ประสบการณ์ถูกเลิกจ้างของพนักงานออฟฟิศ 'เจนวาย' ไปต่ออย่างไรเมื่อตกงานในวัยเข้า 40

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 19 นาที

"ตอนแรก เรารู้สึกว่างาน [ฝ่ายบริการลูกค้า] เป็นงานที่เอไอไม่น่าจะมาแทนที่ได้ เพราะต้องใช้บริการที่ออกมาจากหัวใจ แล้วเอไอก็ไม่ได้มีเซอร์วิสเท่าเรา"

แต่แล้วเมื่อวันอังคารที่ 2 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันหยุดของภาพตะวัน สุวรรณวุฒิวัฒน์ เพื่อนร่วมงานชาวเวียดนามในแผนกบริการลูกค้าก็ส่งข้อความส่วนตัวมาถามเธอว่า "รู้ไหมว่าแผนกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง"

"ไม่รู้" นั่นคือคำตอบที่เธอบอกกับทั้งบีบีซีไทยและเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติคนนั้น

ด้วยความสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เธอรีบเปิดแอปพลิเคชันแชทไลน์ และพบว่าในกลุ่มของคนที่ทำงานในประเทศไทย มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งกดออกจากกรุ๊ปไป เธอทักไปถามเพื่อนคนดังกล่าวว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่เพื่อนคนนั้นจะบอกเธอว่า "เราคือคนที่ถูกเลือก"

ณ ตอนนั้น หญิงวัย 35 ปีผู้นี้ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า "เรา" หมายถึงใคร หมายถึงเพื่อนร่วมงานคนนั้น หรือหมายถึงเธอด้วย

ไม่นานหลังจากนั้น ในกลุ่มสนทนาไลน์ของที่ทำงานกลุ่มนั้น หัวหน้างานของเธอส่งข้อความมาบอกให้เธอเข้าประชุมทางออนไลน์ตอน 18.30 น. แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไม

จนถึงตอนนี้ ภาพตะวัน มีภาพชัดเจนแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ในประเทศไทย ไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าแต่ละปีมีคนที่ถูก "เลย์ออฟ" (Layoff, Redundancy) หรือการถูกองค์กรบอกเลิกจ้างจากการเป็นพนักงานโดยที่ไม่มีความผิดจำนวนเท่าใดกันแน่

อย่างไรก็ดี รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่ 4 และภาพรวมปี 2568 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) อาจช่วยสะท้อนความน่ากังวลใจของเหล่าพนักงานออฟฟิศได้บ้าง

ข้อมูลของสภาพัฒน์ชี้ว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา มีผู้ว่างงานทั้งสิ้น 2.8 แสนคน ลดลงอย่างชัดเจนจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่มีตัวเลขถึง 3.6 แสนคน แต่รายงานฉบับนี้กลับระบุในรายละเอียดว่า เมื่อไตรมาส 4/2568 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 2.2 แสนคน โดยกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างคิดเป็น 18.9% หรือคิดเป็นตัวเลขราว 41,580 คน ของผู้ว่างงานในระบบประกันสังคมทั้งหมด

แม้ไม่อาจระบุได้ว่าสัดส่วน 18.9% ถือว่ามากขึ้นหรือลดลง เนื่องจากไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ แต่บีบีซีไทยพบว่า หากกลับไปดูรายงานประเภทเดียวกันของสภาพัฒน์ย้อนมาตั้งแต่ปี 2559 ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีรายงานฉบับใดที่พูดถึงประเด็นการเลิกจ้างของผู้ว่างงานในระบบประกันสังคมมาก่อน

เกี่ยวกับภาวะการว่างงานที่กล่าวมาข้างต้น หากผู้อ่านได้เปิดแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างติ๊กตอก (TikTok) ขึ้นมาเลื่อนฟีดดูความเป็นไปของชีวิตผู้คน ก็อาจได้เห็นคอนเทนต์ของผู้ที่ "อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นคนตกงาน" โดนเลย์ออฟ บริษัทปิดตัวอยู่ไม่น้อย

หลายคนหันไปทำธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ บางคนมองหาช่องทางจากแพลตฟอร์มติ๊กตอกพยายามปักตะกร้า บางส่วนหันมาขับรถรับจ้างผ่านแพลตฟอร์ม ขณะที่อีกหลายคนยังคงยืนหยัดในเส้นทางการเป็นลูกจ้างแม้จะใช้เวลาหลายเดือนในการหางานที่ถูกใจ

บีบีซีไทยชวนผู้หญิงวัย "เจนวาย" (Gen Y) หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 29-44 ปี ณ ปี 2569 จำนวน 3 คน ที่มีประสบการณ์ถูกเลย์ออฟมาสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่พวกเธอต้องเผชิญและการเอาตัวให้รอดในช่วงอายุเท่านี้

ถูกเอไอแย่งงานเกิดขึ้นแล้ว

"วันนั้นเป็นวันที่ 2 ธ.ค. วันที่ 3 ธ.ค. คือไม่ต้องทำงานแล้ว พอประชุมเสร็จบัญชีทุกอย่างถูกปิดการใช้งานหมดเลย" ภาพตะวันเล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงวันที่ถูกบอกเลิกจ้าง

บริษัทเก่าที่ภาพตะวันทำงานเป็นบริษัทข้ามชาติ ซึ่งก่อนหน้าที่จะถูกบอกเลิกจ้าง เธอเล่าว่าบริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) เข้ามาให้พนักงานแบบพวกเธอใช้ควบคู่กันมาได้สักพักแล้ว

ลักษณะงานของภาพตะวันเป็นงานช่วยเหลือลูกค้า โดยเธอมีหน้าที่เข้าไปสนับสนุนหรือช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสามารถทำงานจากที่บ้านได้ 100%

"พอเราใช้มันจริง ๆ เรารู้สึกว่ามันก็ยังไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร เท่าที่จะมาแทนเราได้ มันก็ไม่ได้ทำให้ลูกค้าหรือว่าแขกประทับใจเท่ากับคน" ภาพตะวัน กล่าว

อย่างไรก็ดี ในการถูกบอกเลิกจ้างครั้งนี้ บริษัทให้เหตุผลกับเธอว่า "[บริษัท] อยากจะปรับเปลี่ยนตัวงานเพื่อจะไปใช้เอไอมากขึ้น"

จากข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเข้ามาแย่งงานคนของเอไอที่เคยอ่านทางโซเชียลมีเดีย ท้ายที่สุดก็ก็กลายเป็นเธอเสียเองที่อยู่ในกระแสความเปลี่ยนแปลงนั้น

ภาพตะวันบอกกับเราว่า เธอแปลกใจที่สุดท้ายบริษัทเลือกจะใช้เอไอมากกว่าคน ทั้ง ๆ ที่ "มันก็อาจจะแทนเราได้ไม่ 100% แต่เขาก็ยังเลือกที่จะใช้เอไอมากกว่าเรา"

แม่เลี้ยงเดี่ยวแผนล่มเพราะประกันสังคมไม่จ่ายเงิน

ราวหนึ่งเดือนก่อนหน้าสถานการณ์ที่ภาพตะวันต้องเผชิญ ธนพร สิงห์โต รุ่นน้องวัย 32 ปี ประสบเหตุไม่ต่างกัน

แม่เลี้ยงเดี่ยวลูกหนึ่งคนนี้ประกอบอาชีพพนักงานแผนกนำเข้า-ส่งออก มาเป็นเวลา 9 ปี โดยเธอบอกกับบีบีซีไทยว่า ที่จริงแล้วเธอเริ่มเห็นสัญญาณว่าสถานการณ์ของบริษัทไม่ดีมาสักพัก โดยประเมินจากปริมาณคำสั่งซื้อที่เข้ามาซึ่งไม่เติบโตขึ้น

"เราเป็นล็อตแรกที่โดน [เลย์ออฟ] เรารู้ล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์" เธอกล่าว

ธนพรเล่าย้อนกลับไปว่า หลังจากที่รู้ตัวว่า "ตกงาน" เธอจึงเริ่มแผนการหันมาทำธุรกิจส่วนตัวที่เริ่มวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ถูกเลิกจ้าง

วันที่ออกมาจากบริษัทเก่า เธอได้รับเงินชดเชยรวมกัน 6 เดือน ซึ่งเธอวางแผนว่าจะนำไปใช้ลงทุนเปิดร้านกาแฟ ธนพรบอกว่าตัวเองยังโชคดีที่ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานที่หรือค่าเช่าสถานที่เพราะที่บ้านมีพื้นที่ให้อยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ระหว่างที่กำลังตั้งต้นธุรกิจค้าขาย เธอตั้งใจจะใช้ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานตามสิทธิของผู้ประกันตนตามระบบประกันสังคม เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่มันกลับไม่เป็นไปตามแผนที่คิดไว้

"เราจะตั้งตารางไว้เลยว่าช่วงที่ตกงาน จะขายขนมปังเท่านี้ เงินประกันสังคมจะเข้าเท่านี้ รายได้เท่านี้ รายจ่ายเท่านี้ แต่อยู่ดี ๆ [เงินประกันสังคม] มันไม่ได้"

"มันต้องมีเงินประกันสังคมที่ต้องได้ประมาณ 9,000 บาท/เดือน ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เงินเลย" ธนพร กล่าว

ณ วันที่บีบีซีไทยพูดคุยกับเธอ เธอยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว

หญิงวัยเจนวายคนนี้อธิบายว่า หลังจากโดนเลิกจ้างในเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว เธอรอจนถึงกลางเดือน ธ.ค. เพื่อไปยื่นเรื่องกับประกันสังคมตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่แผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัท

เธอยังไปรายงานตัวตามกำหนดทุกเดือน แต่เงินที่เธอควรได้กลับไม่เคยเข้าระบบเลย แม้ว่าเธอจะคอยโทรตามอยู่ตลอด แต่ก็ยังไม่เคยได้รับเงินอยู่ดี

"ตัวเองไม่ได้มีหนี้ แต่ก็ต้องส่งประกัน ค่าเทอมลูก เราวางแผนชีวิตเราเอาไว้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ตามแผนเลย" ธนพรเล่า พร้อมเสริมว่า อดีตเพื่อนร่วมงานของเธอบางคนก็ไม่ได้รับเงินตามสิทธิของตัวเองเช่นเดียวกัน

แม้ช่วงแรกเธอจะยอมรับว่าไม่เครียดนักกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และมองว่าเป็นโอกาสที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือน ประกอบกับปัญหาเรื่องเงินประกันสังคม เธอจึงมานั่งคิดว่าต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างแล้ว

เธอเริ่มหันมาอบขนมปังขาย โดยเปิดขายท้ายรถในช่วงสุดสัปดาห์ซึ่งก็ขายได้บ้าง แต่เธอยอมรับกับเราว่ารายได้ที่เข้ามาคือ 500-600 บาท/วัน จากที่เคยมีรายได้หลักหลายหมื่นบาท

"พอผ่านไปสักเดือนหนึ่ง มันเริ่มรู้สึกว่าเราจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ เพราะว่าเงินแค่นี้เราจะอยู่ได้ยังไง" ธนพร กล่าว

อาวุโสประสบการณ์ 15 ปี หางานกว่า 9 เดือน

พนักงานด้านการตลาดที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 15 ปี อย่าง ผลัฏฐา ตาดทอง เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ย้อนกลับไปราวหนึ่งปีก่อน ตอนที่เธอถูกบอกเลิกจ้าง ตอนนั้นไม่ได้มีสัญญาณใด ๆ มาก่อน อยู่ดี ๆ ทางบริษัทก็แจ้งว่า "last day [วันสุดท้ายที่มาทำงาน] คืออีกหนึ่งเดือน"

วันนั้นที่เธอโดนบอกเลิกจ้าง มีเพื่อนร่วมงานอีกแค่หนึ่งคนที่โดนเช่นเดียวกัน เนื่องจากอยู่ในแผนกเดียวกัน แต่ว่าทั้งหน่วยธุรกิจนั้นที่เธอทำอยู่ถูกบอกเลิกจ้างสองคน

สำหรับผลัฏฐา สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เธอตื่นตระหนกเท่าใดนัก และมองว่านี่ "เป็นอะไรที่เราควบคุมไม่ได้" แต่เธอก็ต้องเดินหน้าไปต่อ

เธอบอกว่าตั้งแต่ทำงานมาไม่เคยมีประสบการณ์โดนเลย์ออฟเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ "ไม่ได้รู้สึกว่างานคือทุกอย่างในชีวิต มันยังมีส่วนอื่นในด้านอื่น ๆ ในชีวิตด้วย ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันคือ โอ้โห ฟ้าถล่ม"

ผลัฏฐาในวัย 38 ปี บอกว่า "ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกว่าหางานยากเลย ไม่เคยรู้สึกว่าในชีวิตนี้ งานหายาก"

หลังจากนั้นหญิงวัยสามสิบปลายพยายามส่งใบสมัครงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยตอนแรกเน้นการสมัครงานไปที่อุตสาหกรรมเดิม สินค้าแบบเดิมก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วยังไม่ได้ เธอจึงลองหันมาดูสายอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงแทน

เวลาที่เธอร่อนใบสมัครหางานดำเนินไปกว่า 9 เดือน ผลัฏฐาบอกว่า เธอรู้สึกว่าหางานยากเพราะสมัยก่อนที่จะถูกเชิญออก ในเวลาที่ต้องการจะเปลี่ยนงานนั้น เวลาเธอส่งใบสมัครงานไป ก็มักจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์เสมอ

ทว่าสถานการณ์ในช่วงปี 2568 คือ เธอถูกเรียกสัมภาษณ์น้อยมาก ซึ่งผลัฏฐามองว่าปัจจัยน่าจะเป็นทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ ตำแหน่ง รวมไปถึงฐานเงินเดือน

"ก็คิดว่าหรือมันเป็นที่อายุไหมตอนแรก แต่ก็คิดว่าไม่น่าใช่เพราะว่าในตำแหน่งที่สมัคร มันก็น่าจะอายุประมาณนี้" ผลัฏฐากล่าว

เรื่องราวการพยายามหางานใหม่หลังถูกเลย์ออฟในวัยเช่นนี้ยังถูกนำมาเล่าทางบัญชีติ๊กตอก (TikTok) ของเธอ

วันที่ 15 เม.ย. 2568 เธอโพสต์ภาพตัวเองหลายรูปพร้อมคำบรรยายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลจนมีผู้ชมสูงกว่า 1.2 ล้านครั้ง และมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นในหลักพันคน

หากลองเข้าไปดูในความคิดเห็นเหล่านั้นก็จะพบว่ามีคนมาแสดงความคิดเห็นว่าตัวเองหรือคนที่รู้จักประสบภาวะเช่นเดียวกันไม่น้อย จากโพสต์แรก ผลัฏฐาลงโพสต์อัปเดตชีวิตของตัวเองมาเรื่อย ๆ จนถึงตอนที่ 12 ซึ่งใช้พาดหัวว่า "หลังจาก 9 เดือน ซักที!!! ซักที!!!" ซึ่งก็มีคนเข้ามาชมกว่า 7 แสนครั้ง ทั้งเข้ามาแสดงความยินดี หรือสอบถามคำแนะนำจากเธอ

เธอบอกกับเราว่า งานใหม่ที่เธอได้นั้น ยังอยู่ในสายการตลาดเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนอุตสาหกรรมออกไปจากบริษัทเก่า ส่วนเงื่อนไขอื่น ๆ ก็เป็นไปตามที่เธอตั้งใจไว้

เมื่อบีบีซีไทยถามผลัฏฐาว่าเหตุใดเธอจึงลุกขึ้นมาตัดสินใจทำคลิปแบ่งปันเรื่องราวของเธอทางโซเชียล เธอบอกกับเราว่าตอนแรกไม่ได้ตั้งใจทำเลย "คือตอนนั้นว่าง ๆ ก็เลยลองทำลงเล่น ๆ ไม่ได้คิดว่าจะมีคนมาดูเยอะ แต่พอทำลงไปก็เลยมันก็เลยทำให้รู้เลยว่าคนโดนเลย์ออฟเยอะมาก"

เธอบอกว่าตัวเองได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่กำลังหางานมาบ้าง ซึ่งก็มีทั้งคนก็ทำงานมาหลัก 20-30 ปี ทำงานที่เดียวมาตลอด หรือว่าบางคนที่เพิ่งทำงาน หลายคนก็จะเข้ามาขอคำแนะนำจากเธออยู่เสมอ ๆ

ระบบไร้การออกแบบ ที่บังคับให้คนเป็น "เดอะแบก"

นอกจากพูดคุยกับกลุ่มเจนวายที่มีประสบการณ์ทำงานกันมาไม่น้อยหรือเกินหลักสิบปีขึ้นไป บีบีซีไทยยังได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารยประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่าภาพการถูกเลิกจ้างของกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ เฉพาะกลุ่มคน แต่เป็นกระจกสะท้อนโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจไทยที่กำลังวิกฤต ซึ่งรัฐบาล "ดูเหมือนจะทำอะไรอยู่บ้าง… แต่มันแค่ต่างคนต่างทำ แล้วก็ทำกันแบบหยิบเศษ ๆ ปลาย ๆ มาทำ"

ผศ.ดร.กฤษฎา กล่าวว่าปรากฏการณ์ที่กลุ่มคนเจนวายรวมไปถึงเจนเอ็กซ์ [ผู้ที่มีอายุระหว่าง 47-61 ปี ณ ปี 2569] ถูกบอกเลิกจ้าง เกิดขึ้นท่ามกลางประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งคือ คนกลุ่มนี้ทำงานอยู่ในระบบมาตลอด และอาจไม่มีการเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ นอกเหนือจากงานของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปใช้เพื่อประกอบอาชีพอิสระหรืองานรับจ้างอื่น ๆ ทั่วไปได้

ระหว่างการศึกษาประเด็นการว่างงานของในช่วงอายุนี้ ผศ.ดร.กฤษฎา พบว่ากลุ่มคนวัยนี้โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป เมื่อหลุดออกจากระบบการจ้างงานในระบบแล้วจะกลับเข้าไปทำงานในระบบได้ยากขึ้น

"คุณจะกลับเข้ามาในตลาดงานอีกรอบหนึ่ง คุณเข้าไม่ได้แล้วนะ ไม่มีทางเลย เข้าไปคุณก็กลายเป็นพนักงานรายวัน [พนักงาน] รายวันเขายังไม่อยากรับเลยตอนนี้"

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ผศ.ดร.กฤษฎา อธิบายว่ามีทั้งปัจจัยเรื่องฐานเงินเดือนของคนกลุ่มนี้ซึ่งสะสมจนสูงขึ้นมามากแล้ว และยังมีประเด็นที่นายจ้างอยากได้ตัวเลือกการจ้างงานบุคลากรต่อหัวที่มีรายจ่ายเงินเดือนต่ำกว่า ประสบการณ์น้อยกว่า แต่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้

ผศ.ดร.กฤษฎา มองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นปัญหาระดับโครงสร้างแล้ว ไม่ใช่แค่ความยากลำบากของตัวบุคคล เนื่องจากเมื่อคนเหล่านี้หลุดออกไปจากการทำงานในระบบ จะมีบางส่วนที่หางานไม่ได้ไปเลยทั้งที่ยังอยู่ในช่วงที่สามารถทำงานได้ หรือบางคนต้องเลือกทำงานในระดับงานที่ต่ำลงมาจากฐานความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์เดิมของตัวเองเพื่อให้มีรายได้

"ความรู้ทักษะประสบการณ์เขาอาจจะมากกว่านั้นก็ได้ใช่ไหม แต่ประเด็นคือกลายเป็นว่าเขาก็ต้องพยายามจะไปหางานอื่นที่เขามีรายได้ ก็อาจจะยอมกดตัวเองลงมา เช่น ประสบการณ์บางอย่าง บางด้าน หรือทักษะบางอย่างเอง ก็อาจจะไม่ได้ใช้"

"มันกลายเป็นว่าเมื่ออายุเยอะขึ้น ไม่ใช่ว่ามันไม่มีงานทำ มันอาจจะมีงานทำก็ได้ แต่งานมันอาจจะลดคุณค่าในตัวเขาลงไป" ผศ.ดร.กฤษฎากล่าว พร้อมเสริมว่า นี่เป็นปัญหาที่ยังไม่ถูกพูดถึงมากเท่าที่ควร ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในสภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งกำลังเกิดการถกเถียงเรื่องการต่ออายุการทำงานออกไป

"เราเพียงแต่บอกว่าอายุมากขึ้น ก็ยังต้องทำงานกันต่อไป แต่งานที่มันเกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น… มันไม่ได้เป็นการทำงานในแบบอายุงานต่อเนื่อง จากอายุ 20 ถึง 50 แล้วก็ยาวไปเรื่อย ๆ ได้สั่งสมประสบการณ์… มันกลายเป็นว่าเขาต้องออกจากระบบการจ้างงานไปครั้งหนึ่ง แล้วกลับเข้ามาใหม่ แต่กลายเป็นการทำงานทั่ว ๆ ไป งานที่ไม่ได้ใช้ทักษะเฉพาะด้าน" ผศ.ดร.กฤษฎากล่าว

เมื่อกล่าวถึงประเด็นสังคมสูงวัย นักวิชาการจาก ม.ธรรมศาสตร์เสริมว่า ปัญหาไม่ได้ตกอยู่กับแค่ผู้สูงอายุที่ต้องทำงานยาวนานขึ้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มเจนวายวัยสร้างตัวที่กลายเป็น "เดอะแบก" เช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ต้องดูแลคนในครอบครัวที่มีอายุสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่หน้าที่การงานของตัวเองก็ไม่ได้มั่นคงเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ผศ.ดร.กฤษฎาระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดนี้สะท้อนได้จากข้อมูลบัญชีเงินฝากของคนไทยที่มีตัวเลขต่ำมาตลอด

ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 10 มี.ค. 2569 พบว่า จากตัวเลขบัญชีออมทรัพย์ทั้งหมด 137.5 ล้านบัญชี มีถึง 90.91% หรือคิดเป็น 125 ล้านบัญชีที่มีเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท ขณะที่อีก 4 ล้านบัญชี หรืออีก 2.91% มีเงินฝากเกินกว่า 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

เขายังเสริมอีกว่า แม้ปัจจุบันตัวเลขอายุเกษียณจะอยู่ที่ 60 ปี แต่ก็มีหลายบริษัทมากที่เริ่มโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ตั้งแต่อายุ 55 ปี

"ถ้าเราเอา 60 ปีเป็นตัวตั้ง ลากไปถึงอายุ 70-80 ปี อีก 10-20 ปี ถ้าไม่มีงานทำจะอยู่ยังไง" ผศ.ดร.กฤษฎา กล่าว พร้อมย้ำว่านี่คือปัญหาเชิงระบบ

เมื่อบีบีซีไทยถามว่า เช่นนั้นที่ผ่านมาในฐานะผู้สังเกตการณ์มองว่ารัฐบาลมีนโยบายที่ออกมาแก้ปัญหาเหล่านี้หรือไม่ อาจารย์ด้านสังคมสงเคราะห์รายนี้ตอบว่า รัฐบาลไทยมองปัญหาแยกออกจากกัน ไม่ได้มองให้ครบทั้งระบบของเศรษฐกิจ

เขายกตัวอย่างว่า ปัจจุบันมีเรื่องประเด็นการพัฒนาทักษะแรงงานให้ก้าวทันเทคโนโลยี ทว่าในความเป็นจริง ผศ.ดร.กฤษฎาชี้ว่ารัฐไม่ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาทักษะและยกระดับคนทำงานแต่อย่างใด

"ตั้งแต่เราเรียนหนังสือจบมา ไม่ว่าจะจบ ม.3 ปวช. ป.ตรี อะไรก็ตาม กระทั่งถึงอายุ 60 ปี รัฐแทบจะไม่ค่อยเข้ามาส่งเสริม พัฒนา ยกระดับคนทำงานเลย เอาตัวรอดด้วยตนเองหมด"

ผศ.ดร.กฤษฎา เสริมว่า แนวคิดการพัฒนาหรือเพิ่มทักษะแรงงานเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูทั้งองคาพยพเพราะในอนาคตอาจมีคนหลุดจากระบบมากขึ้น ถูกเลิกจ้างมากขึ้น หรือบางคนจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างทักษะหรือว่าเสริมสร้างความรู้ในบางด้านที่จำเป็น ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และต้องเป็นมาตรการในเชิงรุกมากกว่าที่เป็นอยู่

บทเรียนจากคนเคยตกงาน

สำหรับผลัฏฐา ผู้มีความอาวุโสที่สุดจากคนที่บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์ เธอชี้ว่าสุดท้ายเธอรู้คุณค่าและความสามารถของตัวเองดี และเมื่อประเมินอย่างไม่เข้าข้างตัวเองก็รู้ว่าสถานการณ์หลาย ๆ ครั้งอยู่นอกเหนือการควบคุม เธอจึงเลือกที่จะไม่โทษตัวเอง

ประสบการณ์หางานของเธอสะท้อนว่า กลยุทธ์ของเธอไม่ใช่การลดเงินเดือนเพื่อให้ได้เงิน

"ถ้าเราจะต้องลดเงินเดือน ก็อาจจะไปทำอย่างอื่น คืออย่างน้อยมันต้องได้เท่าเดิม จะไม่ลด แล้วก็ไม่ลดตำแหน่งด้วย" แต่เธอบอกว่าทั้งหมดนี้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพการเงินของแต่ละบุคคล

เธอบอกกับเราเช่นเดียวกับผู้สัมภาษณ์อีกสองคนว่าการถูกบอกเลิกจ้างไม่ใช่ตราบาป และเมื่อไปสมัครงานที่ใหม่ก็สามารถบอกได้ตามความจริง

"ถ้าเป็นบริษัทที่เขาเข้าใจสภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคม ณ ตอนนี้ เขาก็น่าจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติ" เธอทิ้งท้าย

ด้านภาพตะวัน ผู้ที่อาจเรียกได้ว่างานของเธอถูกเอไอเข้ามาทำแทน เธอบอกกับบีบีซีไทยในวันนี้ที่กำลังอยู่ระหว่างการอบรมเตรียมตัวเพื่อเริ่มงานใหม่ว่า เธอพร้อม "พัฒนาตัวเองเรื่อย ๆ เพราะว่าถ้าวันหนึ่งเราต้องไปหางานใหม่อีกครั้งจริง ๆ เราจะได้มีข้อดีมากกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ อะไรที่สามารถเรียนรู้เข้ามาได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่เกี่ยวกับเนื้องาน เธอก็พร้อมที่จะทำ"

ในช่วงที่กำลังหางานประจำทำอยู่นั้น ภาพตะวันบอกว่าเธอได้ลองออกไปทำงานรายวันด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเธอมองว่าการอยู่บ้านเฉย ๆ บางครั้งอาจทำให้คิดฟุ้งซ่านมากเกินไป

เมื่อบีบีซีไทยถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอ ทำให้การสร้างเนื้อสร้างตัวในวัย 35 ปี เป็นเรื่องยากลำบากหรือไม่ เธอตอบเราว่า "ถ้าถามว่าสร้างเนื้อสร้างตัวได้ไหม ไม่ได้เลย เราไม่ได้มีอิสรภาพทางการเงิน เราก็ยังทำงานอยู่ โอเคเราอยากกินอะไรเราก็ได้กิน อยากไปไหนเราก็ได้ไป แต่เราไม่สามารถ วันนี้ฉันอยากลาออกแล้ว ฉันไม่อยากทำงานแล้ว ออกได้เลย มันไม่ใช่อย่างนั้น เราก็ยังเดือนชนเดือนอยู่เลย"

ด้วยเหตุนี้เธอจึงทิ้งท้ายกับเราว่า สุดท้ายแล้วกลยุทธ์ของเธอคือ "ถ้ามันมีโอกาสเข้ามา ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนเป็นการลดระดับงาน แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ก็สามารถทำได้ เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ประสบการณ์ใหม่ ๆ คนใหม่ ๆ"

ส่วนผู้ที่มีอีกหนึ่งชีวิตให้ต้องเลี้ยงดูอย่างธนพร สิงห์โต เธอบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอไม่เคยมองว่าลูกเป็นภาระเลย และคิดอยู่ตลอดว่า "เราไม่ได้มองว่าลูกเป็นภาระ… ยังไงก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองหรือลูกอดตายแน่นอน"

เธอบอกกับเราว่า หลังจากที่ประสบปัญหาว่าแผนทำธุรกิจส่วนตัวไม่เป็นไปตามที่วางไว้ เนื่องจากเธอเห็นว่ามีโอกาสและจังหวะที่จะได้กลับไปทำงานบริษัทอีกครั้ง เธอเลือกจึงคว้าโอกาสไว้ เนื่องด้วยเศรษฐกิจปัจจุบัน "และด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้ จึงอยากทำงานประจำและทำร้านกาแฟเป็นรายได้เสริมไปด้วย"

"มุมมองเปลี่ยนไปนิดนึง เรามองหาบริษัทที่มั่นคง เงินเดือนเราไม่ได้มองว่าต้องเพิ่มขึ้นขนาดนั้น แต่มองว่าเงินเดือนเท่านี้ ทำงานแบบนี้ สวัสดิการแบบนี้ เหมาะกับชีวิตเราตอนนี้มั้ย เราสามารถอยู่กับมันได้ถึงเกษียณมั้ย… แต่ก่อนถ้าย้อนกลับไป เราจะมองว่าอยากได้เงินเดือนเยอะ ๆ บริษัทไหนก็ได้ เราไม่ได้มองเรื่องความมั่นคงของบริษัท เราอาจจะยังเด็ก" ธนพร เสริม

เธอยังเตือนต่อไปว่า สำหรับใครที่โดนบอกเลิกจ้างแล้วได้เงินก้อนมา เธออยากให้พวกเขาหาวิธีนำเงินตรงนี้ไปต่อยอดให้ได้มากที่สุด

"เงินที่ได้มา [จากบริษัท] มันเป็นเหมือนเงินในอนาคต มันอาจจะหมดไว อยากให้ตื่นตัว ไม่ใช่ว่าได้เงินมาแล้วจะเอาไปเที่ยว เอาไปซื้อของ เพราะถ้าไม่กระตือรือร้น มันจะไม่มีรายได้เข้ามาในอนาคต"

อย่างไรก็ดี เธอย้ำว่าระหว่างที่หางานอยู่นั้นให้มองมุมบวกเอาไว้ อย่าโทษตัวเองจนมากเกินไป

"ถ้ายิ่งวิตกกับมัน ยิ่งคิดแย่ ยิ่งโทษโน่นโทษนี่ มันอาจจะทำให้เราเสียสุขภาพจิต แล้วก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นต่อ"

ธนพรยังสรุปบทเรียนเรื่องเงินทดแทนการว่างงานของประกันสังคมว่า ในอนาคตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอจะคำนวณแค่ "อะไรที่วางแผนได้คือตัวฉันเอง อะไรที่วางแผนไม่ได้ ฉันจะไม่เอามาคิด"

สำหรับธนพรนั้น เงินประกันสังคม อยู่ในส่วนสิ่งที่ "วางแผนไม่ได้"