'อาชญากรรมร้ายแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ' ประเทศที่ค้าทาสควรจ่ายค่าเยียวยาหรือไม่ ?

A 19th Century photograph shows black enslaved people in chains at a market on the island of Zanzibar. They can be seen looking at the camera.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายจากศตวรรษที่ 19 แสดงให้เห็นทาสผิวดำที่ถูกล่ามโซ่ไว้ที่ตลาดบนเกาะแซนซิบาร์ พวกเขากำลังมองมาที่กล้อง
    • Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly - UNGA) ได้อนุมัติมติที่ประกาศว่าการค้าทาสเป็น "อาชญากรรมร้ายแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ" มติดังกล่าวยังเรียกร้องให้ "ส่งคืนสิ่งของทางวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วและปราศจากการแข็งขืน" ซึ่งครอบคลุมถึงงานศิลปะ อนุสาวรีย์ วัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เอกสาร และจดหมายเหตุของชาติ โดยส่งคืนไปยังประเทศต้นกำเนิดโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใด ๆ

มติของ UNGC ยื่นโดยประธานาธิบดีจอห์น มาฮามา แห่งกานา และได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแอฟริกา โดยมีเจตนารมณ์ที่จะหาทางออกเพื่อการเยียวยาและการจ่ายค่าชดเชย หรือที่เรียกว่า "เงินเยียวยา"

ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการรับรองด้วยคะแนนเสียง 123 ต่อ 3 เสียง ขณะที่ 52 ประเทศงดออกเสียง รวมถึงสหราชอาณาจักรและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

ส่วนชาติที่โหวตคัดค้าน ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา และอิสราเอล

มาฮามาประกาศต่อที่ประชุมว่า "การรับรองมตินี้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันป้องกันการลืมเลือน"

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการค้าทาสเรียกร้องการเยียวยามานานกว่า 100 ปีแล้ว แต่ข้อถกเถียงได้ทวีความรุนแรงขึ้นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากบางประเทศและธุรกิจที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแรงงานทาสชาวแอฟริกันได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าทาส

A statue of a man and a woman in chains at Goree Island in Senegal. The place is known as 'Island of Shame' due to it being a major outpost of the transatlantic slave trade between the 15th and 19th centuries.

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

คำบรรยายภาพ, คาดว่ามีชาวแอฟริกันราว 12-15 ล้านคนที่ถูกค้าขายระหว่างที่มีการค้าทาส

การเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายจากการค้าทาสคืออะไร และมีเหตุผลอะไรบ้างที่สนับสนุนการชดใช้นี้

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15-19 ชาวแอฟริกันประมาณ 12-15 ล้านคน ทั้งชาย หญิง และเด็ก ถูกจับและค้ามนุษย์ไปยังทวีปอเมริกาเพื่อทำงานเป็นทาส

พวกเขาถูกส่งไปยังอาณานิคมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศในยุโรป เช่น สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร เชื่อกันว่ามีผู้เสียชีวิตบนเรือค้าทาสที่น่าอัปยศถึง 2 ล้านคน

ผลกระทบจากการเอารัดเอาเปรียบมานานหลายศตวรรษยังคงส่งผลมาถึงปัจจุบัน ประเทศต้นทางและประเทศที่รับทาสต่างประสบปัญหาความยากจนทางเศรษฐกิจและสังคม และการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ

การเยียวยาดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อการชดใช้ อย่างเช่น การขอโทษและการชำระหนี้คืนให้กับคนผิวดำที่มีบรรพบุรุษถูกบังคับให้เข้าสู่การค้าทาส ญัตติที่นำเสนอโดยกานาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติพิจารณาขอโทษสำหรับการค้าทาสและร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนเพื่อการเยียวยา

Carole Coles Henry holds a black and white photo of her great great grandfather Clem Coles as she stands in the backyard of her home in Phoenix, Arizona, US on 11 November 2022 in Phoenix, Arizona. Clem Coles was enslaved on the Coles Hill Plantation in Chatham, Virginia.

ที่มาของภาพ, The Washington Post / Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้รณรงค์ได้เรียกร้องให้บรรดาลูกหลานของทาสได้รับเงินเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายจากการค้าทาส

ซามูเอล โอคุดเซโต อับลาควา รัฐมนตรีต่างประเทศของกานา กล่าวในรายการนิวส์เดย์ของบีบีซีว่า "เราต้องการค่าชดเชย และขอให้ชัดเจนว่าผู้นำแอฟริกาไม่ได้เรียกร้องเงินเพื่อตัวเอง

"เรากำลังเรียกร้องความยุติธรรมสำหรับเหยื่อ และต้องการให้มีการสนับสนุนด้านการศึกษา และ [เราต้องการ] กองทุนเพื่อการบริจาค กองทุนฝึกอบรมทักษะ"

แต่เอสเธอร์ โซเซอี นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวและผู้นำคนสำคัญในขบวนการเรียกร้องค่าชดเชยระดับโลกชาวอังกฤษ แสดงความสงสัยเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมติดังกล่าว

"เป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นประเทศในแอฟริกาเข้ามามีบทบาทสำคัญในการอภิปรายเหล่านี้ แต่จะไม่สามารถเอาชนะใจผู้คนได้ที่สหประชาชาติ" เธอกล่าว

"การต่อสู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นบนท้องถนน ซึ่งผู้คนยังคงได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์"

John Mahama addressing the United Nations, standing at a podium in front of ta marble wall

ที่มาของภาพ, United Nations

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีจอห์น มาฮามา แห่งกานา กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า "วันนี้เรามารวมตัวกันด้วยความสามัคคีอย่างจริงจัง เพื่อยืนยันความจริงและแสวงหาหนทางสู่การเยียวยาและความยุติธรรม"

มีตัวอย่างทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ ?

ตอบคือ "มี" กรณีการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายที่อันลือลั่นที่สุดเกี่ยวข้องกับประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ปี 1952 ประเทศในยุโรปแห่งนี้ได้จ่ายเงินมากกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.62 ล้านล้านบาท) ให้กับเหยื่อชาวยิวของระบอบนาซี รวมถึงการจ่ายเงินให้กับอิสราเอลด้วย

แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีประเทศใดเคยจ่ายเงินเยียวยาจากการค้าทาสให้กับลูกหลานของชาวแอฟริกันที่ถูกกดขี่เป็นทาส หรือประเทศในแอฟริกา แคริบเบียน และละตินอเมริกาที่ได้รับผลกระทบ

แม้แต่ประเทศที่ได้ขอโทษอย่างเป็นทางการสำหรับบทบาทของตนในการค้าทาสอย่างเนเธอร์แลนด์ ในปี 2022 ก็ได้ปิดโอกาสความเป็นไปได้ที่จะจ่ายค่าเยียวยาชดใช้เป็นเงินโดยตรงให้กับลูกหลานของทาส รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จัดตั้งกองทุนมูลค่า 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,500 ล้านบาท) สำหรับ "โครงการริเริ่มทางสังคมและโครงการเพื่อแก้ไขผลกระทบจากการค้าทาส" แทน

"สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจคือไม่มีใครพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอดีต แต่ต้องการแก้ไขผลที่ตามมาในปัจจุบัน" ดร.เซเลสเต มาร์ติเนซ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านอาณานิคมสเปนในแอฟริกา อธิบาย

"มรดกของการเป็นทาสยังตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ในรูปแบบของการเหยียดเชื้อชาติและสีผิว รวมทั้งความไม่เท่าเทียม การตระหนักถึงอดีตเป็นสิ่งสำคัญยิ่งหากเราต้องการสังคมที่ยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น"

A black and white sketch of three slaves being restrained

ที่มาของภาพ, Universal Images Group via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวแอฟริกันประมาณ 12-15 ล้านคน ถูกจับเป็นทาสในระหว่างการค้าทาส

การตัดสินใจของสหประชาชาติจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ?

องค์การสหประชาชาติเองเคยสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยาอย่างเปิดเผย ในแถลงการณ์เมื่อเดือน ก.ย. 2025 โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการยุติธรรมดังกล่าวต้องรวมถึง "การเยียวยาในรูปแบบต่าง ๆ"

อย่างไรก็ตาม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 193 ประเทศมีที่นั่งและสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง ไม่เคยลงมติ หรือผ่านมติใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน

สมัชชาใหญ่ฯ ไม่สามารถบังคับให้มีการเยียวยาได้ แต่สามารถให้ความชอบธรรมทางการเมืองแก่เรื่องนี้ได้

"การที่สหประชาชาตินำเรื่องนี้มาถกเถียงกันนั้น ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในทางการเมืองแล้ว" อัลมาซ เทฟเฟรา นักวิจัยอาวุโสด้านการเหยียดเชื้อชาติของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าว

"นี่เป็นการเปิดช่องทางให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐต่อรัฐในประเด็นเรื่องการเยียวยา และเพิ่มโอกาสในการมีความคืบหน้าในการอภิปราย"

People calling for slavery reparations, protest outside the entrance of the British High Commission during the visit of the Duke and Duchess of Cambridge in Kingston, Jamaica on 22 March 2022

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ข้อเรียกร้องเรื่องค่าเยียวยาส่วนใหญ่มาจากประเทศในแถบแคริบเบียนและแอฟริกา

เรากำลังพูดถึงเงินจำนวนเท่าไหร่กันแน่ ?

หนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดเกี่ยวกับการเยียวยาเหล่านี้คือ ใครควรเป็นคนจ่าย และจ่ายเป็นจำนวนเท่าใด

มีการเรียกร้องให้บริษัทและสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งครอบครัวที่เคยเป็นเจ้าของทาสจ่ายค่าชดเชย แต่ในข้อเสนอส่วนใหญ่ ความรับผิดชอบจะสิ้นสุดลงที่ระดับรัฐบาล ในปี 2012 คณะกรรมการชดเชยค่าเสียหายแห่งประชาคมและตลาดร่วมแคริบเบียน หรือ Caricom Reparations Commission - CARICOM ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประเทศแคริบเบียน 15 ประเทศ ได้เสนอแผนการชดเชย 10 ข้อ

ข้อเสนอดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การยกเลิกหนี้ต่างประเทศไปจนถึงการลงทุนในการกำจัดความไม่รู้หนังสือและสาธารณสุข ในปี 2023 กลุ่มประเทศดังกล่าวได้นำเสนอการศึกษาที่อ้างว่าประเทศแคริบเบียน 15 ประเทศเป็นหนี้ประเทศเจ้าอาณานิคมเดิมอย่างน้อย 33 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,080 ล้านล้านบาท)

"รัฐมีความผิดเสมอ เพราะรัฐเป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่บุคคล สถาบัน และธุรกิจต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการค้าทาสและการล่าอาณานิคม" เวเรนา เชพเพิร์ด ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเวสต์อินดีส์ และรองประธาน CARICOM กล่าว

Colourful boats float in front of the Elmina slave fort

ที่มาของภาพ, Ullstein Bild via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ป้อมค้าทาสเอลมินาเป็นหนึ่งในจุดค้าขายทางประวัติศาสตร์หลายแห่งที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในประเทศกานา

ในปีเดียวกันนั้น แพทริค โรบินสัน ผู้พิพากษาชั้นนำของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เสนอตัวเลขที่สูงกว่านั้นมากคือ 107 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,500 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นหนี้รวมกันของ 31 ประเทศ รวมถึงประเทศอย่างบราซิลและสหรัฐฯ ที่ได้รับประโยชน์จากแรงงานทาสหลังจากได้รับเอกราชจากโปรตุเกสและบริเตนใหญ่

หนึ่งในปัญหาหลักเกี่ยวกับการเยียวยาจากการค้าทาสคือระยะเวลาที่ผ่านไป คดีก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ เช่น การจ่ายเงินให้กับเหยื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้รับการแก้ไขในขณะที่ผู้รอดชีวิตยังมีลมหายใจอยู่

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการคำนวณนั้นสลับซับซ้อนเสมอ และมักก่อให้เกิดการโต้แย้งกัน

ลุค มอฟเฟ็ตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยควีนส์ เบลฟาสต์ เชื่อว่าตัวเลขเหล่านั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้

"ในทางกฎหมาย มันเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่ไม่สามารถปีนป่ายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ควรนั่งลงและเจรจากัน" เขากล่าว

John Dramani Mahama, President of the Republic of Ghana, walks toward a bilateral meeting during the 39th Ordinary Session of the Assembly of the African Union at the AU Headquarters in Addis Ababa on 15 February 2026.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, มติดังกล่าวเสนอโดยกลุ่มประเทศพันธมิตรที่นำโดยกานา ซึ่งประธานาธิบดีของกานาได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

คำขอโทษอยู่ที่ไหน ?

การรณรงค์ต่าง ๆ เช่น สิ่งที่ CARICOM ดำเนินการ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องเงินเท่านั้น หนึ่งในข้อร้องเรียนหลักของกลุ่มคือ ประเทศส่วนใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากการค้าทาสยังไม่ได้ออกคำขอโทษอย่างเป็นทางการ

"กระบวนการเยียวยาสำหรับเหยื่อและลูกหลานของพวกเขาจำเป็นต้องให้รัฐบาลยุโรปออกคำขอโทษอย่างเป็นทางการด้วยความจริงใจ" เวเรเน เชพเพิร์ด กล่าว

"บางประเทศกลับออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจแทน แถลงการณ์เหล่านี้ [บ่งบอกเป็นนัย] ว่าเหยื่อและลูกหลานของพวกเขาไม่สมควรได้รับคำขอโทษ"

ซารา ฮามูด เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนประจำสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Office of the High Commissioner for Human Rights -OHCHR) กล่าวว่า การยอมรับดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู

"ด้านการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เราได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีประเทศใดที่คำนึงถึงมรดกของการค้าทาสอย่างเต็มที่ หรือคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนเชื้อสายแอฟริกันอย่างครอบคลุม" เธอกล่าว

"การขอโทษอย่างเป็นทางการ พูดความจริง และการให้ความรู้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่หลากหลาย"