ทำไมสุดท้ายไทยจำเป็นต้องขึ้น ภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเลี่ยงการเดินลง "หุบเหว" สู่วันที่รัฐไร้เงิน

สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เตรียมเสนอแผนปรับโครงสร้างภาษี โดยหนึ่งในหัวข้อหลัก คือ ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานผู้บริโภค ด้วยการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (Valued Added Tax - VAT) ขึ้นมาเป็น 10% จากเดิมที่คงอยู่ในระดับ 7%

ต่อมาจึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านอย่างรุนแรง หลายฝ่ายให้เหตุผลว่า ประชาชนไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤตอันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ต้องแบกค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนพลังงาน-เชื้อเพลิง ไปจนถึงภาคการเกษตร ดังนั้นจึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการจะปรับขึ้นอัตราภาษีเพื่อซ้ำเติมประชาชน

ในห้วงเวลาเดียวกันนี้เอง ยังเกิดกระแสสนับสนุนแนวคิดในการปรับขึ้นภาษี VAT เช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในโพสต์ที่กลายเป็นไวรัลที่สุดจนมึคนแชร์มากกว่าหกพันครั้ง จากเพจให้ความรู้เรื่องการลงทุนที่มีชื่อว่า "Beauty Investor" มีการใช้พาดหัวว่า "ในประเทศที่XXXอยากได้ทุกอย่าง แต่ไม่อยากจ่ายซักบาท ขึ้น VAT กับยกเลิก 1.8 ล้าน XXXแฟร์กับทุกคนที่สุดแล้ว"

ทว่าคล้อยหลังไม่ถึงสองวันเต็ม สุดท้าย กมธ. เศรษฐกิจฯ คณะนี้ก็ตัดสินใจถอนรายงานฉบับดังกล่าวที่มีกำหนดนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 21 เม.ย. คณะที่ฝั่งรัฐบาลโดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาปฏิเสธว่าข่าวการจะขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% นั้น "เป็นข่าวปลอม รัฐบาลมีแต่จะพิจารณามาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเท่านั้น"

แม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นเรื่องแผนการปรับขึ้นภาษี VAT ในระยะอันใกล้นี้แล้ว อย่างไรก็ดี ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยชวนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและเศรษฐกิจการเงินและการคลังมาวิเคราะห์ว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ไทยจะต้องปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี และต้องทำอย่างไรจึงจะเรียกว่า "แฟร์" หรือ "ยุติธรรม" กับประชาชนจริง ๆ

"สุดท้ายไทยจำเป็นต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจริง ๆ เพราะระดับ 7% ถือว่าน้อยมาก"

สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "ความน่ากลัวคือเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ประชาชนไม่ยอมรับความจริงว่าต้องขึ้น VAT เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับอนาคต แล้วเราก็กำลังจะเดินสู่หุบเหวที่เราไม่สามารถจะหลีกหนีไปได้…วันหนึ่งรัฐจะไม่สามารถที่ให้บริการต่าง ๆ ได้เพราะไม่มีเงิน"

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ในมาตราที่ 80 ได้มีการกำหนดให้ใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ระดับ 10% ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2535

อย่างไรก็ดี ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนโยบายการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา บอกกับบีบีซีไทยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทุกชุดต่างปรับลดอัตราภาษี VAT ลงมาอยู่ในระดับ 7% มาตลอด

"ตอนเราเริ่มมี VAT มันถูกจัดเก็บที่ 10% แต่ด้วยวิกฤตปี 1997 [หรือ 'วิกฤตต้มยำกุ้ง'] มันเลยลดเหลือ 7% แต่เชื่อไหมว่า ตอนลดตอนนั้นก็บอกว่าเมื่อเศรษฐกิจดีพร้อมถึงจะกลับขึ้นมาเป็น 10% แต่ผ่านตั้งแต่ปี 1997 จนเศรษฐกิจกลับมาดี จนเกิดวิกฤตใหม่ จนเศรษฐกิจกลับมาดี เราไม่สามารถขึ้นกลับมาได้เลย" ดร.นณริฏ กล่าว

พระราชกฤษฎีกาฉบับล่าสุด ประกาศเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ระบุให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลง และให้จัดเก็บที่อัตรา 6.3% (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นการชั่วคราวสำหรับการขายสินค้า บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาระดับการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

ดร.นณริฏบอกกับบีบีซีไทยว่า สุดท้ายไทยจำเป็นต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจริง ๆ เพราะระดับ 7% ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางอื่น ๆ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 12%-15% โดยเฉพาะอย่างในกลุ่มประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการมีการเก็บภาษี VAT เฉลี่ย 18%-25%

คำตอบของ ดร.นณรัฏ นั้นสอดคล้องจากข้อมูลจากมูลนิธิภาษีแห่งยุโรป (Tax Foundation Europe) ที่สะท้อนว่าค่าเฉลี่ยภาษี VAT ประจำปี 2026 ในภูมิภาคนี้อยู่ที่ 21.9% ขณะที่ฮังการีเป็นประเทศที่เก็บ VAT สูงที่สุดถถึง 27%

เขาอธิบายว่านโยบายของไทยเดินมาบนเส้นทางของการเป็นรัฐสวัสดิการ อาทิ บัตรทอง หรือเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าระดับการเก็บภาษีที่ต่ำมากนั้น จะทำให้เกิดปัญหาเมื่อพิจารณาว่าในอีกหนึ่งทศวรรษจากนี้ ไทยจะมีตัวเลขผู้สูงอายุพุ่งขึ้นจาก 14 ล้านคน เป็น 20 คน

"ความน่ากลัวคือเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ประชาชนไม่ยอมรับความจริงว่าต้องขึ้น VAT เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับอนาคต แล้วเราก็กำลังจะเดินสู่หุบเหวที่เราไม่สามารถจะหลีกหนีไปได้…วันหนึ่งรัฐจะไม่สามารถที่ให้บริการต่าง ๆ ได้เพราะไม่มีเงิน" นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอย้ำ

ด้าน ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ในฐานะนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ สหราชอาณาจักร เสริมว่า เธอเห็นด้วยกับมิติเรื่องการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน แต่ย้ำว่า "ไม่ใช่ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้"

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หญิงรายนี้อธิบายว่า การขึ้นภาษี VAT โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีปริมาณเงินในระบบมากขึ้นส่งให้มีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่การหันมาขึ้นภาษี VAT ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำนั้นมักจะบีบให้การใช้จ่ายลดลง ในทางตรงกันข้าม หากปรับลดอัตราภาษี VAT ก็จะช่วยให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

เธอมองว่าหนึ่งในโมเดลการขึ้นภาษีที่รัฐบาลไทยอาจนำมาใช้ได้คือ กรณีศึกษาจากสหราชอาณาจักรที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสวัสดิการรัฐ โดย ดร.นงนุช แนะนำว่า แทนที่รัฐจะขึ้นภาษีด้วยอัตราเดียวทั้งกระดานสินค้า (flat rate) สามารถแยกสินค้าออกเป็นกลุ่มประเภทที่สำคัญ อาทิ สินค้าจำเป็นอย่างผ้าอนามัยหรือผงซักฟอก และสินค้าฟุ่มเฟือย และเลือกขึ้นภาษี VAT กับสินค้าประเภทหลังแทน

"ทางอังกฤษเขาจะกังวลมากในเรื่องของสวัสดิการ เรื่องการใช้ชีวิตประจำวันให้เป็นปกติ เพราะฉะนั้นการขึ้น VAT มันไม่ต้องขึ้นทั้งกระดานหรอก… บางคนอาจจะบอกว่าทำไม่ได้หรอก มันยาก มันมีช่องว่าง ซึ่งจริง ๆ ไม่เลย มันไม่เหมือนภาษีศุลกากรที่ต้องมีการตีความ นี่มันชัดเจนอยู่แล้วว่าสินค้าอะไรที่เป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ถ้าไม่มีอยู่ไม่ได้" ดร.นงนุช กล่าว

VAT คือภาษีที่ "แฟร์" ที่สุดจริงหรือไม่ ?

ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ อาจารย์ด้านกฎหมายภาษีอากร และรองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน iTax บอกบีบีซีไทยว่า การมองว่าการขึ้นภาษี VAT คือมาตรการที่เป็นธรรมหรือ "แฟร์" ที่สุดนั้น สำหรับเขาเองมองว่า "ไม่จริง"

อาจารย์ด้านกฎหมายรายนี้อธิบายย้ำในมุมมองเดียวกับ ดร.นงนุช ว่า ภาษี VAT คือภาษีที่ตั้งอยู่บนการบริโภค หรือแปลว่าภาษีชนิดนี้จะถูกเก็บก็ต่อเมื่อมีการบริโภคเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อนำมามองในมิติของคนรวยกับคนจน ต่อให้ทั้งสองคนนี้จะบริโภคด้วยมูลค่าเท่ากัน แต่กำลังซื้อของคนสองคนไม่เท่ากัน

"ถ้าเทียบสัดส่วนกับคนที่มีเงินเหลือเก็บ กับคนที่เงินไม่พอใช้ คนที่มีเงินเหลือเก็บจริง ๆ สัดส่วน VAT ที่เขาจ่ายมันน้อยกว่าคนที่เงินไม่พอใช้… ดังนั้นตัวนี้จริง ๆ มันยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำด้วยซ้ำ" ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าว

อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่า เขาเข้าใจมิติของผู้นำเสนอประเด็นนี้ว่าที่ผ่านมาเมื่อมองผ่านเลนส์ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งดูเหมือนว่าชนชั้นกลางจำนวนน้อย กำลังแบกแรงงานทั้งระบบเอาไว้ ซึ่งการที่ "คนรายได้น้อยไม่เข้าระบบภาษี เสียแต่ VAT อย่างเดียว การขึ้น VAT ก็ทำให้คนพวกนี้เสียภาษีตามไปด้วย" จึงกลายเป็นข้อโต้เถียงได้

สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "ฐานภาษีที่แท้จริงของประเทศไทยนั้นกระจุกตัวอยู่กับประชากรกลุ่มเล็ก ๆ คิดเป็นประมาณ 7.16% ของประชากรทั้งประเทศ"

ในรายงานที่มีชื่อว่า "ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แคบของไทย: ความจริงเชิงโครงสร้างและความท้าทายด้านการคลัง" ซึ่งจัดทำโดยสำนักงบประมาณรัฐสภา และเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนระบุว่า เมื่ออ้างอิงโครงสร้างประชากรและฐานผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทย ในปีภาษี 2566 จากตัวเลขกำลังแรงงานรวมที่มีงานทำราว 40.09 ล้านคน มีเพียงแค่ 4.73 ล้านคนเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีเงินได้ฯ

"สะท้อนให้เห็นว่าฐานภาษีที่แท้จริงของประเทศไทยนั้นกระจุกตัวอยู่กับประชากรกลุ่มเล็ก ๆ คิดเป็นประมาณ 7.16% ของประชากรทั้งประเทศ" รายงานระบุ

ผศ.ดร.ยุทธนา ชี้ว่า ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เป็นปัญหา "แต่อีกด้านหนึ่งก็อย่าลืมว่า คนชนชั้นกลางก็จะจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเหมือนกันนะ มันไม่ได้แบบจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วไปลดภาษีเงินได้ให้เขา อาจจะเป็น ดีเบต (ถกเถียง) ที่ไม่ตรงซะทีเดียว"

ด้าน ดร.นณริฏ เสริมในมิติที่คล้ายคลึงกันว่า จริงอยู่ที่การปรับขึ้นอัตราภาษี VAT นั้นเป็นแบบฐานภาษีกว้าง (Broad Base) ที่กระทบคนจำนวนมากจริง แต่กลุ่ม "เดอะแบก" เองก็ต้องจ่ายภาษีตรงนี้เพิ่มด้วยเช่นกัน "ดังนั้นข้อความมันถึงไม่ได้ถูกต้อง… แต่เขาอาจจะแค่รู้สึกว่า 'ก็เหมือนลงมาเสียด้วยกัน'" นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอกล่าว

เขายังเสริมด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีการศึกษาจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ที่วิเคราะห์ว่าถ้ามีการขึ้น VAT แล้ว ครัวเรือนไหนจะต้องแบกรับภาระเฉลี่ยต่อรายได้มากที่สุด ซึ่งปรากฏว่าผลลัพธ์ที่ออกมาของประเทศไทยทุกคนรับภาระเท่า ๆ กัน "ซึ่งอันนี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะของไทย ที่อื่น ๆ โดยมากคนจนจะต้องเสีย VAT มากกว่าเพราะฉะนั้นพอมีการขึ้น VAT ทุกครัวเรือน[ในไทย]ไม่ว่าจะยากดีมีจนมีแนวโน้มจะต้องเสีย VAT เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเท่ากัน"

รัฐบาลจะหารายได้เพิ่มจากไหนได้อีก

สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ตามข้อมูลจากระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐพบว่า ผลรวมรายได้จัดเก็บของรัฐบาล (Gross) ในปี 2568 มีมูลค่าอยู่ที่ 3.32 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขหลักถึงกว่า 70.12% เป็นรายได้ที่จัดเก็บโดยกรมสรรพากร หรือคิดเป็นตัวเลข 2.33 ล้านล้านบาท

ในจำนวนนี้แบ่งย่อยลงมาเป็นรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มราว 9.92 แสนล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล 7.96 แสนล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 4.32 แสนล้านบาท

"เรามีประชากรหกสิบล้านคน แต่เสียภาษีเงินได้จริง ๆ แค่สี่ล้านคน ท้ายสุดเป็นไปได้อย่างไร หกสิบล้านคนจ่ายภาษีจริงแค่สี่ล้านคน" ดร.นณริฏ กล่าว

เมื่อเราถามว่ายังมีช่องทางไหนอีกบ้างนอกจาก VAT ที่รัฐบาลสามารถเก็บภาษีที่เป็นรายได้ของรัฐให้เพิ่มขึ้น เขาชี้ว่าปัจจุบันยังมีกลุ่มคนจำนวนมากที่หลุดออกไปจากระบบภาษีเงินได้ของไทย ซึ่งหากมองจากลำดับความสำคัญภาครัฐควรเข้าไปจี้ที่จุดนี้ให้เพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มคนที่จงใจเลี่ยงภาษีและควรถูกเพ่งเล็งได้แก่

  • กลุ่มร้านที่รับแค่เงินสดและไม่ทำบัญชี ร้ายขายของออนไลน์ที่ไม่แจ้งรายได้
  • กลุ่มธุรกิจต่างชาติที่ใช้ช่องทางการรับเงินผ่านระบบต่างประเทศ เช่น Alipay ทำให้รัฐไม่มีทางติดตามรายได้ได้
  • กลุ่มเอสเอ็มอีที่ไม่จดทะเบียน VAT
  • กลุ่มผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่ยื่นภาษี

เขาชี้ว่า การเพิ่มรายได้ภาษีเป็นเรื่องที่รัฐต้องทำอยู่แล้ว แต่หากจะเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง ให้เริ่มจากการไปจัดการกับคนรวยที่ยังเลี่ยงภาษีก่อน จากนั้นให้ดึงคนที่ควรอยู่ในฐานภาษีแต่ยังไม่อยู่เข้ามาให้ครบ แล้วค่อยมาพูดเรื่องขึ้น VAT หรือเพิ่มภาษีฐานอื่น

สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, (แฟ้มภาพ)

ผศ.ดร.ยุทธนา เห็นตรงกัน ดร.นณริฏ และตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ประมาณครึ่งประเทศ รัฐเคยจริงจังกับการแก้ปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน

"คนทำงานออฟฟิศจ่ายภาษีเต็ม ๆ หนีก็ไม่ได้ แต่ร้านค้าหนีได้ไหม แค่เขาบอกว่าไม่รับเงินโอน จ่ายสดเท่านั้น ก็ได้ เงินหนีภาษีพวกนี้มันคือเงินผิดกฎหมายอยู่แล้ว แต่คุณไม่ไปเก็บตรงนั้น คุณมาเก็บคนที่ต้องจ่ายอยู่ในระบบอยู่แล้ว… ถ้าหากว่าตัวเลขมันเกิดขึ้นมาได้ สมมติว่าขึ้นมาได้สักแสนล้าน นี่เทียบเท่ากับการขึ้น VAT ประมาณ 1%-1.5% เลยนะ" เขาตั้งข้อสังเกต

อาจารย์ด้านกฎหมายผู้นี้ยังเสริมว่า หนึ่งในการเพิ่มรายได้ที่มีประสิทธิภาพก็คือ การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป

"ตัวงบประมาณของเราอยู่ที่ประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท สมมติว่าถ้าเราลดต้นทุนสัก 10% ได้เงินเพิ่มขึ้นมา 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งนี่เทียบเท่ากับ VAT 3%" เขาลองคำนวณให้ดู

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีทั้งสามคนต่างมองตรงกันว่าสุดท้ายแล้วการจัดลำดับความสำคัญเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือเมื่อแก้ปัญหาดึงคนเข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษีได้เต็มศักยภาพขึ้นแล้ว หรือใช้เงินได้ดีขึ้นแล้ว ก็จะเข้าสู่การเพิ่มภาษีในฐานต่าง ๆ

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "...คุณรู้อยู่แล้วคุณอยากจะไปจัดการคนมีเงิน คุณก็ไปจัดการตรงนั้นสิ คุณจะมาจัดการกับสินค้าทั่วไปเพื่ออะไร หรือว่าจะมาจัดการกับคนที่เสียภาษีรายได้เป็นปกติ ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้วเพื่ออะไร" ดร.นงนุช เสนอแนะ

สำหรับประเด็นนี้ ดร.นงนุช เสนอว่า ไทยสามารถปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตขึ้นได้ เพราะตามหลักแล้วนี่เป็นการเก็บภาษีเพื่อปรับลดพฤติกรรมการบริโภคของผู้คน โดยการบริโภคเหล่านี้มักทำลายสิ่งแวดล้อมหรือทำลายสุขภาพของคน

"โดยรูปแบบของภาษีสรรพสามิต คุณจะเก็บ 300% หรือ 400% ก็เก็บไป เพราะคุณต้องการให้เขาลด แต่ส่วนใหญ่คนที่จะบริโภคสินค้าที่ถูกเก็บสรรพสามิตคือใคร ก็คือคนมีเงิน" ดร.นงนุช กล่าว

เธอยกตัวอย่างต่อไปว่า กรณีอย่างรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับมาตรการสนับสนุนระหว่างปี 2567-2570 โดยรับสิทธิลดภาษีสรรพสามิต หรือการอุดหนุนอื่น ๆ เธอเสริมว่าเป็นสิ่งที่ทำได้เพื่อสนับสนุนการใช้งาน แต่ก็ยังมีโอกาสในการเก็บภาษีกับรถยนต์ไฟฟ้าราคาแพง ๆ หรือในกลุ่มหรูหราซึ่งผู้ซื้อมีกำลังซื้อ

"ถ้าคุณมีปัญญาที่จะจ่ายมูลค่าที่แพง แปลว่าคุณถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าได้ เพราะเขาไม่เดือดร้อนเยอะ [รัฐ]ต้องไประบุให้ได้ก่อนว่าคนรวยใช้อะไร คนไม่รวยใช้อะไร แยกตรงนี้ก่อน แล้วไปเก็บให้ตรงจุดตามอัตราก้าวหน้า… คุณรู้อยู่แล้วคุณอยากจะไปจัดการคนมีเงิน คุณก็ไปจัดการตรงนั้นสิ คุณจะมาจัดการกับสินค้าทั่วไปเพื่ออะไร หรือว่าจะมาจัดการกับคนที่เสียภาษีรายได้เป็นปกติ ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้วเพื่ออะไร" ดร.นงนุช เสนอแนะ

สำหรับ ดร.นณริฏ ช่องทางการเก็บภาษีอื่น ๆ ที่เขาเสนอแนะยังประกอบไปด้วย การยกเลิกฐานภาษี VAT ที่ 1.8 ล้านบาท ซึ่งเขาชี้ว่ามีงานวิจัยบอกว่ามีธุรกิจหลายธุรกิจพยายามจะคุมรายได้ตัวเองให้มันต่ำกว่าตัวเลขเพดานนี้ เพื่อเลี่ยงเสียภาษี

เขายังพูดถึงการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเขาย้ำว่า "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเก็บถูกมาก ทั้งที่จริง ๆ ภาษีที่ดินเป็นภาษีที่มันสร้างความเหลื่อมล้ำสูง คนรวยถือครองที่ดินเต็มไปหมด อันนี้ก็ต้องจัดเก็บภาษีให้เยอะ" เช่นเดียวกับการเก็บภาษีความมั่งคั่งจากบุคคลที่มีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท

"เราไม่รู้หรอกว่าคุณมีรายได้มาจากไหนบ้าง ถูกกฎหมายผิดกฎหมายเราไม่รู้ คุณร่ำรวยเกินปกติ ต่างประเทศเขาก็มีการจัดเก็บ 2%-3% เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม"