ทรัมป์: "ผมทำอะไรก็ได้ที่ต้องการ ต่อคิวบา" เปิดไทม์ไลน์ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

Flag of Cuba and USA painted on a concrete wall with soldier shadow - stock photo

ที่มาของภาพ, Getty Images

เวลาอ่าน: 9 นาที

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เขาจะได้รับ "เกียรติในการยึดครองคิวบา" ในวันเดียวกันกับที่คิวบาได้ประสบเหตุโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศล่มทั้งเกาะอันเป็นผลเนื่องมาจากมาตรการจำกัดไม่ให้คิวบาสามารถนำเข้าน้ำมันได้มากขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขาหมายความว่าอย่างไร ทรัมป์ตอบว่า เขาเชื่อว่าเขาสามารถ "ทำอะไรก็ได้ที่ต้องการต่อคิวบา คุณอยากรู้ความจริงไหม ตอนนี้พวกเขาเป็นประเทศที่อ่อนแอมาก"

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีมีเกล ดิอาซ‑กาเนล ของคิวบา ยอมรับผ่านสารสาธารณะว่า รัฐบาลของเขากำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกหลังเกิดความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มสูงขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้จากปธน.คิวบานับว่าไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกตินัก

เขากล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 เดือน มานี้ไม่มีเชื้อเพลิงใดเข้าสู่คิวบาเนื่องจากถูกสหรัฐฯ ปิดล้อมของสหรัฐฯ ทำให้วิกฤตพลังงานของเกาะที่เคยมีอยู่เดิมรุนแรงเข้าสู่ภาวะวิกฤตยิ่งขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาวคิวบาต้องเผชิญเหตุไฟฟ้าดับบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ และผู้วิจารณ์ชี้ว่า โครงข่ายไฟฟ้าถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมจากการบำรุงรักษาที่ไม่เพียงพอตามรายงานของบีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)

คิวบาพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเชื้อเพลิงจากจากเวเนซุเอลา จนกระทั่งถูกตัดขาดสิ้นไป หลังจากสหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาเมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

เราจะพิจารณาที่มาของมาตรการปิดล้อมดังกล่าว และเหตุใดคิวบาจึงอาจเป็นประเทศถัดไปที่ทรัมป์เล็งเป้าหลังจากการจับกุมมาดูโร

คิวบาใกล้ถึงกาลล่มสลายแล้วหรือยัง ?

A woman holds a sign that reads "Trump do it make Cuba great again" and a Cuban flag as Trump supporters participate in a protest against Cuba's government, in Miami, Florida, US, in February 2026

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ผู้สนับสนุนทรัมป์เข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลคิวบาที่เมืองไมอามี่เมื่อเดือนที่ผ่านมา (ก.พ.)

คิวบาอยู่ห่างจากรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เพียง 145 กิโลเมตร ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 หลังฟิเดล คาสโตรนำการปฏิวัติสังคมนิยมได้โดยประสบความสำเร็จ

หลังจากที่มาดูโรถูกกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ควบคุมตัวในเดือน ม.ค. ทรัมป์กล่าวในขณะนั้นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารกับคิวบา เพราะประเทศดังกล่าว "พร้อมที่จะล้มอยู่แล้ว"

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้อพยพชาวคิวบาเองก็เป็นผู้ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในคิวบามาอย่างยาวนาน

หลังจากสหรัฐฯ จับกุมมาดูโร รูบิโอกล่าวว่า "ถ้าผมอาศัยอยู่ในกรุงฮาวานา (เมืองหลวงของคิวบา) และผมเป็นคนในรัฐบาล ผมคงกังวลบ้างไม่มากก็น้อย"

ถ้อยแถลงเช่นนี้ ประกอบกับบทบาทรวมศูนย์ของเขาในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ก่อให้เกิดคำถามว่า เขาจะมีอิทธิพลต่อก้าวต่อไปของทรัมป์ได้มากเพียงใด

คาร์ลอส อัลซูการาย อดีตเอกอัครราชทูตคิวบาประจำสหภาพยุโรป ให้สัมภาษณ์ในรายการนิวส์เดย์ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส เมื่อต้นปีนี้ (2026) ว่า ชาวคิวบาจะเตรียมพร้อมรับมือกรณีที่สหรัฐฯ พยายามแทรกแซง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาคาดว่ากรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง

"ชาวคิวบาที่มีอายุรุ่นเดียวกับผม… ไม่ได้กังวลมากนัก" เขากล่าว

เขาระบุว่า ชาวคิวบาต้องการการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ แต่พวกเขาไม่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงนั้น "ถูกกำหนดจากภายนอก"

"เราจะหาวิธีแก้มันได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีนี้" เขากล่าวเสริม

"ไม่มีใครในคิวบาที่จะไร้เดียงสาขนาดคิดว่าการแทรกแซงของสหรัฐฯ จะมาแก้ปัญหาให้เรา"

มีการพูดถึงเช่นกันว่า จีนหรือรัสเซียอาจเข้ามาช่วยเหลือ แต่โดยทั่วไปแล้วเชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นมีไม่มาก

สถานการณ์ในคิวบาในปัจจุบันเป็นอย่างไร

An elderly woman uses a lighter to light her gas stove in order to make coffee. The photograph is dimly lit as electricity has been cut. Picture dated 16 March 2026.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, กลาดิส บัลเดส วัย 76 ปีกำลังชงกาแฟท่ามกลางสถานการณ์ไฟดับทั่วกรุงฮาวานา

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องในคิวบาโดยประเทศเกาะแห่งนี้ต้องเผชิญภาวะไฟฟ้าดับเป็นช่วง ๆ ทำให้ชาวคิวบาต้องดิ้นรนอยู่กับชีวิตที่ปราศจากความมั่นคงทางไฟฟ้า ระหว่างนี้ทรัมป์ยังส่งคำขู่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลทรัมป์ยังยึดเรือบรรทุกน้ำมันจากเวเนซุเอลาภายใต้การคว่ำบาตร ทำให้วิกฤตเชื้อเพลิงและไฟฟ้าในคิวบารุนแรงยิ่งขึ้น

ทรัมป์ยังขู่จะเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศที่ส่งน้ำมันให้คิวบา โดยกล่าวว่ามาตรการนี้จะเร่งให้คิวบา "ล่ม" เร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากเวเนซุเอลาไม่ได้ส่งน้ำมันหรือเงินให้พันธมิตรเก่าแก่อีกต่อไปแล้ว

สถานการณ์ยังเลวร้ายลงยิ่งขึ้นอีกจากปัญหาการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนาน คิวบามีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ล้าสมัยและการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศที่จะช่วยให้เข้าถึงเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้

รัฐบาลคิวบากล่าวโทษว่า ความยากลำบากที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ปิดล้อมทางเศรษฐกิจซึ่งกำหนดใช้กับคิวบามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 หลังคาสโตรแปรรูปบริษัทต่าง ๆ ให้เป็นกิจการของรัฐ รวมถึงกิจการที่เคยเป็นของสหรัฐฯ ด้วย

ตามรายงานของบีบีซี นิวส์ มุนโด ผู้คนจำนวนมากต้องหันมาทำอาหารด้วยถ่านไม้และฟืน เนื่องจากกำลังเผชิญการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

"หลายคนทำอาหารแบบนี้มาหลายวันแล้ว เพราะหม้อหุงไฟฟ้าแทบจะใช้ไม่ได้เลยเมื่อไม่มีไฟฟ้า และก๊าซก็เหลือน้อยมาก" อลิซาเบธ คอนเตรราส ชาวกรุงฮาวานา ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี นิวส์ มุนโด เมื่อเดือนที่แล้ว

"พวกเราช่วยเหลือกันในฐานะเพื่อนบ้านท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้" ผู้รับบำนาญวัย 68 ปี รายนี้ กล่าวเสริม

รัฐบาลคิวบาได้ประกาศแผนรัดเข็มขัดเพื่อช่วยประหยัดงบประมาณรวมถึงปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อไปใช้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบริการที่จำเป็น ให้ความสำคัญกับการทำงานจากบ้าน และการใช้รูปแบบการเรียนแบบผสมผสานในมหาวิทยาลัย

สายใยเชื่อมโยงระหว่างเวเนซุเอลาและคิวบามีอะไรบ้าง

A black and white picture of former Cuban leader Fidel Castro waving to a camera and smiling.

ที่มาของภาพ, Bettmann Archive / Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบาที่ครองอำนาจอยู่ถึง 49 ปี

ทั้งสองคิวบาและเวเนซุเอลามีวิสัยทัศน์ทางการเมืองร่วมกันคือ แบบระบบสังคมนิยมโดยรัฐ และต่างสนับสนุนเกื้อกูลกันมาตั้งแต่ อดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา เข้าสู่อำนาจในปี 1999

เวเนซุเอลาเคยสนับสนุนน้ำมันดิบให้แก่คิวบา เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่คิวบาสนับสนุนในด้านการส่งบุคลากรด้านสาธารณสุข การศึกษา และการกีฬา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทหารและข่าวกรองไปช่วยเหลือ

มีสมาชิกกองทัพคิวบาราว 32 คนเสียชีวิตในปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อกันว่าหลายคนอยู่ในทีมรักษาความปลอดภัยใกล้ชิดของมาดูโร

แม้ตัวเลขที่แน่นอนจะตรวจสอบได้ยาก แต่มีการประเมินว่า เวเนซุเอลาเคยส่งน้ำมันราว 35,000 บาร์เรลต่อวันให้คิวบา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของน้ำมันทั้งหมดที่คิวบาใช้ และมากกว่าห้าเท่าจากจำนวนที่คิวบาได้รับจากรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านพลังงานรายสำคัญและพันธมิตรดั้งเดิมอีกประเทศหนึ่ง

ประวัติศาสตร์โดยย่อ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ - คิวบา

A picture of a man putting up a poster that showed a cartoon Barack Obama with the words "Habana - Cuba Libre" marking the 10th anniversary of a historic attempt at reconciliation between the two countries in 2014.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เป็นผู้นำของสหรัฐฯ คนแรกที่เยือนคิวบาระหว่างดำรงตำแหน่ง นับตั้งแต่การเยือนของประธานาธิบดีแคลวิน คูลิดจ์ในปี 1928

ในทางตรงกันข้าม ตามประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับสหรัฐฯ ถือว่าเป็นศัตรูกันมาอย่างยาวนาน

ในปี 1959 คาสโตรโค่นล้มประธานาธิบดีฟุลเฮนซิโอ บาติสตาได้สำเร็จด้วยการปฏิวัติในคิวบา ตลอดช่วงที่ผ่านมาบาติสตาเคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากเหตุการณ์โค่นอำนาจครั้งนั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มเสื่อมลง

ในขณะนั้นคาสโตรขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และทำข้อตกลงการค้ากับสหภาพโซเวียต ส่วนสหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับคิวบาและกำหนดการปิดล้อมทางการค้าเพื่อตอบโต้ มาตรการนี้ยังคงมีอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1961 เกิดเหตุการณ์การรุกรานอ่าวหมู (Bay of Pigs) หรือการยกพลขึ้นบกอ่าวหมู โดยซีไอเอได้สนับสนุนชาย 1,400 คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ลี้ภัยชาวคิวบาให้พยายามโค่นล้มคาสโตร แต่ความพยายามนั้นก็ถูกกองทัพคิวบาปราบได้ภายในสามวัน

หนึ่งปีต่อมา ในปี 1962 ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ประกาศการปิดล้อมทางการค้าเต็มรูปแบบต่อคิวบา

ช่วงปลายปีเดียวกัน เกิดวิกฤตขีปนาวุธคิวบา โดยสหรัฐฯ พบว่าคิวบาอนุญาตให้สหภาพโซเวียต (USSR) สร้างฐานปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์บนเกาะ ส่งผลให้โลกเกือบเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์เป็นเวลา 13 วัน ก่อนที่เคนเนดีและผู้นำสหภาพโซเวียตจะบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐฯ ถอนขีปนาวุธออกจากตุรกี และโซเวียตถอนอาวุธออกจากคิวบา

ความสัมพันธ์เริ่มกระชับใกล้ชิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา โดยที่เขาผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทางและการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างกัน รวมทั้งถอดคิวบาออกจากรายชื่อประเทศผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ซึ่งถูกขึ้นบัญชีไว้ตั้งแต่ปี 1982 ทั้งสองประเทศกลับมาเปิดสถานทูตอีกครั้ง และในปี 2016 โอบามาเดินทางเยือนคิวบาอย่างเป็นทางการ และกลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ดำรงตำแหน่งคนแรกที่เยือนคิวบาตั้งแต่ปี 1928

หนึ่งปีต่อมา ทรัมป์กลับมารื้อฟื้นข้อจำกัดในการเดินทางของชาวอเมริกันไปยังคิวบา แต่ระบุว่าเขาจะไม่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ต่อมาในปีเดียวกัน สหรัฐฯ ยังถอนเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่กลับจากสถานทูตฯ หลังนักการทูตและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองประสบปัญหาด้านสุขภาพ

ในปี 2021 สหรัฐฯ นำคิวบากลับเข้าสู่รายชื่อประเทศผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอีกครั้ง และประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในขณะนั้น ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมหลังเกิดการประท้วงในกรุงฮาวานา

ในปีถัดมาเขาก็ตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการบางส่วน ในปี 2025 กล่าวว่า เขาจะนำคิวบาออกจากรายชื่อผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอีกครั้ง แต่ทรัมป์ได้ยกเลิกมาตรการดังกล่าวในวันแรกที่กลับเข้ารับตำแหน่ง และเดินหน้าบังคับใช้ข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้น