส นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิงกล่าว

เขาเสริมว่า แม้ความขัดแย้งหลายแห่งจะเคยทำให้ระดับฝุ่นและอนุภาคในอากาศสูงขึ้น แต่กลุ่มก้อนของสารเคมีที่หลากหลายเช่นนี้ถือว่า "ผิดปกติอย่างยิ่ง"

เอลัวส์ มาเรส์ ศาสตราจารย์ด้านเคมีบรรยากาศและคุณภาพอากาศจากยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอน (UCL) เห็นพ้องด้วย

เธอกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว มลพิษลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่เกิด "อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมรุนแรงมาก ๆ ซึ่งโรงกลั่นทั้งแห่งระเบิด"

อะไรคือ "ฝนดำ" และมันเกิดจากอะไร

เมื่อวันอาทิตย์ ชาวกรุงเตหะรานรายงานว่ามีฝนสีดำตกลงมา

คำว่า "ฝนดำ" เป็นคำเรียกไม่เป็นทางการสำหรับฝนที่ปนเปื้อนมลพิษต่าง ๆ จนทำให้มีสีคล้ำลง

นักวิทยาศาสตร์ให้ข้อมูลกับบีบีซีเวริฟายว่า โดยปกติแล้ว มลพิษในอากาศมักถูก "ชะล้าง" ออกไปพร้อมกับฝน แต่ปรากฏการณ์ฝนสีดำเป็นเรื่องที่พบได้ยาก และมักเกิดจากระดับเขม่าควันและมลพิษทางอากาศอื่น ๆ ที่อยู่ในปริมาณสูงมาก

"เม็ดฝนทำหน้าที่คล้ายฟองน้ำหรือแม่เหล็กเล็ก ๆ ที่ดูดซับสิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศระหว่างที่ตกลงมา นั่นคือเหตุผลที่ชาวเมืองเห็นสิ่งที่ถูกเรียกว่า 'ฝนดำ'" เดโอราสอธิบาย

นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าอนุภาคขนาดใหญ่บางส่วนอาจร่วงหล่นจากอากาศโดยไม่ต้องอาศัยฝนตก

อาจมีผลกระทบอะไรบ้าง

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แสดง "ความกังวลอย่างยิ่ง" ว่าความขัดแย้งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

เขายังระบุว่า ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน "มีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนอาหาร น้ำ และอากาศ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว"

แอนนา แฮนเซล ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ เสริมว่า "การสัมผัสอนุภาคในระดับเข้มข้นสูงเช่นนี้จะส่งผลกระทบทันทีต่อปอด"

"แต่ยังอาจมีผลกระทบยาวนานหลายปี ทั้งต่อระบบทางเดินหายใจและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง" เธอกล่าว

ดัก ไวเออร์ ผู้อำนวยการองค์กรสังเกตการณ์ความขัดแย้งและสิ่งแวดล้อม (Conflict and Environment Observatory) ระบุว่า "ความผิดปกติในกรุงเตหะรานคือ เราไม่เคยเห็นการโจมตีในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นเช่นนี้มาก่อน"

"โดยปกติ พื้นที่แหล่งน้ำมันมักอยู่ไกลในชนบท ผู้คนในกรุงเตหะรานไม่ได้แค่กำลังสัมผัสกับน้ำมันเท่านั้น แต่กำลังสัมผัสกับสารชนิดต่าง ๆ จำนวนมากจากฝนสีดำอีกด้วย" เขากล่าว

แผนกพยากรณ์อากาศของบีบีซีคาดการณ์ว่าในวันอังคารจะมีฝนตก และจะตกอีกครั้งตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป รวมถึงมีลมพัดแรงขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยพัดพาและชะล้างมลพิษบางส่วนออกไปได้

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจากมลพิษจะหมดไป มลพิษอาจไหลลงสู่แม่น้ำและแหล่งน้ำต่าง ๆ หรือหากตกลงสู่พื้นแล้วพื้นแห้ง ลมสามารถพัดพาให้อนุภาคเหล่านั้นกลับสู่ชั้นบรรยากาศได้อีกครั้ง

รายงานเพิ่มเติมโดย: กอนเชห์ ฮาบิบบิอาซัด, พอล บราวน์, รอลโล คอลลินส์, ชายาน ซาร์ดารีซาเดห์, ฟาริดา เอลเซไบ และแดเนียล เวนไรต์