ทำไมประเทศในอ่าวเปอร์เซียยังไม่ตอบโต้อิหร่านในตอนนี้ ?

Smoke rising from an area near Dubai International Airport is seen through a vehicle’s windshield after a drone attack hit a fuel tank. In the foreground, an Emirates poster portraying a female flight attendant covers almost the entire façade of a building

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นับตั้งแต่สงครามของสหรัฐฯ กับอิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มต้นขึ้น อิหร่านได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงสนามบินนานาชาติดูไบด้วย
    • Author, หลุยส์ บาร์รูโช
    • Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

อิหร่านยังคงดำเนินการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย โดยการโจมตีเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อิหร่านได้โจมตีแหล่งพลังงานราสลาฟฟาน (Ras Laffan) ของกาตาร์หลังจากที่อิสราเอลโจมตีแหล่งน้ำมันสำคัญของประเทศอิหร่าน เซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จนถึงขณะนี้ กาตาร์และรัฐอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซียเลือกที่จะไม่ตอบโต้ต่ออิหร่านแม้ถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุใดพวกเขาจึงหลีกเลี่ยงการโจมตี และอะไรที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้พวกเขาตัดสินใจตอบโต้ ?

ความเสี่ยงที่สูงและผลตอบแทนที่จำกัด

.

เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารร่วมกันต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ทางการอิหร่านได้โจมตีตอบโต้ทันที ไม่เพียงแต่ด้วยการโจมตีอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการโจมตีต่อรัฐอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ด้วย

ไม่ว่าจะเป็น บาห์เรน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน

นอกจากการโจมตีฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคแล้ว ทางการของรัฐในอ่าวเปอร์เซียกล่าวว่าอิหร่านได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงสนามบิน โรงแรม พื้นที่อยู่อาศัย และที่สำคัญที่สุดคือแหล่งพลังงาน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ รัฐในอ่าวเปอร์เซียเลือกที่จะไม่ทำการโจมตีตอบโต้อิหร่านด้วยตนเองและหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงในสงครามนี้

"จากมุมมองของพวกเขา [รัฐในอ่าวเปอร์เซีย] นี่ไม่ใช่สงครามของพวกเขา และการตอบโต้มีความเสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนไปจากผู้สังเกตการณ์ที่อ่อนแอเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากพวกเขายังคงมีสิ่งที่ต้องสูญเสียมากกว่าที่จะได้รับ" ซินา ทูสซี นักวิจัยรับเชิญอาวุโสจากศูนย์นโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ กล่าว

ทูสซีกล่าวว่า การตัดสินใจที่ยับยั้งการโจมตีนี้มาจาก "ส่วนประกอบระหว่างความเปราะบาง การคำนวณเชิงกลยุทธ์ และผลตอบแทนที่จำกัด"

ทูสซีตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศในอ่าวเปอร์เซียมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การขนส่ง และความเชื่อมั่นของนักลงทุน "ซึ่งอิหร่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศสามารถก่อกวนสิ่งเหล่านี้ได้"

ที่น่าสังเกตคือ อิหร่านใช้อ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เป็นจุดต่อรองหลักของตน ทูสซีบอก

อย่างไรก็ตาม บิลาล ซาบ กรรมการผู้จัดการอาวุโสของบริษัท เทรนด์ส รีเสิร์ช แอนด์ แอดไวซอรี (Trends Research & Advisory) และอดีตเจ้าหน้าที่เพนตากอนในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก กล่าวว่า หากประเทศในอ่าวเปอร์เซียยังคงไม่โจมตีอิหร่าน "พวกเขากำลังส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลอิหร่านว่า สิ่งนี้สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้โดยไม่ต้องรับผลที่ตามมา"

"เป้าหมายของการตอบโต้ ในระยะสั้น คือการบังคับให้อิหร่านหยุดการโจมตี และในระยะยาว เพื่อสร้างมาตรการป้องปรามต่อการรุกรานของอิหร่านในอนาคต"

เขากล่าวเสริมว่าความเสี่ยงจะ "สูงมาก" เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าการโจมตีใด ๆ โดยประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะส่งผลกระทบต่อสงครามอย่างมีนัยสำคัญหรือจะเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดในเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีความลังเลใจในหมู่รัฐต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่จะร่วมมือกับอิสราเอลและเป้าหมายของอิสราเอลในภูมิภาคนี้ ตามที่ ร็อบ ไกสต์ พินโฟลด์ อาจารย์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศในภาควิชาการศึกษาด้านการป้องกันประเทศของคิงส์คอลเลจลอนดอน (King's College London) กล่าว

"มีความรู้สึกว่าอิสราเอลได้ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามครั้งนี้" เขาเสริม

'เหตุการณ์ในปี 2003 ยังคอยตามหลอกหลอน'

A view of the damaged part of the Dubai Creek Harbour Tower after it was hit by an Iranian drone attack in Dubai

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, นอกจากการโจมตีฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคแล้ว อิหร่านยังโจมตีสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของพลเรือน รวมถึงตึกสูงแห่งนี้ในนครดูไบด้วย

พินโฟลด์กล่าวว่า สำหรับผู้นำประเทศในอ่าวเปอร์เซียหลายคน มรดกจากสงครามในอิรักที่นำโดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นสิ่งที่คอยตามหลอกหลอนความคิดของคนในภูมิภาค

ในปี 2003 สหรัฐฯ บุกอิรักและโค่นล้มรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซนได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ตามมาคือสุญญากาศทางอำนาจที่นำไปสู่การก่อกบฏ ความรุนแรงทางศาสนา และความไม่มั่นคงเป็นเวลาหลายปีในอิรักและโดยรวมของภูมิภาค

"เหตุการณ์ในปี 2003 ยังคอยตามหลอกหลอน" พินโฟลด์กล่าว

"พวกเขากลัวว่ามันจะเปิดประตูสู่ความวุ่นวายและนำความไม่มั่นคงมาสู่ประตูหน้าบ้านของพวกเขา และยังกลัวว่าจะทำให้อิหร่านขยายอิทธิพลได้ ซึ่งพวกเขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าคิดถูก"

พินโฟลด์กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้รัฐในอ่าวเปอร์เซียกลัวว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนิน "ปฏิบัติการที่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน หรือไม่มีเส้นทางสำหรับวันหลังจาก [สงคราม]" และภูมิภาคนี้จะ "ถูกทิ้งไว้กับความยุ่งเหยิง"

แต่ในขณะที่มีความไม่พอใจในอ่าวเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มสงครามครั้งนี้ พวกเขายังคงพึ่งพาการคุ้มครองทางทหารของอเมริกาอย่างมาก

นอกจากจะเป็นที่ตั้งของฐานทัพและกองกำลังทหารสหรัฐฯ แล้ว รัฐในอ่าวเปอร์เซียหลายแห่งยังแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและพึ่งพาระบบป้องกันภัยทางอากาศของอเมริกาด้วย

เจ้าหน้าที่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศเหล่านี้สามารถสกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านได้เกือบทั้งหมด

"ถึงแม้ว่าพวกเขา [รัฐในอ่าวเปอร์เซีย] จะตั้งคำถามกับสหรัฐฯ ในระดับการเมือง แต่ในระดับปฏิบัติการและทางทหาร ความสัมพันธ์นี้ได้รับการทดสอบอย่างหนักและผ่านการทดสอบไปได้ด้วยดี" พินโฟลด์กล่าว

นับตั้งแต่เริ่มโจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว สหรัฐฯ ได้กำหนดเป้าหมายที่แตกต่างกันสำหรับปฏิบัติการทางทหาร ตั้งแต่การทำลายความสามารถของอิหร่านในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ผู้นำในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียเห็นว่าการทูตเป็นหนทางเดียวที่จะยุติการโจมตีได้

"วิธีเดียวที่จะทำให้แน่ใจได้ว่าไม่มีรัฐใดถูกโจมตีอีก คือการบรรลุข้อตกลงและมีการประนีประนอมโดยการเจรจา" พินโฟลด์อธิบาย

พลวัตด้านต่าง ๆ ระดับภูมิภาคที่แตกแยก

Vehicles move along a road as smoke billows from Saudi Aramco's Ras Tanura oil refinery after a reported Iranian drone strike

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ควันพวยพุ่งออกมาจากโรงกลั่นน้ำมันราส ทานูราของบริษัท ซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) หลังมีรายงานว่าถูกโดรนของอิหร่านโจมตี

พินโฟลด์กล่าวว่า อิหร่านไม่ได้โจมตีรัฐในอ่าวเปอร์เซียทุกประเทศด้วย "ความกระตือรือร้นที่เท่าเทียมกัน" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันระหว่างอิหร่านกับแต่ละประเทศ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกโจมตีมากที่สุดในช่วงสงคราม

ในปี 2020 ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนต่างสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอล

ในทางตรงกันข้าม โอมานซึ่งมีบทบาทมายาวนานในฐานะผู้เจรจาระหว่างอิหร่านและตะวันตก กลับถูกอิหร่านโจมตีน้อยกว่ามาก

พินโฟลด์กล่าวว่า "โอมานเป็นรัฐในอ่าวเปอร์เซียเพียงประเทศเดียวที่แสดงความยินดีกับผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน [โมจตาบา คาเมเนอี]" "เรื่องนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในเมืองหลวงอื่น ๆ ของประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียเท่าไหร่นัก""

โมฮัมเหม็ด บาฮารูน ผู้อำนวยการใหญ่ของศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะดูไบ กล่าวว่า "อิหร่านกำลังผลักดันให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียรวมตัวกันเป็นพันธมิตรต่อต้านอิหร่าน"

เขาเสริมว่า "ด้วยการโจมตีรัฐในอ่าวเปอร์เซีย อิหร่านกำลังเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นศัตรูและนั่นเสี่ยงจะก่อให้เกิดสงครามที่กว้างขึ้นซึ่งไม่มีใครต้องการ"

หลังจากการประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศอ่าวในซาอุดีอาระเบียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ประเทศอาหรับต่างเน้นย้ำถึงสิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ

อะไรอาจเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียตอบโต้ ?

Damaged building by an Iranian drone attack in Juffair, Manama, Bahrain

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, อาคารแห่งหนึ่งในบาห์เรนได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่าน

แม้ว่าขณะนี้กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียจะยังไม่ตอบโต้ แต่ "การคำนวณทางการเมืองอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว" ดร. เอช. เอ. เฮลเยอร์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัย RUSI ในสหราชอาณาจักรกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการโจมตีที่ขัดขวางการส่งออกพลังงานยังคงดำเนินต่อไปหรือทวีความรุนแรงขึ้น

เขากล่าวว่าความเป็นไปได้ประการหนึ่งที่อาจเปลี่ยนความคิดประเทศในอ่าวได้คือการโจมตีครั้งใหญ่ต่อโรงงานพลังงาน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากโจมตีโรงงานพลังงานราสลาฟฟานของกาตาร์ อิหร่านได้ให้คำมั่นว่าจะ "ทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง" ต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียหากการโจมตีโรงงานของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

อีกสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย คือ หากกลุ่มตัวแทนของอิหร่านในภูมิภาคโจมตีพวกเขาโดยตรง

"หากพวกเขาถูกโจมตีโดยกลุ่มฮูตี...นั่นจะเปิดแนวรบใหม่" พินโฟลด์กล่าว

ในสถานการณ์นี้ กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียอาจมองว่าความขัดแย้งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสหรัฐฯ และอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของพวกเขาเองด้วย เขากล่าวเสริม

Smoke rises following a strike on the Bapco Oil Refinery on Sitra Island Bahrain

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ควันลอยขึ้นหลังจากเกิดเหตุโจมตีที่โรงกลั่นน้ำมันแบปโค (Bapco) บนเกาะซิตรา ประเทศบาห์เรน

แม้ว่าในขณะนี้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียยังไม่ได้ตอบโต้อิหร่าน แต่พินโฟลด์กล่าวว่ากลยุทธ์ของอิหร่านนั้น "มีความเสี่ยงสูงมาก"

"อิหร่านกำลังทำลายความสัมพันธ์ทั้งหมดกับประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอิหร่านมองว่าความขัดแย้งนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดเพียงใด" เขากล่าว

เฮลเยอร์กล่าวว่าประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะ "ไม่ยอมรับ" ต่อการถูกอิหร่านโจมตีอย่างไม่มีจุดจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป้าหมายเป็นพลเรือน

ท้ายที่สุดแล้ว เขาคิดว่ากลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูงของอิหร่าน ซึ่งก็คือการกดดันประเทศในอ่าวเปอร์เซียให้ยับยั้งสหรัฐฯ นั้น มีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียต่ออิหร่านเอง

"[ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย] อาจตัดสินใจว่าถึงแม้พวกเขาจะคัดค้านสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านตั้งแต่แรก แต่ความมั่นคงของพวกเขาเองก็ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการตอบโต้ของอิหร่าน และการสนับสนุนปฏิบัติการทหารของสหรัฐฯ เพื่อยุติภัยคุกคามโดยตรงจากอิหร่านนั้นดูสมเหตุสมผลกว่า"