เอเปค : ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กลายเป็น "ศูนย์กลางความสนใจ" หลังไร้เงาไบเดน-ปูติน ?

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ป ระธานาธิบดีจีนเตรียมเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค

สื่อนานาชาติมองว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะถูกจับตามากที่สุดในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค จากการที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์​ ปูติน ของรัสเซีย ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

นายสี และภริยา เดินทางถึงประเทศไทยเมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และภริยาให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่จะเริ่มขึ้นในวันนี้ ถึง 19 พ.ย.

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีจีนได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำจี 20 บนเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย และได้หารือแบบทวิภาคีกับผู้นำสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ แต่การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคครั้งนี้ นายโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้เดินทางเข้าร่วม แต่ส่งนางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี เข้าร่วมแทน ทั้งที่ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันทางอิทธิพลระหว่างจีนและสหรัฐฯ

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นวิเคราะห์ว่า การที่นายไบเดนไม่ได้เข้าร่วมเอเปค ทำให้นายสี มีแต้มต่อเพื่อส่งเสริมวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของจีนต่อผู้นำเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ

นายสี เผยแพร่วิสัยทัศน์ของเขาในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร วานนี้ (17 พ.ย.) ในการประชุมกับผู้นำภาคธุรกิจที่จัดขึ้นควบคู่ไปกับเอเปค โดยเขาประกาศต่อต้าน “ทัศนคติเรื่องสงครามเย็น ความเป็นเจ้าโลก การตัดสินใจแบบฝ่ายเดียว และการกีดกันทางการค้าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง” ซึ่งซีเอ็นเอ็นมองว่า เป็นการวิจารณ์ถึงสหรัฐฯ​ โดยไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐฯ โดยตรง

“เอเชียแปซิฟิกไม่ใช่สนามหลังบ้านของใคร และไม่ควรเป็นเวทีแข่งขันของมหาอำนาจ เราจะไม่ยอมให้มีความพยายามก่อสงครามเย็นในยุคสมัยของเรา” สี กล่าวในแถลงการณ์

“ความพยายามแทรกแซงหรือบั่นทอนซัพพลายเชนอุตสาหกรรม... รังแต่จะทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก เดินหน้าไปสู่ทางตัน”

ผลงานในจี 20

การเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จี 20 และเอเปค ถือเป็นการกลับเข้าสู่เวทีโลกด้วยตนเองครั้งแรกของนายสี หลังขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 เมื่อเดือน ต.ค. และถือเป็นการพบปะกับผู้นำมหาอำนาจโลกแบบต่อหน้า เป็นครั้งแรกนับแต่เกิดโควิดระบาด

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

นายสี จิ้นผิง ประชุมแบบทวิภาคีและถ่ายภาพร่วมกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม กับเหล่าผู้นำโลกที่ตลอดมาพยายามเตือนว่า จีนเป็นภัยคุกคามระดับนานาชาติ

“ผลงานของนายสี ถือว่าประสบความสำเร็จ โลกยอมรับการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 ของเขาโดยจำยอม และนายสีแสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถเรียกความสนใจของประชาชนทั้งในและต่างประเทศไทย” นายยุน ซุน ผู้อำนวยการโครงการไชนาโปรแกรม ของศูนย์ระดมสมองสติมสันเซ็นเตอร์ ในสหรัฐฯ กล่าว

“สำหรับเอเปคนั้น จีนจะเป็นศูนย์กลางความสนใจ ไม่ว่าไบเดนหรือปูติน จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ตาม และยิ่งผู้นำสองคนนี้ไม่มา นายสีจะไร้คู่แข่งในห้องประชุม... เอเปคจะเป็นเวทีของเขา”

นายสียังระบุในแถลงการณ์ถึงผู้นำภาคธุรกิจอีกว่า “ผมหวังว่าพวกคุณ ซึ่งล้วนเป็นผู้นำธุรกิจ จะ... เข้ากระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการปฏิรูป เปิดกว้าง และพัฒนาสู่ความทันสมัยของจีน”

กมลา แฮร์ริส มาไทย

แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะไม่ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคด้วยตนเอง แม้จะเข้าร่วมการประชุมจี 20 ด้วยเหตุผลว่าต้องร่วมพิธีแต่งงานของหลานสาว แต่ได้ส่งนางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี มาเข้าร่วมการประชุมในไทยแทน

เจ้าหน้าที่อาวุโสทำเนียบขาว บอกกับผู้สื่อข่าวว่า นางแฮร์ริสจะหารือกับผู้นำภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นการประชุมคู่ขนานไปกับเอเปค และประกาศว่า “ไม่มีคู่ค้าใดในภูมิภาคนี้ที่ดีไปกว่าสหรัฐฯ”

กมลา แฮร์ริส ร่วมประชุมเอเปคแทนไบเดน

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, กมลา แฮร์ริส ร่วมประชุมเอเปคแทนไบเดน

แม้นายสีและนายไบเดน จะหารือทวิภาคีในการประชุมจี 20 พร้อมประกาศว่า แม้สหรัฐฯ​ และจีน จะแข่งขันกัน แต่จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง และจะไม่ปล่อยให้เกิดสงครามเย็นขึ้น แต่เมื่อเดือน ต.ค. สหรัฐฯ ยกระดับการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้น ด้วยการออกมาตรการที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อจำกัดการจำหน่ายชิปชั้นสูง และอุปกรณ์ผลิตชิปให้กับจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมไปถึงเขตเศรษฐกิจอื่น ๆ ในเอเปคด้วย

ช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังได้เปิดตัว กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก หรือ ไอพีอีเอฟ ซึ่งถือเป็นนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของไบเดน เพื่อเข้าหาภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อแข่งขันกับจีน โดย ไอพีอีเอฟ มีสมาชิกเป็นเขตเศรษฐกิจในเอเปคจำนวนมาก แต่ไม่มีจีนและรัสเซีย อยู่ในกรอบความร่วมมือด้วย โดยเชื่อว่า สหรัฐฯ จะผลักดัน ไอพีอีเอฟ ในการเป็นเจ้าภาพเอเปคในปีหน้าต่อจากประเทศไทย

เอเปคเป็นสนามอิทธิพลการเมืองโลก ?

แม้เป้าประสงค์หลักของเอเปคคือ ส่งเสริมการค้าแบบพหุภาคี และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก แต่ด้วยสมาชิกที่หลากหลาย และครอบคลุมมหาอำนาจโลกหลายแห่ง รวมถึง สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เมื่อผู้นำชาติมหาอำนาจมารวมตัวกัน จะกลายเป็นการช่วงชิงอิทธิพลในภูมิรัฐศาสตร์โลก ตามสถานการณ์และวิกฤตโลกที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างในปีนี้ คือ ความตึงเครียดที่มากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทั้งเรื่องการค้าและประเด็นไต้หวัน รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เป็นต้น

ต่อประเด็นนี้ ผศ.ประพีร์ อภิชาตสกล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อยากให้ดูถึงจุดเริ่มต้นของเอเปค ที่ริเริ่มโดยออสเตรเลีย ซึ่งมองว่า “ตัวเองจะไปอยู่กลุ่มไหนดี” ประกอบกับเห็นความสำเร็จของการประชุมในกรอบอาเซียน และในช่วงนั้นยังไม่เกิดองค์การการค้าโลก

ง านเลี้ยงอาหารค่ำเมื่อคืนวันที่ 17 พ.ย.

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ง านเลี้ยงอาหารค่ำเมื่อคืนวันที่ 17 พ.ย.

“ออสเตรเลียกลัวจะถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ ทำให้อยากสร้างกลุ่มที่ได้เข้ามาเข้าร่วม” จึงเกิดเอเปคขึ้นในปี 2532 ซึ่งปัจจุบัน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ และมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึง สหรัฐฯ จีน จีน-ไทเป (ไต้หวัน) และ จีน-ฮ่องกง โดยเรียกเป็น “เขตเศรษฐกิจ” มากกว่า “ประเทศ” ซึ่งการเลือกใช้คำแบบนี้เอง ทำให้แม้จีนและไต้หวัน ซึ่งมีความขัดแย้งกัน สามารถเข้าร่วมการประชุมในกรอบของเอเปคได้

สาเหตุของการเข้าร่วมเอเปคของ “เขตเศรษฐกิจ” ต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้ว จะเกิดจากความกลัว “ตกขบวน” ยกตัวอย่าง อเมริกา ที่เล็งเห็นผลประโยชน์ไม่ใช่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป้าประสงค์หลัก คือ “ป้องกันไม่ให้มหาอำนาจอื่น ๆ เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาค”

“อีกอย่าง เขาก็แพร่ค่านิยมทางเศรษฐกิจและการเมืองสไตล์อเมริกัน มาในภูมิภาคนี้ได้ อเมริกาถึงตระหนักถึงผลประโยชน์ที่ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ” โดยเฉพาะยิ่งจีนมีอิทธิพล และแสนยานุภาพทางทหารมากขึ้น เชื่อมสัมพันธ์เชิงรุกกับหลายประเทศในภูมิภาค แต่การที่สหรัฐฯ จะเข้ามายับยั้งอิทธิพลของจีนโดยตรง ในฐานะประเทศนอกภูมิภาคนั้นทำได้ยาก การเข้าร่วมเอเปคจึงช่วยให้ “การปรากฏตัวของสหรัฐฯ มันเนียน ๆ ไม่แทรกแซงตรง ๆ”

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ประกาศว่าไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคในครั้งนี้ด้วยตัวเองได้ เนื่องจากต้องเข้าร่วมพิธีแต่งงานของหลานสาวที่ทำเนียบขาว จึงส่งนางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีมาแทน

“ความรู้สึกตอนนี้ของเรา อาจเป็นความน้อยใจ เหมือนตอนที่เขา (อเมริกา) ไม่เชิญผู้นำไทยไปประชุมสุดยอดประชาธิปไตย... แต่การที่เขาไม่ได้มาด้วยตนเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สนใจ” ผศ.ประพีร์ แสดงความเห็นถึงประเด็นนี้

สี จิ้นผิง เยือนไทย ปัจจัยความสำเร็จเอเปค ?

นายธานี ทองภักดี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ มองว่า การที่ผู้นำจีนมาร่วมประชุมเอเปค สะท้อนว่าจีนให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือในภูมิภาค และจีนเอง มีบทบาทสูงมากในการส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทย

EPA

ที่มาของภาพ, EPA

“เรามีความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับจีน ดังนั้น การที่จะมีการหารือกันในระดับสูงกับผู้นำจีน เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับจีน และกำหนดว่าในอนาคตเราจะมุ่งความร่วมมือไปด้านใด” นายธานี ระบุ

อย่างไรก็ดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กลับมองว่า การเข้าสู่เอเปคของจีน มีเหตุผลทางการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจการค้า ซึ่งจะเห็นชัดมากขึ้นในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ไม่เห็นด้วยการกับข้อกำหนดทางการค้า “เชิงบังคับ” ของชาติตะวันตก

“จีนไม่สนใจเลยนะ จีนโดดเดี่ยวตัวเองมาก่อน… ไม่ไว้ใจกลุ่มประเทศตะวันตก และมหาอำนาจที่อเมริกาหนุนหลัง” ผศ. ประพีร์ กล่าว พร้อมเสริมว่า จีนยังเห็นความสำคัญของเอเปค เพราะมีกิจกรรมน่าสนใจ มีพันธมิตรทางการค้าในเอเชีย-แปซิฟิกอยู่เยอะ แต่ที่สำคัญ คือ เพราะ “เอเปครวมกลุ่มกันโดยไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายอะไร… สมัครใจล้วน ๆ”