ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าจะมีการทำลายขีปนาวุธและอุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่าน "จนสิ้นซาก" ทว่าเขากลับไม่ได้กล่าวถึงอาวุธโดรนของอิหร่านแต่อย่างใด
6 วันผ่านไป อิหร่านได้ระดมยิงโดรนราคาประหยัดมากกว่า 2,000 ลำ พุ่งเป้าโจมตีหลายจุดทั่วตะวันออกกลาง โดยมุ่งหวังที่จะทะลวงระบบป้องกันภัยและสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค
เมื่อพุ่งชนเป้าหมาย โดรน 'กามิกาเซ' รุ่นชาเฮด (Shahed) ที่บรรทุกระเบิดเหล่านี้จะระเบิดทันทีและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก การโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ที่รุนแรงที่สุดจนถึงขณะนี้เกิดขึ้นจากเหตุโดรนพุ่งชนฐานทัพแห่งหนึ่งในคูเวตจนส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 6 นาย



การโจมตีบางส่วนเกิดขึ้นในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและทำให้ผู้คนตามท้องถนนเรื่อยไปจนถึงในรัฐบาลของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่างก็สะพรึงกลัว ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่านี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของอิหร่านในการ “สร้างความหวาดผวา” และกดดันให้สหรัฐฯ ยุติความขัดแย้งครั้งนี้โดยเร็ว
วิดีโอคลิปหนึ่งที่บีบีซีตรวจสอบยืนยันแล้วเผยภาพโดรนของอิหร่านพุ่งตัวลงมาด้วยความเร็วสูง ก่อนที่จะพุ่งชนเข้ากับสิ่งที่ดูคล้ายจะเป็นสถานีเรดาร์ในกองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ส่งผลให้เศษซากความเสียหายปลิวว่อนไปในอากาศและทำให้โครงสร้างพังถล่มลงมา
วิดีโออีกคลิปหนึ่งจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เผยให้เห็นโดรนพุ่งชนโรงแรมแห่งหนึ่งบนหมู่เกาะปาล์มจูไมราห์ ซึ่งเป็นหมู่เกาะเทียมสุดหรูของนครดูไบ ก่อให้เกิดลูกไฟขนาดใหญ่และเสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง



การใช้โดรนโจมตีภาคพลังงานในภูมิภาคส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบียที่เมืองราส ตานูรา บนชายฝั่งอ่าวอาหรับ ได้ระงับการผลิตหลังเกิดเพลิงไหม้จากการสกัดกั้นเศษซากของโดรน
ในกาตาร์ ท่าส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ถูกปิดลงเช่นกัน หลังจากที่สถานที่ดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน
โดรนเหล่านี้กำลังก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลทั่วทั้งภูมิภาค สวนทางกับการที่อาวุธชนิดนี้ถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่ายและมีราคาการผลิตที่ค่อนข้างถูก มีการประมาณการว่าโดรนระยะไกลรุ่นชาเฮด 136 (Shahed 136) ซึ่งผลิตในอิหร่านมีต้นทุนอยู่ที่ระหว่าง 20,000 - 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 แสนถึง 1.5 ล้านบาท)




เสียงดังหึ่ง ๆ อันที่เป็นเอกลักษณ์ของโดรนชาเฮดถูกบันทึกไว้ได้ในคลิปวิดีโอจากสมาร์ทโฟนทั่วทั้งภูมิภาคในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เสียงที่น่าสะพรึงกลัวนี้สามารถได้ยินได้อย่างชัดเจนในวิดีโอด้านล่าง ซึ่งแสดงเหตุการณ์โดรนพุ่งชนอาคารสูงในกรุงมานามา เมืองหลวงของบาห์เรน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
จุดที่ชาเฮดแตกต่างจากโดรนเชิงพาณิชย์จำนวนมากคือ ชาเฮดไม่สามารถบังคับจากระยะไกลในขณะที่อยู่บนอากาศได้ แต่จะถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าก่อนถูกปล่อยเพื่อบินตามเส้นทางที่กำหนดไปยังเป้าหมายโดยใช้ระบบนำทางผ่านดาวเทียม ด้วยระยะการบินสูงสุด 2,500 กิโลเมตร มันสามารถบินจากกรุงเตหะรานไปจนถึงกรุงเอเธนส์ได้
แม้เมื่อเปรียบเทียบกับขีปนาวุธ โดรนเหล่านี้จะไม่ได้รวดเร็วเป็นพิเศษ แต่การที่โดรนนี้มีรูปทรงที่เพรียวบางและมีความสามารถในการบินที่เพดานบินต่ำก็เพียงพอที่จะทำให้การตรวจจับโดยเรดาร์และระบบเตือนภัยล่วงหน้าทำได้ยากยิ่ง อีกทั้งระบบการตรวจจับยังมักมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามจากขีปนาวุธ

รัสเซียนำโดรนชาเฮดมาใช้อย่างกว้างขวางในสงครามยูเครนเพื่อโจมตีเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและสถานีไฟฟ้าจนเกิดผลกระทบที่ร้ายแรง อิหร่านได้ส่งออกชาเฮดให้พันธมิตรของตนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และขณะนี้รัสเซียยังกำลังผลิตรุ่นต่าง ๆ ของตัวเองโดยอิงจากการออกแบบของอิหร่านด้วย
มิก มัลรอย อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกึ่งทหารของซีไอเอ (CIA) และรองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายตะวันออกกลาง บอกกับบีบีซีว่าโดรนเหล่านี้ได้ “พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูง” ในความขัดแย้งที่ผ่านมา มากเสียจนสหรัฐฯ ได้พัฒนารุ่นของตัวเองขึ้นมาแล้ว
โดรนของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ ลูคัส (Lucas - low-cost uncrewed combat attack system หรือ ระบบโจมตีด้วยการรบแบบไร้คนขับต้นทุนต่ำ) ถูกนำมาใช้ในการรบเป็นครั้งแรกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยพลเรือเอก แบรด คูเปอร์ หัวหน้ากองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง กล่าวว่าพวกเขาได้นำการออกแบบของอิหร่านมา “ปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น และยิงพวกมันกลับไปยังอิหร่าน”

สหรัฐฯ ยังไม่ได้ระบุว่ามีการติดตั้งโดรนดังกล่าวจำนวนเท่าใด มีเพียงข้อมูลว่าอิหร่านปล่อยกำลังโดรนออกมามากเท่าใด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออีระบุว่า จนถึงตอนนี้ยูเออีถูกโดรนของอิหร่านโจมตีมากกว่า 1,000 ลำแล้ว โดยมีเพียง 71 ลำเท่านั้นที่สามารถฝ่าระบบป้องกันของรัฐเข้ามาได้ แต่การสกัดกั้นแต่ละครั้งล้วนมีราคาแพงทั้งสิ้น
โดรนชาเฮดอาจถูกสกัดได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้อุปกรณ์รบกวนสัญญาณจีพีเอสเฉพาะทางและระบบอาวุธเลเซอร์ แต่ขณะนี้โดรนชนิดนี้จำนวนมากถูกสกัดให้ตกลงจากท้องฟ้าด้วยการใช้เครื่องบินขับไล่ยิงขีปนาวุธสกัด ไม่ก็ถูกสกัดจากระบบขีปนาวุธแบบยิงจากพื้นขึ้นสู่อากาศซึ่งมีราคาแพง
เมื่อครั้งที่อิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยโดรนหลายร้อยลำในปี 2024 มีรายงานว่าสหราชอาณาจักรได้ใช้เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร (RAF) ยิงขีปนาวุธให้โดรนบางส่วนตก ประมาณการว่าขีปนาวุธเหล่านั้นมีราคาลูกละประมาณ 200,000 ปอนด์ (ประมาณ 8.5 ล้านบาท) วิดีโอด้านล่างแสดงถึงปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรในน่านฟ้าจอร์แดนในสัปดาห์นี้ซึ่งกำลังปฏิบัติการสกัดกั้นในลักษณะเดียวกัน

นิโคลัส คาร์ล ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันคลังสมอง American Enterprise Institute เชื่อว่าส่วนหนึ่งของการวางกำลังโดรนและขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านนั้นเป็นไปเพื่อบีบให้สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้คลังสำรองขีปนาวุธสกัดกั้นจนหมดไป
แต่คาร์ลกล่าวว่าระบอบอิหร่านยังพยายามที่จะ “สร้างความหวาดกลัวและความกดดันทางจิตวิทยา” ต่อสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อพยายามบีบบังคับให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมตกลงในข้อตกลงหยุดยิง
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอิหร่านจะสามารถรักษาแรงกดดันนั้นไว้ได้นานเพียงใด เชื่อกันว่าอิหร่านได้ทุ่มผลิตโดรนชาเฮดขนานใหญ่จำนวนหลายหมื่นลำก่อนเกิดสงคราม แต่ยังไม่มีใครทราบว่าคลังสำรองเหล่านั้นเหลือรอดอยู่เท่าใด หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีประเทศอิหร่านติดต่อกันหลายวัน
สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเผยแพร่วิดีโอเมื่อวันจันทร์มี่ 2 มี.ค. แสดงให้เห็นโดรนที่จอดเรียงรายในที่ซึ่งดูคล้ายจะเป็นบังเกอร์ใต้ดิน ทั้งนี้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าวิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายไว้เมื่อใด

เมื่อวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) พลเรือเอกคูเปอร์กล่าวว่าอิหร่านปล่อยฝูงโดรนลดลง 83% จากวันแรกของการสู้รบ ในขณะที่การใช้ขีปนาวุธของอิหร่านลดลงถึง 90%
คาร์ลกล่าวเสริมว่า “อิหร่านกำลังเผชิญความยากลำบากในการยืนหยัดปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทวีความท้าทายมากยิ่งขึ้นในวันข้างหน้า ตราบใดที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้ากดดันทางทหารอย่างต่อเนื่อง”
ภาพนิ่งและวิดีโอ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ, กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร, สำนักข่าวฟาร์ส












