ทำความรู้จัก "เมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง" ซึ่งอีลอน มัสก์ มีแผนจะสร้างบนดวงจันทร์แทนที่ดาวอังคาร

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, ลูอิส บาร์รูโช
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- เวลาอ่าน: 9 นาที
"เมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง" บนดวงจันทร์ ที่อาจจะสำเร็จได้ภายในไม่ถึง 10 ปี คือแผนการที่ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อไม่นานมานี้โดยอีลอน มัสก์
ผู้บริหารแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเอ็กซ์ รถยนต์ไฟฟ้าเทสลา และธุรกิจขนส่งอวกาศสเปซเอ็กซ์ และยังเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดของโลกผู้นี้ ระบุผ่านข้อความที่โพสต์บนเอ็กซ์ (X) เมื่อไม่นาน ว่าสเปซเอ็กซ์ได้เปลี่ยนจุดสนใจจากการสร้างเมืองบนดาวอังคารมาเป็นสร้างมันบนดวงจันทร์แทน โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าชมมากกว่า 40 ล้านครั้ง
แต่เหตุใดมัสก์จึงเปลี่ยนใจ และตอนนี้เรารู้อะไรแล้วบ้างเกี่ยวกับเมือง "ที่เติบตัวได้ด้วยตัวเอง" บนดวงจันทร์นี้
สร้างบนดวงจันทร์ แทนที่จะเป็นดาวอังคาร
ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนสมบูรณ์และเป็นทางการสำหรับพิมพ์เขียวของเมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเองนี้ โดยมันยังเป็นเพียงวิสัยทัศน์ที่มัสก์เผยแพร่ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ของเขา
เขาอธิบายถึงการตั้งรกรากถาวรของมนุษย์ที่สามารถค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นได้ผ่านการใช้ทรัพยากรบนดวงจันทร์ เนื่องจากมีการปล่อยจรวดไปยังดวงจันทร์ที่มีบ่อยครั้งขึ้น
ในโพสต์ของเขา มัสก์ระบุว่าแผนการนี้สามารถบรรลุได้ภายใน "ไม่ถึง 10 ปี ในขณะที่ถ้าเป็นดาวอังคารจะต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปี"
"ภารกิจของสเปซเอ็กซ์ยังคงเหมือนเดิม คือการขยายความสำนึกรู้และชีวิตอย่างที่เรารู้ไปสู่ดวงดาวต่าง ๆ"
มัสก์อธิบายว่าการเดินทางไปยังดาวอังคารจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ "ดาวเคราะห์เรียงตัวกันทุก 26 เดือน (ใช้เวลาเดินทางหกเดือน)"
แต่ในทางกลับกัน เขาเสริมว่า "เราสามารถปล่อยจรวดไปยังดวงจันทร์ได้ในทุก 10 วัน (ใช้เวลาเดินทางสองวัน)"
"นั่นหมายความว่าเราสามารถเดินทางไปซ้ำ ๆ เพื่อสร้างเมืองบนดวงจันทร์ให้สำเร็จได้ไวกว่าการสร้างเมืองบนดาวอังคารมาก"
ภารกิจของสเปซเอ็กซ์ยังคงเป็นการไล่ตามความทะเยอทะยานอันยาวนานของมัสก์ในการสร้างเมืองบนดาวอังคาร "และจะเริ่มทำเช่นนั้นในอีกราวห้าถึงเจ็ดปี" เขาระบุผ่านเอ็กซ์ "แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือการรักษาความมั่นคงทางอารยธรรมในอนาคต และมันสามารถทำบนดวงจันทร์ได้เร็วกว่า"
แฟน ๆ ของมัสก์สร้างสรรค์และแบ่งปันภาพร่างของเมืองบนดวงจันทร์นี้อย่างรวดเร็ว โดยบางคนก็ใช้กร็อก (Grok) ซึ่งเป็นเครื่องมือเอไอของมัสก์
การเปิดเผยของมันยิ่งเน้นย้ำน้ำหนักของรายงานที่วอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) เผยแพร่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าสเปซเอ็กซ์ได้บอกกับนักลงทุนว่าบริษัทจะให้ความสำคัญกับภารกิจไปยังดวงจันทร์ และจะค่อยพยายามไปสู่ดาวอังคารในเวลาถัดไป โดยมีแผนการส่งยานไร้คนขับลงจอดบนดวงจันทร์ในเดือน มี.ค. 2027
การเปลี่ยนแปลงนี้ขัดแย้งกับจุดสนใจที่มัสก์ยืนหยัดมานานในการมุ่งเน้นให้ดาวอังคารเป็นปลายทางหลักของสเปซเอ็กซ์ เมื่อปีที่แล้วเขายังบอกอยู่เลยว่าบริษัทมีแผนจะเปิดตัวภารกิจส่งยานไร้คนขับไปยังดาวอังคารภายในสิ้นปี 2026
"ไม่ เราจะมุ่งตรงไปยังดาวอังคารเลย ดวงจันทร์เป็นแค่สิ่งที่ทำให้ไขว้เขว" มัสก์ระบุในเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ผ่านการตอบโพสต์บนเอ็กซ์
มัสก์มีประวัติยาวเหยียดกับการกำหนดกรอบเวลาที่ทะเยอทะยานสำหรับโครงการต่าง ๆ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยตนเองซึ่งล้มเหลวซ้ำ ๆ กับการจะทำได้ทันตามกำหนดเวลา
มันจะสำเร็จได้อย่างไร
ดร.ซองอู ลิม อาจารย์อาวุโสด้านการใช้ประโยชน์ การสำรวจ และเครื่องมือทางอวกาศ แห่งมหาวิทยาลัยเซอร์รีย์ในสหราชอาณาจักร มองว่าแผนการสร้างฐานบนดวงจันทร์ของสเปซเอ็กซ์คือแผนที่ "ทะเยอทะยาน" แต่ไม่ถึงกับจะเป็น "นิยายทางวิทยาศาสตร์"
"แนวคิดเบื้องต้นของการใช้แผ่นดินบนดวงจันทร์ในการผลิตออกซิเจน น้ำ และสร้างวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มีพื้นฐานมาจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่เราใช้บนโลกอยู่แล้ว ในทางปฏิบัติมันเป็นไปได้" เขาบอกกับบีบีซี
อย่างไรก็ตาม ดร.ลิม อธิบายว่าความท้าทายคือระบบเหล่านั้นสามารถดำเนินการภายใต้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของดวงจันทร์หรือไม่ ทั้งด้วยสภาพอากาศที่รุนแรง ฝุ่นละอองขนาดเล็ก แรงดึงดูดต่ำ และพลังงานที่มีจำกัด "มันยังต้องมีการทดสอบที่เหมาะสมบนพื้นผิวดวงจันทร์ก่อนที่เราจะเชื่อมั่นได้" เขากล่าวเสริม
เขายังตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานด้านอวกาศของรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหว "อย่างระมัดระวัง" เพราะพวกเขาอาศัยเงินทุนสาธารณะและวัฏจักรทางการเมืองที่ยาวนาน ทำให้เป็นการ "จำกัดความรวดเร็วในการที่พวกเขาจะทดสอบแนวคิดใหม่ ๆ" ในขณะที่สเปซเอ็กซ์ "ดำเนินการต่างออกไป"
"หากระบบจรวดใหม่ของพวกเขาทำงานได้ตามแผน พวกเขาอาจส่งเครื่องมือไปยังดวงจันทร์ได้บ่อยกว่าและด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งจะช่วยเร่งความคืบหน้าได้เร็วขึ้น"
ดร.อูกูร์ กูเวน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการบินอวกาศและพลังงาน แห่งมหาวิทยาลัยจีดี โกเอ็นกา ในอินเดีย ระบุว่าดวงจันทร์ยังมีข้อได้เปรียบหลักที่เหนือกว่าดาวอังคารสำหรับการตั้งรกรากของมนุษย์ คือการที่สามารถเติบเสบียงและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว
"หากมีบางสิ่งผิดพลาด และคุณมีถิ่นที่อยู่ที่นั่นแล้ว คุณสามารถส่งภารกิจติดตามขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว" เขาบอกกับบีบีซีพร้อมระบุว่าการเดินทางจากโลกไปสู่ดวงจันทร์นั้นมักจะใช้เวลา "สองถึงสามวัน"
กระนั้น ดร.ลิม แย้งว่า "เมืองบนดวงจันทร์ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง" นั้น ยังเป็นเป้าหมายที่อยู่ห่างไกล
"การปลูกพืชพันธุ์อาหารต่าง ๆ โดยไม่นำสารอาหารจากโลกขึ้นไป และสร้างระบบปิดที่ทุกสิ่งสามารถรีไซเคิลได้ เป็นเรื่องซับซ้อนกว่านั้นมาก มันน่าจะต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ ดังนั้นวิสัยทัศน์นี้เป็นไปได้ แต่มันจะเกิดขึ้นทีละก้าว ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด"
ไคลฟ์ นีล ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์โลก จากมหาวิทยาลัยนอเทรอดามในรัฐอินเดียนาของสหรัฐฯ ผู้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสำรวจของมนุษย์บนดวงจันทร์ก็เห็นพ้องด้วย
"จนกว่าเราจะดำเนินโครงการหาทรัพยาการได้อย่างครอบคลุม เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีทรัพยากรที่สกัดได้ในทางเศรษฐกิจอยู่บนดวงจันทร์ เราจะไม่รู้เลยว่าจะวางเมือง 'ที่เติบโตด้วยตัวเอง' นี้ไว้ตรงไหนหากไม่มีทรัพยากรที่เข้าถึงได้และสกัดออกมาได้" เขาบอกกับบีบีซี
ดร.ลิม เชื่อว่า "ด่านหน้าขนาดเล็กบนดาวจันทร์" คือสิ่งที่ "เป็นจริงได้" และมันอาจเริ่มผลิตออกซิเจนและสกัดน้ำออกมาไว้ใช้เองได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่ง "นั่นจะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ" เขากล่าว
เจฟฟรีย์ ฮอฟฟ์แมน อดีตนักบินอวกาศของนาซาซึ่งตอนนี้เป็นศาสตราจารย์ด้านการบินและอวกาศแห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ในสหรัฐฯ แย้งว่า "เราจะสามารถจัดการทรัพยากรด้านโลจิสติกส์สำหรับฐานบนดวงจันทร์ได้ในตอนนี้" หากสเปซเอ็กซ์ และบลูออริจิน ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอวกาศของเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน ประสบความสำเร็จในการพัฒนายานลงจอดบนดวงจันทร์
"แต่ดาวอังคารยังคงเป็นก้าวที่อยู่ไกลเกินไป" เขาบอกกับบีบีซี
อย่างไรก็ดี ศ.ฮอฟฟ์แมนกล่าวว่า ประสบการณ์ที่จะได้รับจากการสร้างถิ่นที่อยู่ที่ยั่งยืนบนดวงจันทร์ อาจสามารถนำไปใช้กับการตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารได้ในท้ายที่สุด
ดร.กูเวน ก็เห็นด้วยกับสิ่งนี้โดยเสริมว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ฐานบนดวงจันทร์ถูกก่อตั้งขึ้น การจะเข้าถึงดาวอังคารจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก เพราะสามารถใช้ดวงจันทร์เป็น "หนึ่งในก้าวย่างที่สำคัญ" (a stepping stone)
การแข่งขันเริ่มเข้มข้นขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ที่มาของภาพ, Reuters
การให้ความเห็นของมัสก์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากจีนในการจะส่งมนุษย์กลับไปเยือนดวงจันทร์ในช่วงทศวรรษนี้ หลังจากที่ไม่มีใครได้ไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลยนับตั้งแต่ภารกิจอะพอลโล 17 ของนาซาในปี 1972
มัสก์เพิ่งประกาศว่าสเปซเอ็กซ์ได้เข้าซื้อกิจการบริษัทปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อว่า 'เอ็กซ์เอไอ' (xAI) ในข้อตกลงดังกล่าว มีการประเมินมูลค่าบริษัทจรวดและดาวเทียมของเขาอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ล้านล้านบาท) และมูลค่าบริษัทเอไออยู่ที่ 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 7.7 ล้านล้านบาท)
การประกาศดังกล่าวอาจช่วยสนับสนุนความทะเยอทะยานของเขาในการจะตั้งศูนย์ข้อมูลบนอวกาศอีกด้วย เนื่องจากบริษัทใหม่อาจถูกใช้เพื่อจัดการกับการประมวลผลเอไอจำนวนมหาศาล จากมุมมองของมิเชล เฟลอรี ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำนครนิวยอร์ก
ผู้สื่อข่าวบีบีซียังเสริมว่า มัสก์ ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของสเปซเอ็กซ์นั้น ได้ปรับธุรกิจต่าง ๆ ของเขาให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ก่อนที่จะมีโอกาสนำไปจดทะเบียนในตลาดหุ้น โดยมีรายงานว่าเขากำลังพิจารณาพาบริษัทสเปซเอ็กซ์ไปสู่สาธารณะ
การเคลื่อนไหวนี้อาจทำให้เขาสามารถระดมทุนได้ถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) ซึ่งอาจเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์
ในเดือนที่ผ่านมา มัสก์ประกาศแผนจะตั้งศูนย์ข้อมูล (data centre) บนอวกาศด้วยการส่งดาวเทียมจำนวนล้านดวงขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งเป็นโครงการที่เขาหวังว่าจะช่วยตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่แล้วบนโลก ที่ขับเคลื่อนจากการใช้เอไอที่เพิ่มขึ้น
แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ยังไม่แน่ใจในเรื่องนี้ โดยพวกเขาระบุถึงความท้าทายสำคัญคือสภาวะสุญญากาศในอวกาศ ทำให้ขาดแคลนอากาศที่ต้องใช้ในการระบายความร้อนของหน่วยประมวลผลกราฟิก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในงานเอไอและงานที่ประกอบด้วยข้อมูลปริมาณมาก
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว มัสก์ตอบข้อความของผู้ใช้บัญชีเอ็กซ์คนหนึ่งว่า นาซาจะมีรายได้น้อยกว่ารายได้ของสเปซเอ็กซ์ 5% ในปีนี้
สเปซเอ็กซ์เป็นคู่สัญญารายสำคัญสำหรับโครงการดวงจันทร์ 'อาร์ทิมิส' ของนาซา ซึ่งมีแผนจะส่งนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์































