เมื่อปี 2019 เอปสตีนพยายามซื้อวังหรูที่โมร็อกโก ก่อนจะถูกจับกุมเพียงวันเดียว

A courtyard with tiled floor, fountain and white ornately carved walls

ที่มาของภาพ, US Department of Justice

คำบรรยายภาพ, วัง "บิน เอนนาคิล" ตั้งอยู่ในย่านพัลเมแรอีที่หรูหราของเมืองมาร์ราเกช และได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอก
    • Author, เอมีร์ เนเดอร์ และ ซามูเอล โอเวอร์ส
    • Role, บีบีซี อาย อินเวสทิเกชัน
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

หนึ่งวันก่อนที่เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้อื้อฉาวจะถูกจับกุมตัวในปี 2019 เขาได้พยายามจะซื้อวังอันหรูหรามูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แห่งหนึ่งในประเทศโมร็อกโก ซึ่งหลายฝ่ายสงสัยว่าเขาน่าจะเตรียมใช้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งพักพิง เพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ

ข้อมูลที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เผยออกสู่สาธารณะเมื่อเดือนที่แล้ว ชี้ว่าเอปสตีนได้พยายามขอซื้อวัง "บิน เอนนาคิล" (Bin Ennakhil) มาตั้งแต่ปี 2011 แต่ไม่สามารถตกลงราคากับผู้ขายได้ จนการเจรจาต้องยืดเยื้อมานานเป็นเวลาหลายปี

วังแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านพัลเมแรอีที่หรูหราของเมืองมาร์ราเกช และได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอก เนื่องจากก่อสร้างด้วยช่างฝีมือ 1,300 คน จนทั้งวังเต็มไปด้วยงานแกะสลักลวดลายและงานปูกระเบื้องโมเสกอันประณีต

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2019 ก่อนเขาจะถูกจับกุมเพียงวันเดียว เอปสตีนได้ลงนามอนุมัติให้โอนเงินเพื่อซื้อวังบิน เอนนาคิล ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารเป็นจำนวนเงิน 14.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากได้ทำข้อตกลงเข้าซื้อกิจการของบริษัทออฟชอร์ (offshore) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ในต่างประเทศที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้ ด้วยวงเงิน 18 ล้านยูโร ไปก่อนหน้านั้นแล้ว

Epstein mugshot taken for the New York State Division of Criminal Justice Services' sex offender registry 2017

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เอปสตีนพยายามขอซื้อวังบิน เอนนาคิล มาตั้งแต่ปี 2011 แต่ไม่สามารถตกลงราคากับผู้ขายได้ จนการเจรจาต้องยืดเยื้อมานานเป็นเวลาหลายปี
Epstein signed a $14.95 million wire transfer on 5 July 2019
คำบรรยายภาพ, เอปสตีนลงนามอนุมัติให้โอนเงินเพื่อซื้อวังบิน เอนนาคิล ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร เป็นจำนวนเงิน 14.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2019 ก่อนเขาจะถูกจับกุมเพียงวันเดียว

แฟ้มเอกสารในคดีของเอปสตีนที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยสู่สายตาสาธารณชน ชี้ว่าการโอนเงินเพื่อซื้อวังดังกล่าว เป็นธุรกรรมการเงินสำคัญที่เอปสตีนได้ทำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะถูกทางการสหรัฐฯ จับกุมในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี หลังเขาเดินทางกลับมาถึงสนามบินนครนิวยอร์ก

หลังถูกจับกุมเพียงสามวัน นายริชาร์ด คาห์น ทนายความของเอปสตีนได้ยกเลิกการโอนเงินข้ามประเทศดังกล่าว ทำให้ในที่สุดการเข้าซื้อวังบิน เอนนาคิล ของเอปสตีน ไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปโดยสมบูรณ์

โมร็อกโกไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับสหรัฐฯ ทำให้สื่อท้องถิ่นพากันคาดการณ์ว่า เอปสตีนซื้อวังอันหรูหราในเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของโมร็อกโกเอาไว้ เพื่อเตรียมใช้เป็นสถานที่หลบซ่อนตัวและหลบหนีการจับกุม หากเกิดมีการตั้งข้อหาใหม่เพื่อดำเนินคดีกับเขาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม อดีตคนใกล้ชิดของเอปสตีนผู้หนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม บอกว่าการโอนเงินซื้อวังอย่างกระชั้นชิดก่อนการจับกุมเช่นนี้ แสดงว่าเขาไม่ได้ล่วงรู้มาก่อนเลยว่า จะต้องสูญเสียอิสรภาพในวันที่ 6 ก.ค. 2019

"แต่มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากก่อนหน้านั้นเขาคิดจะหาที่พักพิงหลบภัยสักแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาจะยังคงใช้ชีวิตหรูหราเยี่ยงราชาต่อไปได้" อดีตคนใกล้ชิดของเอปสตีนกล่าว

อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อความใดในแฟ้มเอกสารที่เพิ่งได้รับการเปิดเผย ชี้ชัดว่าเอปสตีนได้เคยหารือกับคนใกล้ชิด เรื่องการใช้ประเทศโมร็อกโกเป็นสถานที่หลบเลี่ยงการจับกุมตัวแต่อย่างใด

A large room ornately carved red walls, dark red furnishings and large door opening onto courtyard

ที่มาของภาพ, US Department of Justice

คำบรรยายภาพ, ข้อมูลจากแผ่นพับที่แนะนำวังบิน เอนนาคิล แก่ผู้สนใจเข้าซื้อ บอกว่าวังแห่งนี้ใช้ช่างฝีมือ 1,300 คน ก่อสร้างเป็นเวลานาน 3 ปี

ความสัมพันธ์ระหว่างเอปสตีนกับประเทศโมร็อกโกมีมายาวนาน โดยอาจจะนับย้อนไปได้อย่างน้อยถึงช่วงต้นทศวรรษ 2000 เพราะบันทึกความทรงจำของเวอร์จิเนีย จุฟเฟร หนึ่งในเหยื่อที่กล่าวหาว่าเอปสตีนกระทำความผิดทางเพศและค้ามนุษย์นั้น ระบุว่าเอปสตีนกับแฟนสาวคือจิสเลน แม็กซ์เวลล์ เคยพาเธอเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปยังเมืองแทนเจียร์ของโมร็อกโก เพื่อเยี่ยมชมดูการตกแต่งภายในของคฤหาสน์หรูหลายแห่ง เนื่องจากตอนนั้นเอปสตีนต้องการจะออกแบบตกแต่งบางส่วนของบ้านพักบนเกาะเสียใหม่ ด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปะสไตล์โมร็อกกัน

ต่อมาในปี 2002 เอปสตีนและแม็กซ์เวลล์ยังได้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรสของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดแห่งโมร็อกโก ในฐานะแขกรับเชิญของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ของสหรัฐฯ ด้วย

เส้นสายของเอปสตีน

ศาลตัดสินว่าเจฟฟรีย์ เอปสตีน มีความผิดฐานล่อลวงให้ผู้เยาว์ค้าประเวณีจริงเมื่อปี 2008 และหลังได้รับการปล่อยตัวจากการถูกลงโทษกักบริเวณภายในบ้านพัก ความสนใจของเขาที่มีต่อประเทศโมร็อกโกก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาก โดยแฟ้มเอกสารที่ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณะชี้ว่า ในปีเดียวกันเขาได้ขอให้นายปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตรัฐมนตรีในสังกัดพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักร หาคนมาช่วยติดต่อเป็นธุระเรื่องการมองหาบ้านในเมืองมาร์ราเกชให้เขาสักหลัง

Peter Mandelson in grey top, navy jacket and glasses smiles as he is led away by police following his arrest earlier this week

ที่มาของภาพ, PA

คำบรรยายภาพ, เมื่อปี 2010 เอปสตีนได้ขอให้ปีเตอร์ แมนเดลสัน (บุคคลในภาพซึ่งถูกจับกุมไปเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้) หาคนมาช่วยติดต่อเป็นธุระเรื่องการมองหาบ้านในเมืองมาร์ราเกชให้เขาสักหลัง

นอกจากนี้ แฟ้มเอกสารดังกล่าวยังให้รายละเอียดว่า เอปสตีนได้เดินทางเยือนโมร็อกโกเป็นครั้งคราวหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา โดยพักอยู่ในย่านพัลเมแรอีที่หรูหราและมีความเป็นส่วนตัวสูง ของบรรดามหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพลที่เป็นชาวต่างชาติ หนึ่งในนั้นคือจาเบอร์ อัล ธานี สมาชิกแห่งราชวงศ์กาตาร์ ซึ่งสนิทสนมกับเอปสตีนมากจนถึงขั้นที่เขานับถือเป็น "พี่ชายชาวอาหรับ" เลยทีเดียว

แต่ถึงกระนั้น บุคคลที่ถูกเอ่ยพาดพิงหรือปรากฏตัวในรูปภาพของแฟ้มเอกสารคดีเอปสตีน ไม่อาจจะถือว่าได้ร่วมกระทำความผิด หรือต้องสงสัยว่ามีส่วนพัวพันด้วยแต่อย่างใด

วังบิน เอนนาคิล กับ "มิสเตอร์คิส"

คารีนา ชูลีแอก แฟนสาวที่เคยคบหากันมายาวนานคนหนึ่งของเอปสตีน เป็นคนริเริ่มค้นหาอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจในเมืองมาร์ราเกช โดยมีการเดินทางไปดูสถานที่จริงหลายครั้ง และมีการเจรจาต่อรองราคาผ่านทางอีเมลโดยใช้ชื่อของเธอหลายฉบับ

มาร์ก ลีออน หุ้นส่วนของบริษัท Kensington Luxury Properties บอกกับบีบีซีว่า เอปสตีนแสดงความสนใจในวังบิน เอนนาคิล ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของทางบริษัทมาตั้งแต่ปี 2011 โดยชื่อของวังมีความหมายในภาษาอาหรับว่า "ในหมู่ต้นปาล์ม"

(ข้อมูลด้านล่างนี้มาจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งอีเมลต้นฉบับมีไฟล์แนบเป็นรูปภาพถึง 72 ภาพ แต่ข้อความซึ่งนำมาแสดงในที่นี้ถูกตัดทอนให้สั้นลงเพื่อความกระชับ)

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเอปสตีนบอกกับบีบีซีว่า ในตอนแรกเขาคิดว่าราคาขายของวังแห่งนี้ตั้งไว้สูงเกินจริงที่ 55 ล้านยูโร จึงได้เจรจาต่อรองให้ต่ำลงมากว่านั้นมาก จนนายกุนเทอร์ คิส มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจจัดการของเสียชาวเยอรมัน เจ้าของเดิมของวังแห่งนี้เห็นว่าเป็นการดูหมิ่น จึงได้ปฏิเสธไม่ยอมเจรจาซื้อขายกับเอปสตีนอีก

อย่างไรก็ตาม ต่อมาเอปสตีนยังคงติดตามตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับวังแห่งนี้เพิ่มเติม โดยอาศัยความช่วยเหลือจากคารีนา ชูลีแอก ผู้เป็นแฟนสาว และเครือข่ายสายสัมพันธ์ของเขาในประเทศโมร็อกโก ทำให้ในปี 2018 เอปสตีนมีโอกาสเดินทางไปชมวังแห่งนี้ด้วยตนเอง ก่อนที่ชูลีแอกจะเสนอราคาขอซื้อเป็นครั้งสุดท้าย โดยแสร้งทำเป็นว่าเธอคือนายหน้าตัวแทนของลีออน แบล็ก มหาเศรษฐีนักลงทุนพันล้าน ซึ่งก็เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งของเอปสตีน

แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดของเอปสตีนและข้อมูลจากแฟ้มเอกสารที่เปิดเผยออกมา ยืนยันว่าในที่สุดเรื่องที่เอปสตีนคือผู้ซื้อตัวจริงก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป ทว่า "มิสเตอร์คิส" เจ้าของเดิมชาวเยอรมันกลับไม่ถือสา และยินดีจะเจรจาต่อในรายละเอียด เพื่อดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสมบูรณ์

ข้อมูลในแฟ้มเอกสารที่ได้รับการเปิดเผยยังบ่งชี้ว่า ในขั้นตอนหนึ่งของการซื้อขายวังบิน เอนนาคิล บริษัท Kensington Luxury Properties ได้เสนอแผนช่วยลดราคาและลดภาษีให้กับเอปสตีน โดยจะขึ้นทะเบียนวังแห่งนี้กับทางการโมร็อกโก ว่าได้นำออกขายในราคาเพียง 10 ล้านยูโร แต่เอปสตีนจะต้องโอนเงินจริง 20 ล้านยูโร เพื่อซื้อหุ้นของบริษัทออฟชอร์ที่มีชื่อเป็นเจ้าของวังแห่งนี้อยู่

การทำธุรกรรมแบบนี้จะช่วยให้เอปสตีนมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดของวัง และในขณะเดียวกัน เขาสามารถจะจ่ายภาษีให้ทางการโมร็อกโกในจำนวนที่น้อยลงมากด้วย โดยทางบริษัท Kensington Luxury Properties เน้นย้ำกับบีบีซีว่า แผนลดภาษีดังกล่าวไม่ได้ละเมิดกฎหมายหรือเป็นการทำผิดศีลธรรมแต่อย่างใด

นายลีออนบอกกับบีบีซีว่า "ธุรกรรมครั้งนี้ไม่ได้ละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับภาษีในข้อใดเลย คุณเอปสตีนต้องการจะจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ในโมร็อกโก เพียงเพื่อให้มีชื่อเป็นเจ้าของวังในโฉนด แม้ว่าเขาไม่จำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้นเลยก็ตาม"

ในตอนนั้นบริษัท Kensington Luxury Properties คือนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นตัวแทนในท้องถิ่นของสำนักประมูลคริสตีส์ (Christie's) อันเลื่องชื่อของอังกฤษ

ในที่สุดเอปสตีนตัดสินใจเข้าซื้อวังบิน เอนนาคิล ด้วยวิธีซื้อหุ้นของบริษัทออฟชอร์ที่เป็นเจ้าของวัง และกำลังอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในโมร็อกโกอย่างไร ในตอนที่เขาถูกจับกุมเมื่อปี 2019