หรือการเมืองยังคงเป็นที่ของผู้ชาย ปัจจัยใดทำให้สัดส่วน สส. หญิงในสภาไทยแทบไม่เพิ่มขึ้น ?

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 16 นาที

"ยกตัวอย่างกฎหมายคุกคามทางเพศ ถ้าไม่มี สส. หญิงในกรรมาธิการ (กมธ.) ก็อาจไม่มีเลนส์ในการแก้ปัญหาอย่างที่เห็นออกมาในฉบับนี้ได้" ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) บอกกับบีบีซีไทย

คำกล่าวของศศินันท์สะท้อนแนวคิดที่เชื่อกันว่าหากมีผู้หญิงในสภามากขึ้น ปัญหาของผู้หญิงซึ่งเป็นประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของสังคมจะได้รับการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดมากขึ้น แนวคิดนี้ยังเป็นรากฐานให้องค์การสหประชาชาติ กำหนดตัวเลขสัดส่วนผู้หญิงที่สภานิติบัญญัติใด ๆ ในโลกพึงมีไว้ที่ 30% เป็นอย่างต่ำ

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งปี 2569 พบว่าสัดส่วน สส. หญิงในสภา มีจำนวนจนถึงขณะนี้ 98 คนจาก 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร คิดเป็นไม่ถึง 1 ใน 5 ของจำนวนที่นั่งในสภาทั้งหมด ขณะที่ผลการเลือกตั้งอีกหนึ่งเขตยังไม่ได้รับการรับรองจาก กกต.

ในขณะที่สัดส่วนประชากรไทยล่าสุด มีสัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยประชากรเพศชายคิดเป็น 48.7% และเพศหญิง 51.3%

จากตัวเลขของ สส. หญิงที่ก้าวสู่สภาผู้แทนราษฎรได้ในการเลือกตั้ง 2569 ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดผู้หญิงจึงยังคงเข้าสู่การทำหน้าที่ผู้แทนในสัดส่วนที่น้อยนัก

บีบีซีไทยพูดคุยกับสอง สส. หญิงที่ตั้งใจจะผลักดันเรื่องความเท่าเทียมในสภาฯ คือ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ จากพรรคประชาชน และ รัดเกล้า สุวรรณคีรี จากพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่ออธิบายว่าเหตุใดจำนวน สส. หญิงในสภาล่างของไทยถึงไม่ขยายตัวมากนักในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

สัดส่วน สส. หญิงในไทยโตต่อเนื่อง แต่ยังน้อยกว่าเพื่อนบ้าน

อันที่จริงสัดส่วน สส. หญิงในสภาล่างของไทยเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งต่อเนื่องมายาวนาน นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา

จากฐานข้อมูลของสหภาพรัฐสภา (Parliamentary Union) การเลือกตั้งปี 2544 มีจำนวน สส. หญิงเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยมีในสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนหน้า ในการเลือกตั้งครั้งนั้นสัดส่วนสส. หญิงเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนหน้าที่มีอยู่ 5.5% กลายเป็น 8.4% และต่อมาก็เพิ่มขึ้นเป็น 10.6% ในการเลือกตั้งปี 2548

แม้การเมืองระบบผู้แทนราษฎรจะสะดุดในช่วงการรัฐประหารในปี 2549 แต่ในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ มาตัวเลขนี้ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2550 และปี 2554 สัดส่วน สส. หญิงในสภาอยู่ที่ 12.6% และ 15.8% ตามลำดับ ก่อนที่จะมีการรัฐประหารอีกหนหนึ่ง

ระหว่างการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557 สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีตัวแทนผู้หญิงเพียง 5.4% ทว่าการเลือกตั้งหลังจากนั้นก็ยังนำผู้หญิงเข้าสภาผู้แทนราษฎรในทิศทางที่เพิ่มขึ้นต่อจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า โดยการเลือกตั้งปี 2562 มี สส. หญิงในสภาเพิ่มขึ้นเป็น 16.2% ส่วนการเลือกตั้งปี 2566 ตัวเลขนี้กระโดดขึ้นมาเป็น 19.2%

จนกระทั่งการเลือกตั้งปี 2569 ครั้งล่าสุด ตัวเลขยังคงเติบโดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยสัดส่วนผู้หญิงในสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันคิดเป็น 19.6% ด้วยจำนวน สส. หญิง 98 คน จากที่นั่งทั้งหมด 499 คนที่ กกต. รับรองแล้วในปัจจุบัน

แม้มีเปอร์เซ็นต์ของ สส. หญิงเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นชนิดที่ถดถอยลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ นี้ ขณะเดียวกันตัวเลขนี้ยังห่างไกลจากค่าเฉลี่ยสัดส่วนผู้หญิงในสภานิติบัญญัติทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 27.5% ตามข้อมูลในปี 2568 และน้อยกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ (32.3%) เวียดนาม (31.6%) ฟิลิปปินส์ (28.3%) และอินโดนีเซีย (22.2%)

ในระดับโลกแล้วรายงานเรื่องข้อแตกต่างทางเพศ Gender Gap Report ปี 2025 ของเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) จัดอันดับด้านการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในรัฐสภาให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 106 ทั้งที่ในรายงานชิ้นเดียวกันนี้ จัดให้ผู้หญิงไทยมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมเป็นอันดับ 1

รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งยืนยันกับบีบีซีไทยว่าแม้สังคมและการเมืองจะเปิดมากขึ้นกว่าเดิมมาก ทว่าการเข้าสู่การเมืองของผู้หญิงในประเทศไทยนั้นมีปัญหาอย่างแน่นอน โดยยังมีอุปสรรคในทางวัฒนธรรม ค่านิยม และบรรทัดฐานฝังรากลึก

Bangkok, THAILAND: A woman walks past a billboard with pictures of candidates for the general election in central Bangkok, 31 March 2006. Prime Minister Thaksin Shinawatra vowed to ride out the political turmoil engulfing Thailand, two days before elections called as a referendum on his leadership. AFP PHOTO/ BAY ISMOYO (Photo credit should read BAY ISMOYO/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ป้ายหาเสียงในการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งต่อมาถูกประกาศให้เป็นโมฆะ

ปัจจัยใดผลักผู้หญิงไม่ให้เข้าใกล้สนามการเมือง

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์และ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เล่าจากประสบการณ์ในฐานะผู้หญิงที่ตัดสินใจลงสมัครชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรว่าความลังเลของผู้หญิงที่จะก้าวเข้าสู่การเมืองนั้น มีรากฐานฝังลึกมาจากวัฒนธรรม การแบ่งงานในครอบครัวและความปลอดภัย

  • ยังไม่รู้สึกว่าเป็นพื้นที่สำหรับผู้หญิง

ศศินันท์ สส. กรุงเทพมหานคร เขตสายไหม จากพรรคสีส้ม กล่าวถึงผู้หญิงหลายคนที่เกือบเข้าสู่วงการการเมืองว่า "ผู้หญิงที่อยากมาลงสนามการเมืองหลายคนเป็นผู้หญิงที่เก่งมาก มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ และต่างก็มีประเด็นของตัวเองที่อยากผลักดันทั้งนั้น แต่สุดท้ายเราจะเห็นว่าผู้หญิงมักคิดเยอะกว่าปกติ เราจะคิดแล้วคิดอีกว่า ฉันเก่งพอไหม ฉันดีพอหรือยัง หรือบางทีรู้สึกว่า ขออยู่ซัพพอร์ตข้างหลังดีกว่า ขอทำงานข้อมูลแทน"

แม้ว่าศศินันท์จะจัดตัวเองในประเภทหญิงแกร่ง "ผู้รอดชีวิต" ที่ไม่ยี่หระต่อคำสบประมาททางการเมืองมากนัก แต่เธอชี้ว่าผู้หญิงจำนวนมากผ่านการกดทับทางสังคมมาจริง ๆ และต้องได้รับการหนุนเสริมเพื่อให้พวกเธอกล้าเข้ามาสู่บทบาทผู้แทนราษฎร

ความคิดเห็นของศศินันท์สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องความเป็นผู้นำทางการเมืองของผู้หญิงในภูมิภาคอาเซียน ของมูลนิธิเวสมินเตอร์เพื่อประชาธิปไตยที่ชี้ว่า เส้นทางสู่การเป็นผู้นำทางการเมืองของผู้หญิงนั้นทั้งยาวนานและยากลำบากเป็นพิเศษ

รายงานวิจัยฉบับนี้บอกว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขาดความเชื่อมั่นในตนเองเนื่องจากพวกเธอมักต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และอคติจากผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง จนกลายเป็นอุปสรรคที่บั่นทอนและขัดขวางไม่ให้พวกเธอตัดสินใจก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ

อย่างไรก็ดี ศศินันท์ยังกล่าวว่าแนวโน้มนี้มีโอกาสคลี่คลายได้ง่ายขึ้น โดยเธอมองว่าวัยรุ่นหญิงในปัจจุบันเริ่มสนใจการเมืองมากขึ้น เพราะมีตัวอย่างหรือบุคคลต้นแบบที่ทำให้เห็นว่าเส้นทางนี้เป็นไปได้สำหรับผู้หญิงเช่นกัน ขณะเดียวกันพรรคการเมืองก็ต้องเสริมสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแบ่งปันประสบการณ์ควบคู่ไปด้วย

  • จะเป็นแม่ที่ดี หรือเป็น สส. ที่ดี

ส่วน รัดเกล้า สส. จากพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนมุมมองว่าวัฒนธรรมการแบ่งงานในครอบครัวยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงต้องเลือกระหว่างการทำตามอุดมการณ์และแสวงหาความมั่นคงเพื่อครอบครัว

"ผู้หญิงจำนวนมากต้องสวมหมวกหลายใบพร้อมกัน บางครั้งไม่ใช่แค่สองใบ แต่กลายเป็นสามใบสี่ใบ ทั้งบทบาทการทำงาน การดูแลบ้าน และการดูแลครอบครัว ที่ต้องรับภาระควบคู่กันไป ขณะเดียวกันงานการเมืองก็ไม่ใช่งานที่มั่นคง" สส. หน้าใหม่พรรคการเมืองสีฟ้าตอบคำถาม เมื่อบีบีซีไทยถามถึงสิ่งที่ยากที่สุดในการตัดสินใจเข้าสู่ชีวิตการเมือง

เธอกล่าวถึงการตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองว่าเธอต้องหันหลังให้งานในภาคเอกชน ขณะเดียวกันก็ต้องจัดแบ่งบทบาทของความเป็นแม่ใหม่

"เราก็พยายามพูดกับลูกเสมอว่าเราจะมีเวลาให้น้อยลง เขาเองก็ต้องเสียสละเวลาที่แม่อยู่กับเขา แต่ทั้งหมดนี้มันมีคุณค่ามากแค่ไหน และอยากให้เขาภูมิใจในสิ่งที่แม่ทำด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นความท้าทายเหมือนกัน"

รัดเกล้ายอมรับว่าเธอได้เลือกเส้นทางที่สร้างความหมายให้กับตนเองจากแรงสนับสนุนในครอบครัว ส่วนศศินันท์กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สส. บางรายรู้สึกต้องเลือกระหว่างการเป็น สส. ที่ดี หรือเป็นแม่ที่ดี ขณะที่บทบาทความเป็นพ่อทีดีนั้นได้รับการคาดหวังจากสังคมน้อยกว่ามาก

รัดเกล้ายังเสนอว่าในอนาคตหากต้องการดึงดูดให้ผู้หญิงทำงานในรัฐสภามากขึ้นก็ต้องมีการปรับสภาพแวดล้อมในสภาฯ ยกตัวอย่างเช่น การจัดพื้นที่รับเลี้ยงเด็กในรัฐสภาซึ่งจะมีส่วนช่วยผ่อนแรงให้ผู้หญิงที่อยู่พื้นที่การเมืองคลายกังวลหรือทำให้เห็นภาพการทำงานในรัฐสภาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้น

..

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, รัดเกล้า สุวรรณคีรี (คนที่สองจากซ้าย) รายงานตัวในฐานะ สส. ที่รัฐสภา 6 มี.ค. 2569
  • การถูกคุกคามกลับกลายเป็นเรื่องปกติ

นอกจากการจัดการตนเองและชีวิตครอบครัว การรับมือกับการเป็นบุคคลสาธารณะยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ผู้ตัดสินใจเข้าสู่การเมืองที่เป็นผู้หญิงต้องรับมือแตกต่างจากผู้ชาย

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรสต๊อปออนไลน์ฮาร์ม (Stop Online Harm) เผยว่าในช่วงการเลือกตั้งครั้งนี้ การคุกคามทางเพศยังแพร่หลายและได้รับการหนุนเสริมจากเทคโนโลยี เช่น จากเดิมที่เป็นเพียงการตัดต่อภาพหรือการใช้คำหยาบคาย ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) มาสร้าง "ดีปเฟก" (Deepfake) เพื่อคุกคามทำลายความน่าเชื่อถือโดยผู้สมัคร สส. ที่เป็นผู้หญิงหญิงตกเป็นเป้าหลัก โดยเฉพาะการคุกคามที่มีรากฐานมาจากเรื่องเพศ

สายใจเผยว่า บริการ "รถพยาบาลออนไลน์" ขององค์กรของเธอให้ความช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามทางเพศออนไลน์และได้มีส่วนให้คำปรึกษาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. สตรีไม่น้อยกว่า 15 รายในพรรคการเมืองหลายพรรค

การคุกคามไล่ไปตั้งแต่การแทะโลม ส่งภาพถ่ายอวัยวะเพศ ไปจนถึงส่งข้อความว่าอยากข่มขืน

เกี่ยวกับการคุกคามเหล่านี้ ศศินันท์ยืนยันว่ามันเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย

"น้องผู้หญิงใหม่ ๆ ที่เข้ามาเขาก็ถูก (คุกคาม) เหมือนกัน" เธอระบุ "มุมเขารู้สึกว่าเขาก็ไม่กล้าที่จะ เปิดเผยในเรื่องนี้ เพราะเขาก็รู้สึกว่าถ้าเขาพูดอะไรไป จะถูกมองเหมือนว่าเขางอแงหรือเปล่า เป็นเด็กหรือเปล่า หรือไม่อดทนหรือเปล่า"

ส่วนรัดเกล้าเผยว่าเธอเริ่มกังวลว่าการคุกคามจะลามไปถึงคนในครอบครัวหลังมีหนึ่งในความเห็นทางโลกออนไลน์เริ่มกล่าวถึงลูกสาวของเธอ ขณะเดียวกันก็เกิดกรณีการคุกคามทางเพศกับ ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศหรือ "จินนี่" ลูกสาวของคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ทำให้เธอต้องตั้งมาตรการพิเศษเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของสมาชิกในครอบครัว

สายใจกล่าวว่าบรรยากาศความตระหนักรู้ในประเด็นนี้ลดลง ทั้งในบรรยากาศทางสังคมและในหมู่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

"ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ มีการ "คอลเอาท์" (Call Out) เรื่องคุกคามทางเพศบ้าง ... แต่ (การเลือกตั้งครั้งนี้) นักการเมืองหญิงเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะรู้สึกว่าฉันก็โดน เธอก็โดน ซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น"

ขณะเดียวกัน สายใจระบุว่านักการเมืองหญิงทุกคนที่ติดต่อมาบอกตรงกันว่าพรรคการเมืองที่พวกเธอสังกัดนั้น "ไม่ค่อยช่วย พรรคบอกเหมือนกับว่าให้ไปจัดการเอง"

เธอกล่าวต่อไปว่าพรรคการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการชัดเจนในการปกป้องนักการเมืองจากการล่วงละเมิดทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมเพื่อช่วยให้ สส. รู้วิธีป้องกันตัวเอง การผลักดันให้บริษัทโซเชียลมีเดียร่วมรับผิดชอบในการลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย ตลอดจนการจัดบริการสนับสนุนด้านจิตใจสำหรับผู้ที่ถูกคุกคาม

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือจินนี่ (ซ้าย) และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ขวา) อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

แก้ไขสัดส่วน สส. หญิง ผ่านระบบโควตาทางเพศ จำเป็นหรือไม่

"แทบทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าถ้าผู้หญิงจะเข้าสู่การเมืองไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่คุณแทบต้องเป็น Somebody (ใครสักคน) มาก่อน" ดร.ปุรวิชญ์ จากคณะรัฐศาสตร์ กล่าวถึงการเข้าสู่การเมืองของผู้หญิง

"การเป็น Somebodyไม่ได้แปลว่าไม่มีอุปสรรคเลย แต่อุปสรรคจะน้อยกว่าผู้หญิงที่เป็นคนธรรมดา ซึ่งอาจไม่ได้มีต้นทุนสูงเท่าคนที่มาจากตระกูลการเมือง หรือครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง"

คำกล่าวของ ดร.ปุรวิชญ์สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องความเป็นผู้นำทางการเมืองของผู้หญิงในภูมิภาคอาเซียน ของมูลนิธิเวสมินเตอร์เพื่อประชาธิปไตยที่ยืนยันปรากฏการณ์นี้โดยชี้ว่า "ระบบอุปถัมภ์" และ "ธนกิจการเมือง" (Money politics) เป็นเหตุผลหลัก ขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างพรรคการเมืองที่นำโดยผู้ชายเป็นผู้เฝ้าประตู (Gatekeepers)

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับเดียวกันระบุว่ายังมีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่เลือกใช้วิธีเป็นผู้บุกเบิก (Trailblazer) โดยการก่อตั้งพรรคการเมืองหรือองค์กรของตัวเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งช่วยให้พวกเธอสามารถข้ามผ่านกำแพงของพรรคการเมืองแบบเดิมได้

กระนั้น การหวังพึ่งเพียงความพยายามระดับบุคคลอาจไม่เพียงพอ ดร.ปุรวิชญ์ สรุปว่าการแก้ปัญหาที่รากฐานทางวัฒนธรรมอาจต้องใช้เวลาชั่วอายุคน จึงมีการริเริ่มการใช้โควตาทางเพศ (Gender Quota) ในฐานะมาตรการชั่วคราวเพื่อเปิดประตูให้ผู้หญิงก้าวเข้ามามีพื้นที่ในระบบการเมืองในระยะสั้น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขกติกาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

จากฐานข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ พบว่าปัจจุบันมี 93 ประเทศทั่วโลกใช้ระบบโควตาทางเพศ โดยระบุในกฎหมายที่กำกับสถาบันต่าง ๆ ให้กำหนดให้สภานิติบัญญัติของชาตินั้นต้องมีสัดส่วนผู้หญิงอย่างน้อย 20-50% ตามแต่ละชาติจะกำหนด สัดส่วนที่ได้รับความนิยมที่สุดคือกำหนดให้มีผู้หญิงไม่น้อยกว่า 30% ในชาติที่ใช้สัดส่วนนี้มีอย่างเช่น อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี เวียดนาม เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 90 ระบุถึงการจัดทำบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งว่าให้พรรคการเมือง "คำนึง" ถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง โดยปราศจากภาคบังคับ

ทั้งศศินันท์ และรัดเกล้าต่างเห็นพ้องว่าโควตาทางเพศคือเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา

ศศินันท์ระบุว่าโควตาจะส่งผลทางจิตวิทยา ช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกว่า "มันมีพื้นที่ให้ฉันอยู่" และเพิ่มความมั่นใจในการลงสมัครการเมือง

"มันเหมาะสำหรับประเทศที่กี่ปี ๆ ตัวเลขมันก็ยังไม่ขึ้นสักที พอโควตาขึ้นมา ตัวเลขมันจะเพิ่มขึ้น... มันก็จะมีตัวอย่างของ สส. ผู้หญิงมากขึ้น คนก็จะรู้สึกว่ามันเป็นไปได้มากขึ้น มันเป็นเรื่องของจิตวิทยาด้วยส่วนหนึ่ง แล้วก็เป็นเชิงศาสตร์ที่เขาก็ทำงานวิจัยกันมาแล้วเหมือนกัน" ศศินันท์กล่าว และบอกว่า "พอถึงเวลานั้นโควตาก็จะหมดความจำเป็นไปเอง"

ขณะที่รัดเกล้ายอมรับว่าประเด็นโควตาทางเพศในทางการเมืองมักถูกมองว่าขัดแย้งในตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดคำถามว่าโควตาจะไปเบียดโอกาสของคนที่มีศักยภาพจริงหรือไม่

"แต่สำหรับเรา โควตาเป็นจุดเริ่มต้น มองเป็นเหมือนการทำงานเป็นเฟส ๆ เลย เฟสแรกต้องให้มีคนเข้าไปก่อน ให้มีตัวแทน มีเสียง มีคนทำงาน เฟสต่อไปเมื่อเวลาผ่านไป เราก็เริ่มคัดกรองจากคุณภาพงาน งานดีคนก็ได้อยู่ต่อ งานที่ไม่ดีก็จะแสดงออกให้ประชาชนเห็นเองว่าไม่ตอบโจทย์" สส. ประชาธิปัตย์ระบุ

แม้โควตาทางเพศจะเป็นทางออกที่ได้รับการผลักดันจากองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรเหนือรัฐอย่างองค์การสหประชาชาติ กระนั้นแล้วความสำคัญของ "จำนวนนับ" ยังถูกตั้งคำถาม ดังเช่น งานศึกษาเรื่องการเป็นตัวแทนเชิงเนื้อหาของผู้หญิงในสภานิติบัญญัติเอเชีย (Substantive Representation of Women in Asian Parliaments) ที่เขียนโดยสองนักวิจัยด้านรัฐศาสตร์ เดวิน เค. โจชี และ คริสเตียน เอเคิล

งานศึกษานี้ระบุว่า จำนวน สส. หญิง ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของความก้าวหน้าในด้านความเสมอภาคทางเพศในสภา แต่สิ่งที่มีผลอย่างแท้จริงคือบทบาทและการกระทำของผู้แทน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ว่ามีความตั้งใจผลักดันนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิทางเพศสภาพหรือไม่

งานวิจัยกล่าวต่อไปว่าการมีผู้หญิงเพิ่มขึ้นในสภาไม่จำเป็นต้องทำให้การเป็นตัวแทนดีขึ้นโดยอัตโนมัติ หากไม่มี "ตัวแสดงหลัก" ที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้อย่างจริงจัง ซึ่งบุคคลลักษณะนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้ แม้ผู้หญิงจะยังเป็นสัดส่วนน้อยในสภาก็ตาม

JAKARTA, INDONESIA - OCTOBER 1: A general view as members of Indonesia's parliament gather to be sworn in during their inauguration at the House of Representative Building on October 1, 2014 in Jakarta, Indonesia. The House of Representatives on Friday voted 226 to 135 to approve the bill, according to which governors, district chiefs and mayors would be elected by the local legislatures. (Photo by Oscar Siagian/Getty Images)

ที่มาของภาพ, Oscar Siagian/Getty Images

คำบรรยายภาพ, อินโดนีเซียมีระบบโควตาทางเพศ กระนั้นแล้วก็ประสบปัญหาไม่มีผู้หญิงเข้าสู่การเมืองมากพอ ทำให้ตัวเลขสัดส่วน สส. หญิงล่าสุดค้างอยู่ที่ 22% แม้จะตั้งเป้าไว้ที่ 30%

จะเพิ่มนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศได้อย่างไร

ขณะที่จำนวน สส. หญิงยังไม่มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้แทน สส. ที่ทำงานเชิงประเด็นเพื่อแก้ปัญหาในมิติทางเพศก็มีจำนวนน้อย ดร.ปุรวิชญ์ว่ามองว่าท้ายที่สุดการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มอัตลักษณ์ ผู้หญิง หรือกลุ่มอัตลักษณ์อื่น ๆ ยังจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันของผู้แทนทั้งหมด ไม่เฉพาะแค่ผู้หญิง แต่รวมถึง สส. ทุกคน ที่ต้องร่วมกันพิจารณาว่าโครงสร้างที่เอื้อต่อการทำงานแบบใดจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสภาและประชาชนในภาพรวม

รัดเกล้าเสนอว่าปัญหาความเท่าเทียมทางเพศควรถูกมองว่าเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการผลักดันอย่างจริงจัง

"ผู้หญิงจำนวนมากมีประสบการณ์ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับงานที่สังคมมองไม่เห็น เช่น งานดูแลครอบครัว การเลี้ยงลูก การดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้แต่การเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว งานเหล่านี้จำนวนมาก ไม่ได้รับค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นงานที่ทำให้สังคมเดินต่อได้" รัดเกล้ากล่าว

นอกจากนี้เธอยังเสนอว่าภาครัฐควรตั้งเป้าหมายเรื่องการทำงบประมาณโดยคำนึงถึงปัจจัยทางเพศ (Gender Budgeting) และจัดตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านนี้โดยเฉพาะในทุกหน่วยงาน เพื่อติดตามตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง

ด้านศศินันท์ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างการรวมกลุ่มของ สส. หญิงในสภาผู้แทนราษฎรโดยก้าวข้ามพรรคการเมืองที่สังกัด โดยชี้ถึงบทบาทของ "ชมรมสมาชิกรัฐสภาสตรีไทย" ในอดีตที่เคยมีบทบาทในการผลักดันกฎหมายหลายฉบับ

ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ซึ่งดำรงตำแหน่งจนถึง ธ.ค. 2568 ชมรมนี้ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยมี วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส. เพื่อไทย ในขณะนั้นเป็นประธาน

"ตอนแรกก็คุยกับพี่ยิ้ม (วิสาระดี) กันเหมือนกัน ว่าหากมีการผลักดันเรื่องกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หรือกฎหมายอื่น ๆ เราจะเป็นหน่วยงานที่เราจะซัพพอร์ตเหมือนกัน แต่สุดท้ายมันก็ยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะว่ามันติดเรื่องของการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพจนไม่ต่อเนื่อง" ศศินันท์กล่าวทิ้งท้าย

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, รัชนก ศรีนอก และ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ พรรคประชาชน