ผมต่อก่อมะเร็งเต้านม มีสารเคมีอันตรายรบกวนต่อมไร้ท่อปะปนอยู่หลายชนิด

A hair stylist attaches hair extension links to a woman's natural hair in a salon

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิจัยเตือนว่า ผมต่อที่ติดไว้กับศีรษะนานครั้งละหลายสัปดาห์ เพิ่มความเสี่ยงให้คนที่ต่อผมต้องสัมผัสกับสารเคมีอันตรายมากขึ้น
    • Author, เอสเตอร์ คาฮัมบิ
    • Role, ทีมข่าว Global Digital Health
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

ผมต่อ (hair extension) ที่ผู้หญิงหลายล้านคนทั่วโลกใช้อยู่ อาจมีสารเคมีอันตรายที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งเต้านม ทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน และเป็นพิษต่อระบบเจริญพันธุ์ของร่างกายได้

ผลการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเด็นนี้ พบว่ามีสารเคมีอันตรายเกือบ 50 ชนิด ในตัวอย่างของผมต่อเกือบทุกชิ้นที่นำมาตรวจสอบ ทั้งในผมต่อที่ทำมาจากผมของคนจริง ๆ และผมต่อที่ทำจากสารสังเคราะห์ รวมถึงผมปลอมแบบที่เป็นวิก (wig) และผมต่อที่ใช้กับเทคนิคการต่อผมทุกประเภท ทั้งการต่อผมแบบถักเปีย, การต่อผมแบบทอผม, และการต่อผมแบบใช้คลิปหนีบขนาดเล็ก หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "กิ๊ป" นั่นเอง

ผลการศึกษาดังกล่าว ได้ลงตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการของสมาคมเคมีอเมริกัน (American Chemical Society-ACS) โดยเรียกร้องให้มีการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เพื่อควบคุมอุตสาหกรรมความงามมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี้ ให้มีความโปร่งใสต่อผู้บริโภคมากขึ้น

ดร.เอลิสเซีย แฟรงคลิน ผู้นำทีมวิจัยข้างต้นกล่าวว่า "ที่ผ่านมาเรามอบความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้กับบรรดาบริษัทที่ไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการผลิตสินค้าให้ปลอดสารเคมีอันตราย"

การที่สารเคมีในผมต่อก่อโรคร้ายหรือเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ เพราะหลายคนมักจะสวมผมต่อติดหนังศีรษะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานเกินไป ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวได้ "ผมต่อนั้นอยู่ใกล้ชิดกับหนังศีรษะมาก เหมือนกับแปะเอาไว้ให้สัมผัสกับหนังศีรษะ ใบหู และลำคอตลอดเวลา โดยคนส่วนใหญ่มักจะสวมผมต่อครั้งละนาน ๆ หลายเดือน หรืออย่างน้อยก็หลายสัปดาห์" ดร.แฟรงคลินกล่าว

สารเคมีอันตราย

Bundles of hair extensions tied together and displayed for sale.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิจัยบอกว่า ผลิตภัณฑ์ผมต่อที่โฆษณาอวดอ้างหรือติดฉลากว่า "ทำจากวัสดุธรรมชาติ" หรือ "บริสุทธิ์สะอาด" อาจไม่ปลอดภัยหรือปราศจากสารเคมีอันตรายเสมอไป

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ตลาดของธุรกิจต่อผมทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงขึ้นถึงกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2028 แต่ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกต่อผมด้วยเหตุผลด้านความงาม หรือต้องการทำทรงผมตามแฟชั่นล้ำสมัย ผู้บริโภคสินค้าและบริการต่อผมกลุ่มใหญ่คือผู้หญิงผิวดำ ที่เห็นว่าการต่อผมคือวิธีที่ง่ายและสะดวกสบาย ต่อการจัดแต่งทรงผมของคนเชื้อสายแอฟริกันในทุกวัน

ผมต่อที่ทำจากสารสังเคราะห์ อาจมีราคาถูกเพียง 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 660 บาท) ในขณะที่ผมต่อซึ่งทำมาจากผมของคนจริง ๆ สามารถจะมีสนนราคาสูงลิ่วได้ถึงหลายพันดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 70,000 บาทขึ้นไปเลยทีเดียว

ในบรรดาตัวอย่างผมต่อ 43 ชิ้น ที่ทีมวิจัยเก็บมาตรวจวิเคราะห์ พวกเขาพบสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบทั้งหมด 170 ชนิด โดยใช้เทคนิควิธีวิเคราะห์สารที่ทำให้ตรวจพบสารเคมีได้หลายกลุ่ม แทนที่จะมุ่งตรวจหาสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ส่วนสารเคมีที่เป็นอันตรายในผมต่อนั้น ทีมวิจัยตรวจพบทั้งหมด 48 ชนิด ซึ่งล้วนอยู่ในบัญชีรายชื่อของสารเคมีอันตรายที่กำหนดโดยองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น (UN) และองค์การจัดการสารเคมีแห่งสหภาพยุโรป (ECHA) ด้วย

"ในผมต่อนั้นมีทุกอย่าง ตั้งแต่สารดับเพลิงไปจนถึงยาฆ่าแมลง รวมทั้งสารจำพวกทาเลต (phthalates) ซึ่งทำให้ฮอร์โมนแปรปรวนและเป็นที่รู้จักกันดีว่า มันเกี่ยวข้องกับการทำลายระบบเจริญพันธุ์ให้เสียหาย" ดร.แฟรงคลินกล่าว

นอกจากนี้ยังพบสารพิษ 17 ชนิด ที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ในตัวอย่างผมต่อ 36 ชิ้น ซึ่งมีทั้งผมต่อสังเคราะห์และผมต่อที่ทำจากผมของมนุษย์ เกือบ 10% ของตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ทั้งหมด ยังมีสารเคมีอันตราย "ออร์กาโนติน" (organotin) ซึ่งตามปกติแล้วเป็นสารประกอบดีบุกอินทรีย์ที่ใช้ผลิตพลาสติกทนไฟปะปนอยู่ด้วย

ทีมผู้วิจัยบอกว่า พวกเขาประหลาดใจอย่างมากที่พบสารประกอบออร์กาโนติน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ไม่ควรจะมีอยู่ในผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค

สารเคมีเหล่านี้ล้วนต้องสงสัยว่า มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับอาการผิวหนังระคายเคือง ทั้งยังเป็นสารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (EDCs) ซึ่งเข้าแทรกแซงการหลั่งฮอร์โมนและการทำงานของฮอร์โมนภายในร่างกาย อันเป็นตัวควบคุมกระบวนการทางชีวภาพต่าง ๆ ของคนเรา รวมถึงการเจริญพันธุ์และพัฒนาการตามวัยของมนุษย์

ส่วนสารเคมีที่ตรวจพบบ่อยที่สุดในกลุ่มตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ ได้แก่ฟีนอล (phenol) ซึ่งใช้ทำไม้อัดและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มีกาวเหนียวสำหรับนำไปติดกับไม้ นอกจากนี้ยังพบสาร "บิส (ไดเอทิลเฮกซิล) ทาเลต" (Bis (2-ethylhexyl) phthalate - DEHP) ซึ่งใช้ทำให้พลาสติกมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น ในตัวอย่างผมต่อหลายชิ้นด้วย

ทีมผู้วิจัยกล่าวเตือนว่า สารเคมีเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ ในแบบเดียวกับที่เกิดจากสารก่อมะเร็งเต้านม และสามารถเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมให้สูงขึ้นได้เรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่ผมต่อสัมผัสกับร่างกาย

ผมต่อที่ทำจากผมคนจริง ๆ ปลอดภัยกว่าหรือไม่ ?

A woman looks straight into the camera as a man shaves her head bald. One side of her head is shaved clean, while the other still has hair.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หญิงชาวอินเดียกำลังโกนผมในพิธีกรรมทางศาสนา เส้นผมที่ได้จากพิธีนี้เรียกว่า "ผมจากวัด" จะถูกนำออกประมูลเพื่อขายให้กับผู้ผลิตผมต่อ ซึ่งจะนำสินค้าไปจำหน่ายในสหรัฐฯ ยุโรป และแอฟริกา

งานวิจัยเกี่ยวกับผมต่อที่เคยมีมาในอดีต มุ่งให้ความสนใจศึกษาผมต่อสังเคราะห์เป็นพิเศษ แต่ผลตรวจวิเคราะห์ก็พบเพียงโลหะที่เป็นอันตรายบ้างเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยครั้งล่าสุดนี้ ได้เก็บตัวอย่างของผมต่อที่ระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากผมแท้ของมนุษย์ ทั้งชนิดที่บอกว่า "บริสุทธิ์" (virgin) ไม่ผ่านการแปรรูปหรือสัมผัสกับสารเคมีมาก่อน และชนิดที่เรียกว่า "ดิบ" (raw) ซึ่งไม่เคยสัมผัสกับสารเคมีและมักจะมาจากศีรษะของคนผู้เดียว รวมทั้งผมต่อชนิดผสม ที่ใช้ทั้งผมแท้และผมสังเคราะห์รวมกัน

โดยทั่วไปแล้วผมต่อที่เป็นผมแท้ชนิดบริสุทธิ์และชนิดดิบ มักจะมีราคาแพงกว่ามาก และยังมีการโฆษณาว่าเป็นผมที่ไม่เคยสัมผัสกับสารเคมีใด ๆ มาก่อน ส่วนผมแท้ชนิดดิบนั้นยิ่งถือว่ามีความบริสุทธิ์เหนือขึ้นไปอีกขั้น โดยมีการรับประกันว่าไม่เคยสัมผัสแตะต้องกับสารเคมีใด ๆ มาก่อนเลยอย่างแท้จริง

แต่ถึงกระนั้น ทีมผู้วิจัยบอกว่าในบางกรณี ผมต่อที่โฆษณาอวดอ้างว่า "บริสุทธิ์" หรือ "ดิบ" กลับมีสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารรบกวนต่อมไร้ท่อ (EDCs) หลายชนิด ปะปนอยู่มากกว่าผมต่อสังเคราะห์บางชนิดด้วยซ้ำ

"การที่ผลิตภัณฑ์ผมต่อติดฉลากอวดอ้างว่า เป็นผมแท้จากคนจริงหรือเป็นผมธรรมชาติจากคนคนเดียว ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะมีความปลอดภัยสูงกว่าผมต่อสังเคราะห์" ดร.แฟรงคลิน ผู้นำทีมวิจัยข้างต้นจากสถาบันไซเลนต์สปริง (Silent Spring Institute - SSI) ของสหรัฐฯ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุของมะเร็งเต้านมที่มาจากสิ่งแวดล้อมกล่าว

"ในตัวอย่างของผมสังเคราะห์หลายชิ้น เราพบสารเคมีอันตรายเพียงชนิดเดียว ในขณะที่ตัวอย่างผมแท้กลับมีสารเคมีอันตรายอยู่ 5-7 ชนิดเลยทีเดียว"

สารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย อาจปะปนเข้ามาได้ในหลายขั้นตอนของการผลิตผมต่อ เช่นในการปรับสภาพเส้นผมเพื่อให้ดูเงางามขึ้น รวมทั้งในขั้นตอนที่ทำให้มันทนทานใช้งานได้นาน และในขั้นตอนที่ทำให้จัดทรงและดูแลรักษาผมต่อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ดร.แฟรงคลินยังบอกว่า แม้งานวิจัยของเธอจะไม่ได้ประเมินระดับความอันตรายของสารเคมีในปริมาณที่ตรวจพบ แต่โดยทั่วไปแล้วสารรบกวนต่อมไร้ท่อ (EDCs) สามารถจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้แม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ดังนั้นการที่ไม่มีกฎระเบียบเชิงอุตสาหกรรม เพื่อควบคุมปริมาณของสารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์ผมต่อ จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง

"ไม่มีเหตุผลอันสมควรข้อใดเลยที่จะนำมาอ้างได้ว่า ผู้ผลิตอาจต้องปล่อยให้มีสารเคมีอันตรายเหล่านี้ ปะปนอยู่ในผมต่อที่ผู้บริโภคใช้เพื่อเสริมความงาม เพราะในทุกวันเราก็สัมผัสหรือได้รับสารเคมีชนิดต่าง ๆ มากมาย เป็นประจำอยู่แล้ว" ดร.แฟรงคลินกล่าว

แผนภาพซึ่งอธิบายว่าสารเคมีจากผมต่อเข้าสู่ร่างกายได้ 3 วิธี ได้แก่ 1) สูดหายใจเอาไอระเหยเข้าไป ขณะที่ผมต่อถูกจัดแต่งทรงด้วยความร้อนหรือแช่ในน้ำร้อน 2) การสัมผัสแตะต้องกับผิวหนัง ทั้งที่บริเวณหนังศีรษะ, ลำคอ, ใบหน้า, และที่มือทั้งสองข้าง 3) กลืนสารเคมีเข้าไป หลังใช้มือจับผมต่อแล้วนำมาหยิบอาหารเข้าปาก หรือได้รับจากการกัดหรืออมผมต่อไว้ในปาก

ผมต่อหลายชนิดถูกนำไปผ่านความร้อนหรือจุ่มลงในน้ำร้อนเพื่อจัดแต่งทรง ซึ่งอาจทำให้มันปลดปล่อยไอระเหยที่เป็นพิษออกมาได้ สารเคมีเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการสูดดมและหายใจเข้าไป ทั้งยังเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังผ่านการสัมผัส ซึ่งทำให้ช่างต่อผมพลอยได้รับสารพิษพร้อมกับผู้ใช้บริการต่อผมไปด้วย

ผู้ใช้ผมต่อบางคนรายงานว่า มีปฏิกิริยาตอบสนองทางกายต่อผลิตภัณฑ์เสริมความงามประเภทนี้ เช่นมีอาการคันและมีผื่นแดง หรือมีอาการบวมพองที่หนังศีรษะ คอ และใบหน้า ในบางกรณีที่หาพบได้ยาก ผู้ใช้ผมต่อถึงกับเกิดความผิดปกติกับระบบทางเดินหายใจเลยทีเดียว

ใช้ผมต่ออย่างไรให้ปลอดภัยไร้กังวล

Bird eye view of a woman seated while having braids installed. The bottom part is already braided, and the stylist is working her way up to the top of the head which has natural hair clipped up.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้บริโภคสินค้าและบริการต่อผมกลุ่มใหญ่คือผู้หญิงผิวดำ ที่เห็นว่าการต่อผมคือวิธีที่ง่ายและสะดวกสบาย ต่อการจัดแต่งทรงผมของคนเชื้อสายแอฟริกันในทุกวัน

ปัจจุบันไม่มีวิธีการใดที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า สามารถป้องกันอันตรายจากการใช้ผมต่อที่สัมผัสสารเคมีมาแล้วได้ ผลวิจัยล่าสุดยังพบว่า แม้กระทั่งวิธีที่พยายามลดการสัมผัสกับผมต่อลงให้มากที่สุด ก็อาจไม่ได้ผลอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนการขจัดสารพิษบางวิธี เช่นการนำผมต่อไปแช่น้ำส้มสายชูก่อนนำมาใช้งาน แม้จะช่วยลดอาการคันหรือระคายเคืองลงได้บ้าง แต่ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะมีความปลอดภัยมากพอ

ผลวิจัยล่าสุดนี้พบว่า มีผมต่อเพียง 2 ตัวอย่าง จากทั้งหมดที่เก็บมาวิเคราะห์ 43 ตัวอย่าง ที่ปราศจากสารเคมีอันตรายอย่างแท้จริง โดยทั้งสองตัวอย่างติดฉลากว่า "ปราศจากสารพิษ" (toxic free) และ "ไม่เป็นพิษ" (non-toxic) แต่ดร.แฟรงคลินก็ยังเตือนว่า การติดฉลากเช่นนั้นไม่อาจใช้รับประกันความปลอดภัยได้ ทั้งยังทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงเข้าใจผิดคิดว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปลอดภัยอย่างแน่นอนด้วย

"คำอวดอ้างเหล่านั้น ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบควบคุมขององค์กรใด ๆ เลย ดังนั้นบริษัทต่าง ๆ จึงสามารถแปะป้ายคำรับรองดังกล่าวได้อย่างเสรี โดยปราศจากการตรวจสอบหรือป้องปรามด้วยมาตรการลงโทษใด ๆ" ดร.แฟรงคลินอธิบาย

สำหรับในสหราชอาณาจักรนั้น กฎหมายใหม่เพื่อการควบคุมสารก่อมะเร็ง จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนส.ค. ของปีนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพในอุตสาหกรรมการดูแลและจัดแต่งเส้นผมบอกว่า ยังคงมีช่องโหว่ในกฎระเบียบที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์ผมต่อ ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคจะยังคงไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่

เนื่องจากผลิตภัณฑ์ผมต่อส่วนใหญ่ ถูกจัดประเภทให้แตกต่างออกไปจากผลิตภัณฑ์ความงามอื่น ๆ จึงไม่ได้รับการประเมินความปลอดภัยและถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวด ในระดับเดียวกับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามทั่วไป

ผลวิจัยในอดีตพบว่า สีย้อมผมและสารเคมีที่ใช้ยืดผมให้ตรง ก็มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับอัตราความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถือว่าเป็นเครื่องสำอาง จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย และต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย ในขณะที่ผมต่อมิได้เป็นเช่นนั้น

แคโรไลน์ ลาริสซี ประธานผู้บริหารของสหพันธ์เส้นผมและความงามแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสมาคมขององค์กรธุรกิจที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมนี้ บอกว่า "กฎระเบียบจะใช้ได้ผล ก็ต่อเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการจัดประเภทอย่างถูกต้อง และมีการบังคับใช้กฎอย่างเข้มงวด จนถึงขั้นตอนการนำเข้าและวางจำหน่าย"

"ระเบียบในตอนนี้มีช่องโหว่อยู่จริง ๆ และงานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีประเด็นปัญหาสำคัญที่จะต้องจัดการสะสาง"

ย้อนไปเมื่อปี 2016 ทีมข่าวสืบสวนสอบสวนของบีบีซีเคยพบว่า มีการติดฉลากโฆษณาอวดอ้างคุณภาพของผมต่ออย่างผิด ๆ ระหว่างขั้นตอนการผลิต ทำให้ตกเป็นหน้าที่ของผู้ขายในการระบุชนิดของผมต่อให้ถูกต้อง ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ส่วนบุคคลของผู้ขายเป็นหลัก

เว็บไซต์ของผู้ผลิตผมต่อบางราย ได้แนะนำวิธีตรวจสอบคุณภาพของผมต่อให้กับผู้บริโภคก่อนตัดสินใจซื้อ แต่ทีมผู้วิจัยบอกว่า เรื่องนี้ไม่ควรจะตกเป็นภาระรับผิดชอบที่ผู้บริโภคต้องแบกรับไว้เอง

"ถ้าพวกคุณไม่นำมันออกมาขาย เราก็ไม่ต้องมานั่งเลือกสรรเพื่อให้ได้ของดี...ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ตามที่ต่อผมอยู่ ควรจะตระหนักและห่วงกังวลถึงปัญหาด้านความปลอดภัยที่เราได้ค้นพบ" ดร.แฟรงคลินกล่าวทิ้งท้าย