'อาชญากรรมร้ายแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ' ประเทศที่ค้าทาสควรจ่ายค่าเยียวยาหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- เวลาอ่าน: 10 นาที
ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly - UNGA) ได้อนุมัติมติที่ประกาศว่าการค้าทาสเป็น "อาชญากรรมร้ายแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ" มติดังกล่าวยังเรียกร้องให้ "ส่งคืนสิ่งของทางวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วและปราศจากการแข็งขืน" ซึ่งครอบคลุมถึงงานศิลปะ อนุสาวรีย์ วัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เอกสาร และจดหมายเหตุของชาติ โดยส่งคืนไปยังประเทศต้นกำเนิดโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใด ๆ
มติของ UNGC ยื่นโดยประธานาธิบดีจอห์น มาฮามา แห่งกานา และได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแอฟริกา โดยมีเจตนารมณ์ที่จะหาทางออกเพื่อการเยียวยาและการจ่ายค่าชดเชย หรือที่เรียกว่า "เงินเยียวยา"
ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการรับรองด้วยคะแนนเสียง 123 ต่อ 3 เสียง ขณะที่ 52 ประเทศงดออกเสียง รวมถึงสหราชอาณาจักรและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
ส่วนชาติที่โหวตคัดค้าน ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา และอิสราเอล
มาฮามาประกาศต่อที่ประชุมว่า "การรับรองมตินี้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันป้องกันการลืมเลือน"
ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการค้าทาสเรียกร้องการเยียวยามานานกว่า 100 ปีแล้ว แต่ข้อถกเถียงได้ทวีความรุนแรงขึ้นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากบางประเทศและธุรกิจที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแรงงานทาสชาวแอฟริกันได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าทาส

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images
การเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายจากการค้าทาสคืออะไร และมีเหตุผลอะไรบ้างที่สนับสนุนการชดใช้นี้
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15-19 ชาวแอฟริกันประมาณ 12-15 ล้านคน ทั้งชาย หญิง และเด็ก ถูกจับและค้ามนุษย์ไปยังทวีปอเมริกาเพื่อทำงานเป็นทาส
พวกเขาถูกส่งไปยังอาณานิคมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศในยุโรป เช่น สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร เชื่อกันว่ามีผู้เสียชีวิตบนเรือค้าทาสที่น่าอัปยศถึง 2 ล้านคน
ผลกระทบจากการเอารัดเอาเปรียบมานานหลายศตวรรษยังคงส่งผลมาถึงปัจจุบัน ประเทศต้นทางและประเทศที่รับทาสต่างประสบปัญหาความยากจนทางเศรษฐกิจและสังคม และการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ
การเยียวยาดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อการชดใช้ อย่างเช่น การขอโทษและการชำระหนี้คืนให้กับคนผิวดำที่มีบรรพบุรุษถูกบังคับให้เข้าสู่การค้าทาส ญัตติที่นำเสนอโดยกานาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติพิจารณาขอโทษสำหรับการค้าทาสและร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนเพื่อการเยียวยา

ที่มาของภาพ, The Washington Post / Getty Images
ซามูเอล โอคุดเซโต อับลาควา รัฐมนตรีต่างประเทศของกานา กล่าวในรายการนิวส์เดย์ของบีบีซีว่า "เราต้องการค่าชดเชย และขอให้ชัดเจนว่าผู้นำแอฟริกาไม่ได้เรียกร้องเงินเพื่อตัวเอง
"เรากำลังเรียกร้องความยุติธรรมสำหรับเหยื่อ และต้องการให้มีการสนับสนุนด้านการศึกษา และ [เราต้องการ] กองทุนเพื่อการบริจาค กองทุนฝึกอบรมทักษะ"
แต่เอสเธอร์ โซเซอี นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวและผู้นำคนสำคัญในขบวนการเรียกร้องค่าชดเชยระดับโลกชาวอังกฤษ แสดงความสงสัยเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมติดังกล่าว
"เป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นประเทศในแอฟริกาเข้ามามีบทบาทสำคัญในการอภิปรายเหล่านี้ แต่จะไม่สามารถเอาชนะใจผู้คนได้ที่สหประชาชาติ" เธอกล่าว
"การต่อสู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นบนท้องถนน ซึ่งผู้คนยังคงได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์"

ที่มาของภาพ, United Nations
มีตัวอย่างทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ ?
ตอบคือ "มี" กรณีการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายที่อันลือลั่นที่สุดเกี่ยวข้องกับประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ปี 1952 ประเทศในยุโรปแห่งนี้ได้จ่ายเงินมากกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.62 ล้านล้านบาท) ให้กับเหยื่อชาวยิวของระบอบนาซี รวมถึงการจ่ายเงินให้กับอิสราเอลด้วย
แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีประเทศใดเคยจ่ายเงินเยียวยาจากการค้าทาสให้กับลูกหลานของชาวแอฟริกันที่ถูกกดขี่เป็นทาส หรือประเทศในแอฟริกา แคริบเบียน และละตินอเมริกาที่ได้รับผลกระทบ
แม้แต่ประเทศที่ได้ขอโทษอย่างเป็นทางการสำหรับบทบาทของตนในการค้าทาสอย่างเนเธอร์แลนด์ ในปี 2022 ก็ได้ปิดโอกาสความเป็นไปได้ที่จะจ่ายค่าเยียวยาชดใช้เป็นเงินโดยตรงให้กับลูกหลานของทาส รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จัดตั้งกองทุนมูลค่า 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,500 ล้านบาท) สำหรับ "โครงการริเริ่มทางสังคมและโครงการเพื่อแก้ไขผลกระทบจากการค้าทาส" แทน
"สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจคือไม่มีใครพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอดีต แต่ต้องการแก้ไขผลที่ตามมาในปัจจุบัน" ดร.เซเลสเต มาร์ติเนซ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านอาณานิคมสเปนในแอฟริกา อธิบาย
"มรดกของการเป็นทาสยังตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ในรูปแบบของการเหยียดเชื้อชาติและสีผิว รวมทั้งความไม่เท่าเทียม การตระหนักถึงอดีตเป็นสิ่งสำคัญยิ่งหากเราต้องการสังคมที่ยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น"

ที่มาของภาพ, Universal Images Group via Getty Images
การตัดสินใจของสหประชาชาติจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ?
องค์การสหประชาชาติเองเคยสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาอย่างเปิดเผย ในแถลงการณ์เมื่อเดือน ก.ย. 2025 โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการยุติธรรมดังกล่าวต้องรวมถึง "การเยียวยาในรูปแบบต่าง ๆ"
อย่างไรก็ตาม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 193 ประเทศมีที่นั่งและสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง ไม่เคยลงมติ หรือผ่านมติใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน
สมัชชาใหญ่ฯ ไม่สามารถบังคับให้มีการเยียวยาได้ แต่สามารถให้ความชอบธรรมทางการเมืองแก่เรื่องนี้ได้
"การที่สหประชาชาตินำเรื่องนี้มาถกเถียงกันนั้น ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในทางการเมืองแล้ว" อัลมาซ เทฟเฟรา นักวิจัยอาวุโสด้านการเหยียดเชื้อชาติของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าว
"นี่เป็นการเปิดช่องทางให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐต่อรัฐในประเด็นเรื่องการเยียวยา และเพิ่มโอกาสในการมีความคืบหน้าในการอภิปราย"

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
เรากำลังพูดถึงเงินจำนวนเท่าไหร่กันแน่ ?
หนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดเกี่ยวกับการเยียวยาเหล่านี้คือ ใครควรเป็นคนจ่าย และจ่ายเป็นจำนวนเท่าใด
มีการเรียกร้องให้บริษัทและสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งครอบครัวที่เคยเป็นเจ้าของทาสจ่ายค่าชดเชย แต่ในข้อเสนอส่วนใหญ่ ความรับผิดชอบจะสิ้นสุดลงที่ระดับรัฐบาล ในปี 2012 คณะกรรมการชดเชยค่าเสียหายแห่งประชาคมและตลาดร่วมแคริบเบียน หรือ Caricom Reparations Commission - CARICOM ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประเทศแคริบเบียน 15 ประเทศ ได้เสนอแผนการชดเชย 10 ข้อ
ข้อเสนอดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การยกเลิกหนี้ต่างประเทศไปจนถึงการลงทุนในการกำจัดความไม่รู้หนังสือและสาธารณสุข ในปี 2023 กลุ่มประเทศดังกล่าวได้นำเสนอการศึกษาที่อ้างว่าประเทศแคริบเบียน 15 ประเทศเป็นหนี้ประเทศเจ้าอาณานิคมเดิมอย่างน้อย 33 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,080 ล้านล้านบาท)
"รัฐมีความผิดเสมอ เพราะรัฐเป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่บุคคล สถาบัน และธุรกิจต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการค้าทาสและการล่าอาณานิคม" เวเรนา เชพเพิร์ด ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเวสต์อินดีส์ และรองประธาน CARICOM กล่าว

ที่มาของภาพ, Ullstein Bild via Getty Images
ในปีเดียวกันนั้น แพทริค โรบินสัน ผู้พิพากษาชั้นนำของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เสนอตัวเลขที่สูงกว่านั้นมากคือ 107 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,500 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นหนี้รวมกันของ 31 ประเทศ รวมถึงประเทศอย่างบราซิลและสหรัฐฯ ที่ได้รับประโยชน์จากแรงงานทาสหลังจากได้รับเอกราชจากโปรตุเกสและบริเตนใหญ่
หนึ่งในปัญหาหลักเกี่ยวกับการเยียวยาจากการค้าทาสคือระยะเวลาที่ผ่านไป คดีก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ เช่น การจ่ายเงินให้กับเหยื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้รับการแก้ไขในขณะที่ผู้รอดชีวิตยังมีลมหายใจอยู่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการคำนวณนั้นสลับซับซ้อนเสมอ และมักก่อให้เกิดการโต้แย้งกัน
ลุค มอฟเฟ็ตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยควีนส์ เบลฟาสต์ เชื่อว่าตัวเลขเหล่านั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้
"ในทางกฎหมาย มันเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่ไม่สามารถปีนป่ายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ควรนั่งลงและเจรจากัน" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
คำขอโทษอยู่ที่ไหน ?
การรณรงค์ต่าง ๆ เช่น สิ่งที่ CARICOM ดำเนินการ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องเงินเท่านั้น หนึ่งในข้อร้องเรียนหลักของกลุ่มคือ ประเทศส่วนใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากการค้าทาสยังไม่ได้ออกคำขอโทษอย่างเป็นทางการ
"กระบวนการเยียวยาสำหรับเหยื่อและลูกหลานของพวกเขาจำเป็นต้องให้รัฐบาลยุโรปออกคำขอโทษอย่างเป็นทางการด้วยความจริงใจ" เวเรเน เชพเพิร์ด กล่าว
"บางประเทศกลับออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจแทน แถลงการณ์เหล่านี้ [บ่งบอกเป็นนัย] ว่าเหยื่อและลูกหลานของพวกเขาไม่สมควรได้รับคำขอโทษ"
ซารา ฮามูด เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนประจำสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Office of the High Commissioner for Human Rights -OHCHR) กล่าวว่า การยอมรับดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู
"ด้านการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เราได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีประเทศใดที่คำนึงถึงมรดกของการค้าทาสอย่างเต็มที่ หรือคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนเชื้อสายแอฟริกันอย่างครอบคลุม" เธอกล่าว
"การขอโทษอย่างเป็นทางการ พูดความจริง และการให้ความรู้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่หลากหลาย"





























