เลือดประจำเดือนเผยความลับสุขภาพผู้หญิง

เวลาอ่าน: 15 นาที

เอ็มมา แบ็กลันด์ หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 27 ปี ไม่เคยให้ความสนใจมากนักกับเลือดประจำเดือนของตนเองมาก่อน ซึ่งเธอก็เหมือนกับผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มี "ระดู" หรือเลือดออกจากช่องคลอดเป็นประจำทุก 28 วัน จนเคยชินเสียแล้ว

แต่เมื่อบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีชีวภาพ NextGen Jane ขอตัวอย่างเลือดประจำเดือนจากเธอเป็นครั้งแรกในปี 2023 แบ็กลันด์ก็จัดแจงส่งผ้าอนามัยแบบสอด 8 ชิ้น ที่ซับเลือดระดูครั้งล่าสุดของเธอไปให้ทางไปรษณีย์ โดยจ่าหน้าพัสดุถึงห้องปฏิบัติการของทางบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโอ๊กแลนด์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

แน่นอนว่านี่เป็นการขอความร่วมมือที่ออกจะดูประหลาดอยู่บ้าง แต่เนื่องจากมันดำเนินการได้โดยไม่ยุ่งยากนัก แบ็กลันด์จึงยินดีอย่างมากที่จะให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอทราบว่า ตัวอย่างเลือดประจำเดือนเหล่านี้จะช่วยให้บรรดาเด็กสาวและหญิงสาวในรุ่นถัดไป ไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานในทุก ๆ เดือน อย่างที่เธอเคยเจอมาตลอดตั้งแต่วัยแรกรุ่นจนโตเป็นสาวเต็มตัว

"ตอนที่เพิ่งมีอายุได้ 11 ปี ฉันก็มีประจำเดือนครั้งแรก ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองกำลังจะตายเสียแล้ว" แบ็กลันด์ซึ่งเป็นชาวรัฐมินนิโซตากล่าว ปัจจุบันเธอเป็นนักศึกษาของบัณฑิตวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ "ฉันจำได้ว่า ตอนนั้นตัวเองรีบวิ่งไปบอกแม่ว่าต้องไปโรงพยาบาล นับแต่นั้นมา การมีประจำเดือนทุกครั้งก็เป็นแบบเดียวกัน ฉันอาเจียนตลอดจนต้องลาเรียน และไม่ได้ทำกิจกรรมเข้าสังคมกับใครเขาเลย ตลอดช่วงเวลานั้นมีแต่ความเจ็บปวดที่แผดเผาและเสียดแทงในท้องทุกวินาที"

กว่าที่แบ็กลันด์จะได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ว่าเธอเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปนานถึง 13 ปีแล้ว อาการผิดปกติเมื่อมีประจำเดือนดังกล่าว ถือเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมลงได้อย่างมาก เนื่องจากเยื่อบุผนังมดลูกด้านในมีการเติบโตที่ผิดปกติ หรือไปเติบโตผิดที่ผิดทางนอกมดลูก

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึง 190 ล้านคน ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลก ในทุกเดือนผู้หญิงเหล่านี้จะมีเลือดระดูออกมามากผิดปกติ, ปวดบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรง, มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้, หรือแม้กระทั่งมีบุตรยาก

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องอดทนรอกันอย่างยาวนาน 5-12 ปี กว่าจะได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ที่ยืนยันว่าตนเองเป็นโรคนี้ ซึ่งในกรณีของแบ็กลันด์เองก็เหมือนกัน เพราะการตรวจวินิจฉัยที่จะทราบผลได้อย่างแน่นอนนั้น จะต้องทำการผ่าตัดส่องกล้องขนาดเล็กเข้าไปในอุ้งเชิงกราน (pelvic laparoscopy)

ฤทธี ทาริยัล ประธานผู้บริหารหญิงและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท NextGen Jane บอกว่าความยากลำบากในการตรวจวินิจฉัยโรคดังกล่าว คือแรงบันดาลใจให้ตัวเธอและเหล่าผู้นำของบริษัทที่คิดค้นนวัตกรรมล้ำสมัยกลุ่มหนึ่ง มุ่งค้นหาวิธีการใหม่และสร้างเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัยโรคทางนรีเวชที่ดีกว่านั้น ซึ่งจะช่วยให้การตรวจวินิจฉัยทำได้อย่างรวดเร็วขึ้น, เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง, และส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับการผ่าตัดส่องกล้อง

นวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าว ยังสามารถจะใช้ตรวจวินิจฉัยโรคทางนรีเวชและโรคอื่น ๆ ของผู้หญิงในวงกว้างได้มากมายหลายชนิด โดยไม่จำกัดอยู่แค่โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เท่านั้น ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ความลับที่จะนำไปสู่การไขปริศนาสุขภาพผู้หญิง ซุกซ่อนอยู่ในเลือดประจำเดือนนั่นเอง

ขุมทองทางการแพทย์

ตั้งแต่ยุคโบราณสมัยอารยธรรมบาบิโลนและสุเมเรียน เมื่อราว 6,000 ปีก่อน แพทย์ก็ได้เริ่มตรวจวินิจฉัยโรคด้วยการดูลักษณะปัสสาวะของคนไข้กันแล้ว ส่วนการตรวจตัวอย่างอุจจาระและการเจาะเลือดไปตรวจวิเคราะห์ เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อราว 100-200 ปีที่แล้วนี้เอง

ทว่าเลือดประจำเดือนกลับไม่ได้รับความสนใจจากวงการแพทย์สักเท่าใดนัก ทั้งที่มันเป็นของเหลวที่มีองค์ประกอบซับซ้อนมาก ครึ่งหนึ่งของเลือดระดูก็คือเลือดธรรมดาที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายคนเรา แต่ส่วนที่เหลือประกอบไปด้วยโปรตีนและฮอร์โมนหลายชนิด, รวมทั้งเชื้อแบคทีเรีย, เยื่อบุโพรงมดลูก, เศษซากของเซลล์ที่ถูกขับออกมาจากรังไข่, ท่อนำไข่, มดลูก, ช่องคลอด, และเซลล์จากส่วนอื่น ๆ ด้วย

"คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้จากชนิดของเซลล์และโมเลกุลที่เป็นสัญญาณบ่งบอกโรคในเลือดประจำเดือน ซึ่งคุณจะไม่พบสิ่งเหล่านี้ในตัวอย่างเลือดที่เจาะออกมาจากเส้นเลือด, ในน้ำลาย, หรือในตัวอย่างทางชีวภาพอื่น ๆ" ทาริยัลกล่าว "แท้จริงแล้วมันมีค่าเท่ากับการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อภายในออกมาตรวจ แต่การตรวจเลือดประจำเดือนคือวิธีธรรมชาติ ที่จะช่วยให้เราทราบถึงสภาพของอวัยวะเจริญพันธุ์ภายใน ที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ได้"

ด้วยเหตุนี้บริษัท NextGen Jane จึงส่งผ้าอนามัยแบบสอดทำจากฝ้ายที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ให้กับบรรดาอาสาสมัครอย่างแบ็กลันด์ เพื่อเก็บตัวอย่างเลือดประจำเดือนในผ้าอนามัยมาตรวจวิเคราะห์ โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2014 ทีมนักวิจัยของ NextGen Jane ได้เก็บตัวอย่างไปตรวจแล้วกว่า 2,000 ชิ้น ซึ่งก็เป็นเลือดประจำเดือนที่มาจากอาสาสมัครหญิงกว่า 330 คน

"คุณสามารถใช้เลือดประจำเดือน ตรวจดูร่องรอยของโรคทุกชนิดที่ส่งผลกระทบต่อมดลูกได้ ซึ่งโรคพวกนี้มีอยู่มากมายทีเดียว" ดร.คริสทีน เมตซ์ นักชีววิทยาการเจริญพันธุ์ จากสถาบันไฟน์สไตน์เพื่อการวิจัยทางการแพทย์ ของเครือข่ายบริการสุขภาพ Northwell Health ในสหรัฐฯ กล่าว

เมื่อสิบกว่าปีก่อน ดร.เมตซ์ เริ่มศึกษาวิเคราะห์เลือดประจำเดือน เพื่อมุ่งค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarkers) ของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ให้ได้ แต่มาตอนนี้เธอเริ่มสนใจด้วยว่า เลือดประจำเดือนจะสามารถบ่งบอกถึงร่องรอยของโรคอื่น ๆ อย่างเช่นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบเรื้อรัง, หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยเข้าไปเติบโตในกล้ามเนื้อมดลูก (adenomyosis) ได้ด้วยหรือไม่

"ของเสียที่ถูกขับออกมาอย่างเลือดประจำเดือน มีคุณค่าอย่างสูงต่อความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพของมดลูก ซึ่งเราไม่อาจจะเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ด้วยวิธีอื่น ๆ" ดร.เมตซ์กล่าว "เลือดประจำเดือนคือตัวอย่างทางชีวภาพที่พิเศษสุดเลยทีเดียว"

ผลการศึกษาหนึ่งพบว่า มีโปรตีนถึง 385 ชนิด ที่จะพบได้แต่ในเลือดประจำเดือนเท่านั้น ส่วนข้อดีอื่น ๆ ของการใช้เลือดระดูตรวจวินิจฉัยโรค ก็คือการที่สามารถเก็บตัวอย่างได้ง่าย เพราะจะถูกขับออกมาจากร่างกายผู้หญิงอยู่แล้วทุกเดือน ทั้งยังสามารถให้ข้อมูลในภาพรวม เกี่ยวกับสุขภาพของมดลูกได้อย่างครบถ้วนรอบด้านกว่า เมื่อเทียบกับการตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งจากพื้นที่จุดเดียวของเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาตรวจวิเคราะห์

"มดลูกนั้นมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับผลเกรปฟรุต ดังนั้นเราจึงไม่อาจจะประเมินวินิจฉัยโรคได้อย่างทั่วถึง จากการผ่าตัดเอาเพียงชิ้นเนื้อเล็ก ๆ มาตรวจ แต่เลือดประจำเดือนนั้นต่างออกไป มันคือเยื่อบุโพรงมดลูกทั้งหมดที่ถูกขับออกมาตามธรรมชาติ" ดร.เมตซ์กล่าว เธอเคยให้อาสาสมัครที่ร่วมทำการวิจัย เก็บตัวอย่างเลือดประจำเดือนด้วยถ้วยอนามัยมาแล้ว

ภารกิจค้นหาสารบ่งชี้ทางชีวภาพตัวเด่น

เนื่องจากเลือดประจำเดือนถูกแวดวงวิทยาศาสตร์การแพทย์มองข้ามละเลยมานาน ทุกวันนี้จึงยังคงไม่เป็นที่ชัดเจนว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีตัวชี้วัดทางชีวภาพพิเศษที่จะช่วยบ่งบอกถึงการเกิดโรคได้โดยเฉพาะ และมีความแม่นยำสูงพอที่จะนำไปพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ดร.เมตซ์ และดร.ปีเตอร์ เกรเกอร์เซน นักพันธุศาสตร์ซึ่งเป็นคู่หูร่วมทีมวิจัยของเธอ ได้ศึกษาวิเคราะห์เลือดประจำเดือนของผู้หญิงกว่า 3,700 คนมาแล้ว ซึ่งผลวิจัยล่าสุดเป็นไปในทิศทางที่ดี

"เราพบความแตกต่างมากมาย" ดร.เมตซ์กล่าว เธอบอกว่าความแตกต่างอันดับแรก ในเลือดประจำเดือนของผู้หญิงที่ป่วยด้วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือการมี "เซลล์เพชฌฆาต" ชนิด NK Cell อยู่ในมดลูกน้อยกว่าคนทั่วไป เซลล์ชนิดนี้คือเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีบทบาทอย่างสูงในการตั้งครรภ์ระยะแรก โดยจะช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัวเข้ากับผนังมดลูกได้ดี, ส่งเสริมพัฒนาการของรก, และคอยป้องกันการติดเชื้อ "มันมีความสำคัญต่อการเจริญพันธุ์อย่างมาก ดังนั้นการมีเซลล์ชนิดนี้อยู่น้อยเกินไป จึงไม่ใช่สิ่งที่ดี"

ทีมวิจัยของดร.เมตซ์ ยังพบว่ามีความแตกต่างสำคัญ เกี่ยวกับลักษณะของเซลล์สร้างเส้นใยในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันค้ำจุนโครงสร้าง (stromal fibroblast cells) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยซ่อมแซมและสร้างเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นมาใหม่ หลังจากมีประจำเดือนในแต่ละครั้ง หากคนไข้เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จะพบตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่บ่งบอกถึงการอักเสบในเซลล์ชนิดนี้อยู่สูงกว่า ซึ่งส่งผลให้มดลูกไม่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเตรียมตัวเพื่อรองรับการตั้งครรภ์ได้

ภาวะนี้ยังมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับโรคอื่น ๆ เช่นภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) และภาวะแท้งซ้ำซ้อน (recurrent miscarriages) นอกจากนี้ ทีมวิจัยของดร.เมตซ์ยังพบว่า การแสดงออกของยีนบางตัวจะถูกทำให้เปลี่ยนไป ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อีกด้วย

เมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างทั้งหมดที่ว่ามานี้ วงการแพทย์สามารถนำความรู้ใหม่ดังกล่าว ไปพัฒนาชุดตรวจคัดกรองโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และโรคทางนรีเวชอื่น ๆ จากเลือดประจำเดือน ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้หญิง โดยไม่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีผ่าตัดอีกต่อไป

ดร.เมตซ์คาดว่าจะสามารถยื่นเรื่องขออนุมัติจากคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐฯ ให้วางตลาดชุดตรวจคัดกรองโรคทางนรีเวชเองที่บ้าน ซึ่งทางสถาบันวิจัยของเธอพัฒนาขึ้นได้ ภายในปี 2027

ส่วนทีมวิจัยของ NextGen Jane ก็กำลังสกัดและถอดลำดับพันธุกรรมของเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) จากเลือดประจำเดือน เพื่อค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่จำเพาะกับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อยู่ ซึ่งในตอนนี้พวกเขาได้ค้นพบตัวบ่งชี้จำนวนหนึ่ง ที่เชื่อว่ามีความแม่นยำสูงในการวินิจฉัยแยกแยะกลุ่มผู้หญิงที่มีบุตรยากได้ว่า คนไหนกันแน่ที่ป่วยเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

ฤทธี ทาริยัล ผู้บริหารของ NextGen Jane บอกว่าตอนนี้ทางบริษัทกำลังทำการศึกษาทดลองกับผู้หญิงหลายร้อยคนในสหรัฐฯ ที่ป่วยเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อยู่ เพื่อตรวจสอบยืนยันผลวิจัยเบื้องต้นที่ได้มาก่อนหน้านี้ โดยเมื่อเดือนพ.ค. ปี 2025 ทางบริษัทได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยในระดับคลินิก มูลค่า 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อทำการทดสอบยืนยันอีกครั้งว่า สามารถใช้เลือดประจำเดือนมาตรวจคัดกรองหาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ในกลุ่มผู้หญิงที่มีบุตรยากได้

ไม่ใช่แค่สุขภาพของการเจริญพันธุ์

ทว่าเลือดประจำเดือนยังมีประโยชน์ต่อการตรวจสุขภาพในเรื่องอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเจริญพันธุ์ด้วย ตัวอย่างเช่นผลวิจัยของ NextGen Jane ที่ค้นพบว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้อง ระหว่างสุขภาพของมดลูกกับความชราของสตรี

ทาริยัลบอกว่า "นี่ยังเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น แต่เราได้พบแนวโน้มที่ชัดเจนว่า การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ซึ่งก็คือนิยามของความแก่ชราในเพศหญิง มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับประจำเดือนอย่างมาก"

ผลการศึกษาเบื้องต้นดังกล่าวยังพบว่า ในอนาคตเราอาจจะใช้เลือดประจำเดือนในการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิคุ้มกัน อย่างเช่นภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (hyperthyroidism) หรือภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (hypothyroidism) ได้ด้วย ภาวะผิดปกติเหล่านี้ มาจากการที่ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึม (metabolism) อย่างเช่นไทร็อกซิน (thyroxine) หรือไตรไอโอโดไทโรนีน (triiodothyronine) ออกมามากหรือน้อยเกินไป

"ช่างบังเอิญว่าผู้หญิงที่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ก็มักจะป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเองชนิดใดชนิดหนึ่งด้วย" ทาริยัลกล่าว เธออธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า เราสามารถจะศึกษาวิเคราะห์เลือดประจำเดือน เพื่อปูทางไปสู่การค้นหาแบบจำลองใหม่ ที่อธิบายเกี่ยวกับกลไกของการอักเสบและโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน เช่นโรคไขข้อรูมาตอยด์, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, รวมถึงโรคแพ้ภูมิตัวเองเอสแอลอี หรือที่เรียกว่าโรคลูปัสได้ เพราะในการมีประจำเดือนแต่ละรอบ ร่างกายของผู้หญิงจะเปลี่ยนแปลงจากการอักเสบ ไปสู่การเยียวยาซ่อมแซมตัวเองแบบไม่เกิดแผลเป็น

เลือดประจำเดือนยังมีประโยชน์ต่อการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานด้วย โดยผลการศึกษาของบริษัทสตาร์ตอัป Qvin ที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2021 และ 2024 พบว่าค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในเลือดประจำเดือน สามารถสะท้อนถึงระดับน้ำตาลในเลือดทั่วร่างกายได้อย่างแม่นยำ

ผลการศึกษาดังกล่าว ทำให้ชุดตรวจสุขภาพและระดับน้ำตาลด้วยเลือดประจำเดือนของ Qvin ซึ่งอยู่ในรูปของผ้าอนามัย "คิวแพด" (Q-Pad) ได้รับการอนุมัติจากเอฟดีเอให้วางจำหน่ายแก่คนทั่วไปได้ ตั้งแต่ปี 2024 ผ้าอนามัยชนิดพิเศษนี้ เป็นผ้าอนามัยชนิดแรกและชนิดเดียวที่ทางการอนุมัติให้ใช้เพื่อการตรวจสุขภาพได้ โดยผ้าอนามัยคิวแพดจะมีแถบซึมซับเลือดประจำเดือน ที่ผู้ใช้สามารถถอดออกแล้วส่งทางไปรษณีย์มาให้ห้องปฏิบัติการของ Qvin ตรวจวิเคราะห์ได้

ทีมวิจัยของบริษัท Qvin ยังเคยทำการทดลองในประเทศไทยเมื่อปี 2022 โดยพบว่าตัวอย่างเลือดประจำเดือนที่เก็บมาด้วยการใช้ผ้าอนามัยคิวแพด สามารถจะตรวจพบเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) สายพันธุ์อันตราย ได้ง่ายกว่าการตรวจหาเชื้อดังกล่าวด้วยวิธีดั้งเดิม ซึ่งเชื้อไวรัสเอชพีวีนี้ก็คือสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น และในอดีตจะตรวจพบได้ด้วยวิธีตรวจภายในและป้ายเซลล์จากปากมดลูก (Pap Smear) เท่านั้น ปัจจุบันทางบริษัทกำลังทำการทดสอบยืนยันประสิทธิภาพของผ้าอนามัยคิวแพด กับกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดของประชากรใหญ่ขึ้นในสหรัฐฯ

แมดส์ ลีลเลโลนด์ ซีอีโอคนหนึ่งของ Qvin บอกว่าการทดสอบครั้งล่าสุดเริ่มต้นขึ้นในปีนี้ โดยจะทำการทดสอบประสิทธิภาพอีกด้านของคิวแพดด้วยว่า สามารถจะใช้ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างเช่นหนองในแท้ (gonorrhea) และหนองในเทียม (chlamydia) ได้ด้วยหรือไม่

หากการทดสอบดังกล่าวประสบความสำเร็จ ลีลเลโลนด์บอกว่าทางบริษัท Qvin มีแผนจะพัฒนาคิวแพดต่อไป เพื่อให้สามารถตรวจหาตัวบ่งชี้ทางสุขภาพอื่น ๆ เช่นตัวบ่งชี้ของฮอร์โมนไทรอยด์, ตัวบ่งชี้ของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์, ตัวบ่งชี้การอักเสบภายในร่างกาย, หรือแม้กระทั่งแอนติบอดีที่แสดงว่าภูมิคุ้มกันกำลังต่อต้านเชื้อไวรัสโควิด (SARS-CoV-2)

นอกจากบริษัท Qvin แล้ว ยังมีบริษัทสตาร์ตอัป theblood ที่กรุงเบอร์ลินของเยอรมนี ซึ่งกำลังทดสอบยืนยันประสิทธิภาพของชุดตรวจเลือดประจำเดือนที่พวกเขาพัฒนาขึ้น โดยหวังว่าจะสามารถใช้ชุดตรวจนี้ทำนายความเสี่ยงของการเกิดโรคทางนรีเวชต่าง ๆ เช่นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่, ภาวะหมดประจำเดือนเร็วก่อนวัยอันควร, ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ, และปัญหาอื่น ๆ ในการเจริญพันธุ์

ปฏิวัติมุมมองต่อการมีประจำเดือน

แม้จะมีความก้าวหน้าเกี่ยวกับนวัตกรรมการตรวจสุขภาพจากเลือดประจำเดือน แต่ยังคงมีความลับอีกมากที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยล่วงรู้เกี่ยวกับเลือดชนิดนี้ ซึ่งหนึ่งในปริศนาข้อใหญ่ที่บรรดานักวิจัยต่างเห็นพ้องตรงกันก็คือ พวกเขายังคงไม่สามารถแยกแยะองค์ประกอบของเลือดประจำเดือนออกมาได้อย่างครบถ้วน ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่า สารที่เป็นองค์ประกอบเหล่านี้เปลี่ยนแปลงขึ้นลงรวดเร็วขนาดไหน ในขณะที่ผู้หญิงกำลังมีประจำเดือน

งานวิจัยเกี่ยวกับประเด็นนี้มีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเพราะการตีตราทางวัฒนธรรมในเชิงลบเกี่ยวกับระดูของผู้หญิง "พวกเราถูกสอนแบบฝังหัวกันต่อ ๆ มาว่า ประจำเดือนเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรแม้แต่จะเอ่ยถึง" ดร.เมตซ์กล่าว

ปัญหานี้ยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่ออคติที่มีมาตลอดในประวัติศาสตร์ ลำเอียงเข้าข้างการใช้เพศชายเป็นกลุ่มตัวอย่างหลักในการวิจัยทางการแพทย์ นอกจากนี้ เงินทุนสนับสนุนการวิจัยเรื่องสุขภาพของผู้หญิงก็น้อยมากจนน่าใจหาย สถิติเมื่อปี 2020 ชี้ว่าทั่วโลกให้ทุนแก่งานวิจัยสุขภาพผู้หญิงเพียง 5% ของงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาทั้งหมด

ลีลเลโลนด์บอกว่า "ยาชนิดใหม่ ๆ ที่มีการค้นพบ ส่วนใหญ่มาจากการทดลองกับผู้ชายเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชายผิวขาว การวิจัยเหล่านี้แทบจะไม่คำนึงถึงความหลากหลายทางเพศหรือเชื้อชาติเลย เชื่อหรือไม่ว่ามีเงินทุนสนับสนุนการวิจัยเรื่องศีรษะล้านแบบผู้ชาย มากกว่าเงินทุนสนับสนุนการวิจัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เสียอีก"

ผู้หญิงหลายล้านคนทั่วโลกรวมถึงแบ็กลันด์ ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญในชีวิตจริงทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะป่วยด้วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และโรคทางนรีเวชอื่น ๆ อีกมากมาย ต่างร้องทุกข์เป็นเสียงเดียวกันว่า การศึกษาวิจัยเพื่อสุขภาพของพวกเธอ ถูกมองข้ามละเลยมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว

แบ็กลันด์กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่เธอเติบโตขึ้นมาโดยต้องทนทรมานกับการปวดประจำเดือนอย่างหนักอยู่เสมอ และต้องเฝ้าฉงนสงสัยว่าตัวเองมีสิ่งใดผิดปกติโดยไม่ได้รับคำตอบ "คือความโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างแท้จริง"

อย่างไรก็ตาม แบ็กลันด์บอกด้วยว่าหากบรรดานักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จ ในการพิชิตภารกิจสร้างเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรคทางนรีเวช ซึ่งไม่ต้องใช้การผ่าตัดหรือตรวจภายใน ก็หวังได้ว่าเด็กสาวและหญิงสาวในรุ่นถัดไป จะได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคและการบำบัดรักษาอย่างรวดเร็วขึ้น และไม่ต้องมาพบเจอกับความทรมานทางร่างกายและอารมณ์ ที่เธอต้องทนรับมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กจนโต