ตามหา "ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" ผ่านการเดินทางทางความคิดของ เกษียร เตชะพีระ

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 17 นาที

ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ชวนสำรวจความยอกย้อนของประชาธิปไตยในสังคมการเมืองไทย ตั้งแต่ยุคปฏิวัติสยาม 2475 ถึงปัจจุบัน โดยพบว่าการรอมชอม ประนีประนอมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างคณะราษฎรกับ ร.7 ทำให้มีการขยับปรับเปลี่ยนความหมายของ "ประชาธิปไตย" จาก "Republic" ในยุคนำเข้า เป็น "Democracy"

"ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย" คือหนังสือเล่มล่าสุดที่เปรียบเสมือนแผนที่การคิดในช่วง 4 ทศวรรษของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และเป็นหัวข้อที่เขาใช้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 ในวันนี้ (9 มี.ค.)

หลังได้อ่าน-ฟังแนวคิดของนักวิชาการและนักปรัชญาทั้งไทยและต่างประเทศ 4 คน ในจำนวนนี้คือความเห็นของ จอร์จ ซานตายานา นักปรัชญาอเมริกันเชื้อสายสเปน ที่ว่า "Those who cannot remember the past are condemned to repeat it." หรือ "ผู้ที่ไม่สามารถจดจำอดีตได้ จะถูกสาปแช่ง (ลงโทษ/พิพากษา) ให้ต้องทำในสิ่งเดิมอีก"

และความเห็นจาก ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ผู้ล่วงลับ ที่ว่า "วัฒนธรรมจะกลายเป็นอาวุธเพื่อปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจและสิทธิได้ต้องเข้าใจบริบทและประวัติศาสตร์ของมัน"

ศ.ดร.เกษียรก็นำมาขบคิดอย่างจริงจัง แล้วหาโอกาสประมวลภาพรวมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมของการต่อต้าน และย้ำว่าการให้บริบทและประวัติศาสตร์จะช่วยเสริมพลังในการต่อสู้เพื่อต้านทานเรื่องเล่าหลัก/เรื่องเล่าแบบฉบับทางการ

เขาทบทวนตรรกะย้อนแย้งของการสร้างประชาธิปไตยบนฐานชนชั้นในสังคมไทย ซึ่งมี "กลุ่มอำนาจเดิมที่ต่อต้านประชาธิปไตย" แข่งขันกับ "กลุ่มช่วงชิงอำนาจใหม่ที่เรียกร้องประชาธิปไตย" เกิดการเปลี่ยนย้ายอำนาจ (power shift) ไปมาหลัก ๆ 3 ครั้งในช่วง 94 ปี นับจากปฏิวัติสยาม 2475, เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516-พฤษภา 2535, เหตุการณ์ช่วงระบอบทักษิณ 2548-ปัจจุบัน

ก่อนสรุปว่า "ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" เป็นเรื่องราวที่วิเคราะห์ สังเคราะห์ขึ้นมาจากประสบการณ์เดินทางแสวงหาและสร้างสรรค์ของสังคมไทยผ่านประวัติการเมืองไทยสมัยใหม่หลัง 2475 ถึงปัจจุบัน มันไม่ใช่สัจธรรมคำตอบสำเร็จรูปที่พบแล้วหยุดนิ่งตายตัวรอให้ใครประกาศบอกเพื่อเรารับเชื่อแล้วนำไปประยุกต์ใช้ อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ เป็นแนวคิดใฝ่ทะยานของบรรดาผู้คนที่ออกเดินทางแสวงหาและสร้างสรรค์มัน จึงมีนัยความหมายที่แตกต่าง หลากหลาย ขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับประสบการณ์ การเรียนรู้ ความเข้าใจ จุดหมายปลายทาง เส้นทางเดิน และคนเดินทางซึ่งก็เปลี่ยนแปลงพร้อมกันไปด้วย

หลักหมายสำคัญของการเดินทางนี้ นักรัฐศาสตร์ผู้ศึกษาการเมืองวัฒนธรรม (cultural politics) เสนอให้ดูจากกลุ่มพลังสังคมต่าง ๆ ที่เข้าร่วมขบวน, ด่าน-พลวัต-ไวยากรณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมของการให้ความหมายแก่ประชาธิปไตย และสถานการณ์การเมืองสำคัญของภูมิภาคและโลก

หนังสือ 3 เล่มที่เกษียรใช้ตามหา "ประชาธิปไตยประเสริฐสุด"

ศ.ดร.เกษียรหยิบยืม-ต่อยอด-ประยุกต์จากหนังสือ 3 เล่มที่เขาอ่าน

หนังสือเล่มแรก "การิทัตผจญภัย" นิยายปรัชญาการเมืองที่นักรัฐศาสตร์ผู้นี้เป็นผู้แปลและใช้สอนนักศึกษาในคณะ เป็นเรื่องของชายชื่อการิทัตที่ออกเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ เพื่อแสวงหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้

อาจารย์เกษียรนำคำถามสำคัญในนิยายดังกล่าวมาเปลี่ยนจาก โลก เป็น ระบอบ

"ถ้าเผื่อเจอระบอบประชาธิปไตยที่คนคิดว่าคำถามเรื่อง 'ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?' ไม่พึงถามอีกต่อไป เราย่อมมิอาจปรับปรุงระบอบแห่งนั้นให้ดีขึ้นได้"

ในทัศนะของศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ คำถามที่ไม่พึงถามนี้จะเกิดขึ้นบน 3 สถานการณ์ ทว่าทั้งหมดได้ผลเป็นการเมืองแบบอนุรักษนิยมเหมือนกัน

  • อยู่ที่นี่แล้วไง ไม่ต้องถาม ทุกอย่างดีสมบูรณ์ "ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ย่อมเป็นความเสื่อม ดังนั้นต้องไม่เปลี่ยน ไม่ปฏิรูป เพราะประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่นี่"
  • เขาพบประชาธิปไตยที่เหมาะกับตัวเขา "ไม่ได้บอกว่าประเสริฐที่สุด แต่นี่เหมาะกับตัวกู ไม่เปลี่ยน ก็ต้องอนุรักษ์ไว้ เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ"
  • มันไม่มีหรอก จะไปหาทำอะไร ป่วยการ เหนื่อยเปล่า "ถ้ามองโลกในแง่ร้าย เปลี่ยนไปอาจแย่กว่านี้ คิดแบบนี้จึงต้องอนุรักษ์"

ทั้ง 3 สถานการณ์นี้ ศ.ดร.เกษียรบอกว่าเป็น "คำตอบที่เป็นกับดักและหลุมพราง" ทำให้คนหยุดเปลี่ยนแปลง แสวงหา สร้างสรรค์ ยึดอนุรักษ์กับสิ่งที่เป็น และไม่ใช่ทางที่ควรจะไป

หนังสือเล่มที่สอง "กำเนิดสยามจากแผนที่: ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ" (Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation) ซึ่งอธิบายอภิสัญญะ (metasignifier) ว่าเป็นสัญญะหลักใหญ่ของสัญญะย่อยทั้งหลายในปริมณฑลการให้ความหมายหนึ่ง ๆ คอยกำกับและจัดระเบียบความหมายของสัญญะย่อยเหล่านั้น เช่น ในปริมณฑลการเมืองวัฒนธรรมของรัฐชาติ คือ "ความเป็นไทย" ในปริมณฑลการเมืองไทย คือ "ประชาธิปไตย"

การนิยามเชิงนิเสธ (negative identification) เป็นการนิยามความหมายของสิ่งหนึ่ง โดยบอกว่ามันไม่ใช่อะไรบ้าง ระบุชี้บุคลิกลักษณะของมันด้วยสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไป เช่น ความเป็นไทย = ไม่ใช่คอมมิวนิสต์, ไม่ใช่พม่า-ลาว-ญวน-เขมร-จีน-ฝรั่ง ในปริมณฑลการเมืองไทย จึงนิยามประชาธิปไตยด้วยการบอกว่ามันไม่ใช่อะไรบ้าง

หนังสือเล่มที่สาม "เสรีนิยม" (Liberalism) ซึ่งศึกษาวิเคราะห์แนวสัณฐานวิทยา (morphology) ความหมายเชิงนิเสธของประชาธิปไตยในสังคมไทยจึงทยอยทับซ้อน เบียดบัง ขบเหลื่อม ลบเลือน เน้นย้ำ จางหาย กลายกลืนกันมาในประวัติการเมืองไทยเป็นช่วงชั้น พร้อมกันนั้นก็ส่งผลสะเทือนข้างเคียงไปดึงดูด ผลักไส ปรับแปร ลดทอน เน้นหนักศัพท์แสง แนวคิดสำคัญอื่น ๆ ในการเมืองไทย เช่น ชาติ รัฐธรรมนูญ สถาบันกษัตริย์ กองทัพ ประชาชน ทุนนิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ชนชั้นนายทุน ชนชั้นกลาง กรรมกร ชาวนา รัฐราชการ ในแต่ละช่วงตอนด้วย

ศ.ดร.เกษียรเสนอว่า ประชาธิปไตยในสังคมการเมืองไทยสมัยใหม่ผ่านช่วงคลี่คลายขยายตัวในนิยามความหมายเชิงลบ/นิยามเชิงนิเสธ หรือพูดง่าย ๆ ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่อะไรบ้างใน 5 ช่วงชั้น

ประชาธิปไตยไทย แปรจาก "Republic" เป็น "Democracy" ตอนไหน?

ประชาธิปไตย ในฐานะ Republic

ในยุคแรกจุติในสังคมการเมืองไทย ประชาธิปไตย/ประชาธิปตัย อยู่ในความหมาย "Republic" หรือ "ซึ่งไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน มีแต่ผู้ซึ่งราษฎรเลือกขึ้นให้บังคับบัญชา บ้านเมือง" (ค้นพบในพระนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบัญญัติเมื่อ พ.ศ. 2455)

"(แต่ก็) มีปัญหาว่าจะเปนไปได้จริงเช่นนั้นฤาไม่ ต่างว่าเลิกเจ้าแผ่นดิน เลิกเจ้าและเลิกขุนนางเสียให้หมด เปลี่ยนลักษณปกครองเปนประชาธิปตัย (ริปับลิค) อันตามตำราว่าเป็นลักษณปกครองซึ่งให้โอกาศให้พลเมืองได้รับความเสมอหน้ากันมากที่สุด เพราะใคร ๆ ก็มีโอกาศที่จะได้เป็นถึงประธานาธิบดี ข้อนี้ก็ดีอยู่ (ตามตำรา)..." ข้อความในจดหมายเหตุรายวันของ ร.6 ระบุตอนหนึ่ง

ความหมายเดียวกันของประชาธิปไตยในฐานะ "Republic" ปรากฏในประกาศคณะราษฎรเมื่อ 24 มิ.ย. 2475 ยกร่างโดย ปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐมนูธรรม แกนนำคณะราษฎร

"ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ภายใต้ กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วย ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร... (มิฉะนั้นแล้ว) ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปตัย (Republic) กล่าวคือประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา" (ค้นพบในหนังสือรวมรัฐธรรมนูญและกฎหมายของ ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม ซึ่งคัดลอกจากหนังสือพิมพ์ร่วมสมัย แต่ตามตำราอื่น ๆ จะไม่มีวงเล็บ Republic เอาไว้)

ประชาธิปไตย ในฐานะ Democracy

ทว่าในเวลาไม่เกินปี ประชาธิปไตยตอนแรกเข้าในฐานะ "Republic" ได้เปลี่ยนความหมายเป็น "Democracy" ปรากฏในเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐมนูธรรม 2475 หรือที่รู้จักในชื่อ "สมุดปกเหลือง"

"ในการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาที่จะเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่เปลือกนอกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งต่อสาระสำคัญคือ "บำรุงความสุข สมบูรณ์ของราษฎร"

ศ.ดร.เกษียรชี้ว่า การขยับเปลี่ยนความหมายของ "ประชาธิปไตย" ในสังคมการเมืองไทย จาก "Republic" เป็น "Democracy" เป็นผลลัพธ์สืบเนื่องและมรดกทางการเมืองวัฒนธรรมของการรอมชอม ประนีประนอมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างคณะราษฎรกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และกลายเป็นสมญา "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (Constitutional Democracy) อันนี้คือปาฏิหาริย์ของการประนีประนอม สร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ มันเป็นปฏิพจน์ ทำให้ "ประชาธิปไตย ไม่ใช่สาธารณรัฐ"

สำหรับปฏิพจน์ (oxymoron) คือวลีที่ผสมผสานคำ 2 คำซึ่งดูเหมือนตรงข้ามกันเข้าไว้ด้วยกัน

นักรัฐศาสตร์ผู้นี้กล่าวต่อไปว่า ชัยชนะทางการเมืองวัฒนธรรมและแนวนโยบายของ "สมุดปกขาว" อันเป็นพระบรมราชวินิจฉัยของ ร.7 เหนือ "สมุดปกเหลือง" ของหลวงประดิษฐมนูธรรม ทำให้โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งหมายจะสร้างระบบเศรษฐกิจระบบสหกรณ์แบบสังคมนิยมที่บริหารจัดการโดยรัฐราชการส่วนกลาง ตามหลักการสังคมนิยมแบบภราดรภาพนิยม (Solidarisme) มีอันเป็นหมันและตกหายไปจากเวทีประวัติศาสตร์ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ ทั้งหมดนี้ทำให้ "ประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมนิยม"

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สัญลักษณ์ "ระบอบใหม่ของคณะราษฎร"

นอกจากนี้ยังมีการตอกย้ำว่า "ประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือหลวงพิบูลสงคราม ที่มีปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐระบอบใหม่ของคณะราษฎร ซึ่ง ศ.ดร.เกษียรมองว่ามีพลังมาก นั่นคือ การสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นรูปลักษณ์รัฐธรรมนูญ และเปิดเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์ในวันที่ 24 มิ.ย. 2483 อันกำหนดให้เป็นวันชาติ

"นี่เป็นการจงใจผูกมัดผนึกแน่น ประชาธิปไตย+รัฐธรรมนูญ+ชาติ เข้าด้วยกัน เป็นหีบห่อเดียวในทางสัญลักษณ์ โดยแยกต่างหากจากสถาบันกษัตริย์และระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เดิม" ศาสตราจารย์แห่งคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าว

ศ.ดร.เกษียรชวนคิดต่อในรูปแบบสมการ

  • วันชาติ 24 มิ.ย. เป็นวันสัญลักษณ์ของชาติไทย+การเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือปฏิวัติหรืออภิวัฒน์+ระบอบรัฐธรรมนูญ+ประชาธิปไตย
  • แปลว่าวันสำคัญที่สุดของชาติไทยคือ วันแห่งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย "เหมือนสักรอยสักอันนี้ไว้ใน body politic (กายาของการเมือง) ของไทย อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยคือรอยสักบนร่างกาย คิดว่าอนุสาวรีย์ที่เปิดในวันชาติต้องการบอกสิ่งเหล่านี้"
  • กำหนดสถาปนาเอกลักษณ์ของชาติและความเป็นชาติไทยเสียใหม่ ไม่ใช่ ชาติ+ศาสนา+พระมหากษัตริย์ อีกต่อไป แต่ผูกชาติเข้ากับ การปฏิวัติ+ระบอบรัฐธรรมนูญ+ประชาธิปไตย
  • ชาติไทยจึงเปลี่ยนความหมายกลายเป็น ชาติแห่งการปฏิวัติ+ชาติแห่งระบอบรัฐธรรมนูญ+ชาติแห่งประชาธิปไตย
  • ดังนั้น การรักชาติ = รักการปฏิวัติ+รักระบอบรัฐธรรมนูญ+รักประชาธิปไตย
  • 24 มิ.ย. = Political Valentine Day แห่งชาติ ที่ชาวไทยทุกคนมาแสดงความรัก หวนรำลึกถึงวันพบรัก ครบรอบสมรสสมรักกับ การปฏิวัติ+ระบอบรัฐธรรมนูญ+ประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม การใช้วันที่ 24 มิ.ย. เป็นวันชาติได้ยกเลิกไปในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และต่อมามีการเปลี่ยนให้วันพระราชสมภพของ ร.9 วันที่ 5 ธ.ค. เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย

"สังคมไหนไม่มียูโทเปีย ไม่มีโลกสวย จะเกิดวิกฤตจินตนาการของสังคม"

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ศ.ดร.เกษียรสรุปว่า ปปป. หรือ "ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" คือระบอบประชาธิปไตยที่เปิดกว้างโอกาส สร้างเงื่อนไขให้ผู้คนสามารถแสวงหาและสร้างสรรค์อย่างเปิดปลายไม่มีที่สิ้นสุด ทว่ามีเงื่อนไขเบื้องต้น 5 ประการ ได้แก่

  • สิทธิเสรีภาพทางการเมือง และภูมิปัญญาในการแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้โดยสันติ
  • พื้นฐานเสมอภาคนิยมที่ยกระดับสูงขึ้นตามสมควร
  • พหุนิยมทางวัฒนธรรม ให้คนเสพเลือกศึกษาได้
  • เปิดให้มีพื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนาน ในการปฏิบัติทดลองยูโทเปีย (utopia) ประชาธิปไตยต่าง ๆ
  • เปิดให้มีทางเลือกที่จะปลีกย้ายออกจากระบบได้ คือถ้าไม่ชอบคุณไปได้ ไม่ขังเขาเอาไว้ในคุกในนามประชาธิปไตย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์การเมืองชี้ชวนให้พิจารณา ปปป. ในฐานะยูโทเปีย/อุดมคติ ซึ่งไม่มีหน้าที่จะต้องเป็นจริง แต่ยูโทเปียพึงจินตนาการได้-ใฝ่ทะยานถึงได้-เชื่อได้

"หากสังคมไหนไม่มียูโทเปีย ไม่มีโลกสวย จะเกิด 'วิกฤตจินตนาการของสังคม' เพราะการจะเปลี่ยนแปลงโลก เราต้องสามารถจินตนาการถึงโลกที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างถึงรากได้ ไม่เช่นนั้นไม่ต้องไปเสียเวลาคิด เพราะคุณจะได้แบบเก่า การปฏิบัติยูโทเปีย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ได้อำนาจรัฐก่อน ยึดครองสังคมให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำ แต่เป็นสิ่งที่ลองริเริ่มทำได้เลยในพื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนานของสังคม" ศ.ดร.เกษียรระบุ

เขายกตัวอย่างในหลายกรณีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คณะสงฆ์สมัยพุทธกาลเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว ที่ห่มผ้าสามผืนเดินตามหาสัจธรรมของชีวิต, การเปิดพื้นที่เสรีภาพภายใน มธ. จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516-6 ตุลา 2519 ที่มีการอภิปรายทุกวัน คนอยากพูดอะไรที่ไม่เคยพูดได้ภายใต้เผด็จการทหาร พูดได้ใน มธ., การต่อสู้ของสมัชชาคนจนที่เอื้อเฟื้อกัน-เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน, กลุ่มเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขัง "คดีมาตรา 112" เพื่อยืนยันว่าผู้ต้องหาไม่ว่าจะโดนข้อหาใดก็ตามควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์ คนเหล่านี้อาจถูกตราหน้ามองว่าเป็นพวกไม่จงรักภักดี ไม่รักเจ้า แต่เขาทำ ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่เขาทำเพื่อสอนคนไทยให้ปฏิบัติกับคนเยี่ยงมนุษย์

เมื่อการปาฐกถามาถึงช่วงท้าย ศ.ดร.เกษียร อดีตแกนนำนักศึกษาเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้ยกคำกล่าวของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดี มธ. (ในขณะนั้น) ก่อนวันสุกดิบการสังหารหมู่ เพื่อชวนทุกคน "แลไปข้างหน้าแบบป๋วย"

"รอไม่ได้ ถ้ารอไม่ได้ ก็รอไม่ได้ จะมีรัฐประหารก็มีไป แต่ที่แน่ที่สุดก็คือเมื่อไม่ได้ผลในคราวนี้ คราวหน้าก็เอาใหม่ ถ้าวันหน้ามีรัฐประหาร มีเผด็จการ ก็มี 14 ตุลาได้อีก คนเรานั้นต้องตั้งต้นกันใหม่ ในชั่วชีวิตผมอาจจะไม่ได้เห็น ในชั่วชีวิตท่านทั้งหลายอาจจะไม่ได้เห็น แต่หลักการที่ควรจะทำคือการให้การศึกษา อนามัยกับโภชนาการ และรายได้ที่ดีแก่ประชาชน จะต้องมีอยู่ต่อไป พวกเราเป็นเพียงเชื้อเพลิงอันแรกเท่านั้นที่จะให้แสงสว่างให้เขาตื่นขึ้น แต่ถ้าเผอิญประเทศไทยเกิดเคราะห์ร้าย เราเริ่มงานไม่เท่าไรก็มีรัฐประหารและเผด็จการนั้นมีอยู่อีก 200 ปี ก็ช่วยไม่ได้ ไม่มีทาง ผมคิดว่าทางอื่นไม่ใช่ทางที่ถูก ที่คิดเป็นคอมมิวนิสต์และจะปฏิวัติให้เร็ว ๆ นั้นก็คงจะไม่ได้ สำหรับผมแล้ววิถีทางสันตินั้นมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น นั่นคือจะต้องใช้ประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องมีกฎหมู่ จะต้องใช้วิธีอหิงสา และจะต้องเชื่อมั่นมวลชนเพื่อเป็นพลังสำหรับนำไปสู่สังคมที่เราต้องการ"

"วิกฤตชนชั้นนำ" ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์

ในช่วงท้าย ผู้จัดงานเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ถาม-ตอบกับองค์ปาฐก หนึ่งในคำถาม-คำตอบที่น่าสนใจ ว่าด้วยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนย้ายอำนาจไปอยู่ในมือชนชั้นนำเก่า ไม่ใช่การเปลี่ยนย้ายอำนาจไปสู่ประชาชนในระลอกใหม่หรือไม่

ศ.ดร.เกษียรเห็นว่า รัฐบาลพรรค ภท. จะไม่เก่งเท่ารัฐบาล "ทักษิณ" ยุคก่อน เพราะไม่มีกลุ่มก้อนแกนนำที่มียุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับโลกหรือภูมิภาค รวมถึงกลุ่มก้อนแกนนำที่เป็นนักยุทธศาสตร์การเมือง ดังนั้นถ้าเอาพรรค ภท. ไปวางกับพรรคเพื่อไทย (พท.) คิดว่าพรรค พท. ยังเข้มแข็งกว่า อีกทั้งการขึ้นครองอำนาจรัฐของพรรค ภท. เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้นได้ และอื่น ๆ โชคดีนะ "บางทีก็คิดในใจ ส้มโคตรเฮง ทุกครั้งที่ปัญหา จะระเบิด มันรอด ไม่ได้เป็นรัฐบาลสักทีสักที"

สิ่งสำคัญที่นักวิชาการวัย 69 ปีชี้ชวนให้สังคมพินิจพิจารณาคือ "วิกฤตที่สำคัญที่สุดของชนชั้นนำไทย" เป็นวิกฤตที่ยังไม่มีใครพูดถึงอย่างเปิดเผย และวิกฤตนี้ยังไม่ได้รับการแก้ It's coming (มันกำลังมาแล้ว) ใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง และยังไม่เห็นว่าชนชั้นนำจะแก้อย่างไร

"คิดไปอีก 10 ปีข้างหน้า คุณเห็นอะไร คิดไป 10 ปีข้างหน้า ผมไม่น่าจะอยู่แล้ว ผม 79 แล้ว 10 ปีข้างหน้า คุณทักษิณอายุเท่าไร คุณอนุทินอายุเท่าไร คนนั้น คนนี้ คนโน้นอายุเท่าไร ผมไม่เห็นอนาคตของพวกเขา" ศ.ดร.เกษียรกล่าว

นักการเมืองวัฒนธรรมผู้นี้ยังถูกยิงคำถามว่า อะไรทำให้ยังมองโลกในแง่ดี-ไม่หยุดหวังกับประชาธิปไตยแม้ผ่านหลากวิกฤตมาหลายสิบปี เขาตอบว่า เป็นเรื่องการค่อย ๆ ค้นพบ เราพยายามครั้งหนึ่งมาก ๆ หน่อยในการต่อสู้ เข้าป่าแล้วแพ้ พรรคที่สังกัดล่มสลาย อุดมการณ์ที่เคยเชื่อถึงจุดหนี่งล่มสลาย แต่เราเลิกไหม ไม่เลิก

"คุณต้องรู้ว่าคุณรักอะไร มันไม่พอที่รู้ว่าคุณเกลียดอะไร ต้องรู้ว่ารักอะไร และเป็นนามธรรมพอที่จะประคองตัวคุณไปได้ไกล เงื่อนไขมันไม่ได้อยู่ข้างนอกตัวคุณอีกต่อไป คุณเอามันเข้ามาในตัวคุณ มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ ชีวิตคุณเป็นส่วนหนึ่งของมัน ถ้าแบบนี้ถึงจุดนั้น มันไม่ใช่เรื่องมีความหวัง กูอยู่ของกูแบบนี่เอง มึงเอาไงกับกูล่ะ" ชายผู้เดินทางตามหาประชาธิปไตย-ต่อสู้ทางความคิดมาเกินค่อนชีวิต ระบุ

อีกคำถามคือ อีกขั้วอุดมการณ์อาจกำลังคิด-ออกแบบ "เผด็จการประเสริฐสุดที่เป็นไปได้" เหมือนกัน ศ.ดร.เกษียรชี้ว่า "เผด็จการอยู่คนละฐานกับประชาธิปไตย คิดถึงมนุษย์คนละทิศทาง เผด็จการเชื่อว่าคนเห้ ดังนั้นต้องใช้อำนาจไปข่มเอาไว้ ถ้าให้เสรีภาพ คนจะเห้ แต่ประชาธิปไตยรู้ว่าคนมีทั้งเห้และดี ดังนั้นให้เสรีภาพดีกว่า"

กับคำปาฐกถาทั้งหมดในวันนี้ หากบรรดา "ผู้รักชาติ" จะใช้ประโยชน์ อาจารย์เกษียรบอกว่ายินดีต้อนรับ และเสนอให้เลื่อนคำถามจาก ประชาธิปไตยคืออะไร เป็น ประชาธิปไตยจะเป็นอะไรได้บ้าง ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ เพราะทำให้นิยามประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องตายตัว

ในมุมมองของเขา หนังเรื่องประชาธิปไตยยังไม่จบ ยังเดินหน้าต่อ ไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะล้มเหลวหรือสำเร็จ

"ท่านอยากได้อะไรล่ะ ประชาธิปไตยแบบขวากว่านี้ ซ้ายกว่านี้ เอื้อเฟื้อกว่านี้ กระโดดเข้าจอไปเล่น มันเป็นเกมที่เปิดให้ผู้คนทั้งหลายที่คิดว่าชีวิตการเมืองสำคัญ อยากให้เป็นแบบไหน เล่นแบบนั้น ดังนั้นสำหรับฝ่ายขวา ยินดีต้อนรับ แต่คุณไม่ใช่ผู้เล่นคนเดียวนะ คนอื่นก็จะเล่นด้วย" นักวิชาการอาวุโส อดีตนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย กล่าว