สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แต่ละฝ่ายต้องการอะไรกันแน่จากสงครามครั้งนี้ ?

Composite image of US President Donald Trump, Iran's leader Mojtaba Khamenei, and Israeli Prime Minister Benjamin Netanyahu

ที่มาของภาพ, Reuters/Getty Images

คำบรรยายภาพ, (ซ้ายไปขวา) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน, และเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล
    • Author, แฟรงค์ การ์ดเนอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคง
    • Reporting from, กรุงริยาด
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

คนส่วนใหญ่ แม้จะไม่ใช่ทุกคน ต้องการให้สงครามนี้ยุติโดยเร็วที่สุด แต่มันจะยุติภายใต้เงื่อนไขใด ตรงนี้เองที่จุดยืนของแต่ละฝ่ายมีความแตกต่างกัน

สหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีเป้าหมายในการทำสงครามที่ค่อนข้างคลุมเครือ และดูเหมือนจะแกว่งไปแกว่งมาระหว่างการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านแบบง่าย ๆ ไปจนถึงการเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล รวมถึงการล่มสลายโดยสมบูรณ์ของระบอบสาธารณรัฐอิสลาม

จนถึงตอนนี้ อิหร่านยังไม่ยอมจำนนและยังไม่ล่มสลาย แต่กองทัพของอิหร่านอ่อนแอลงอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดอย่างแม่นยำต่อเนื่องเป็นเวลา 16 วัน

แท้จริงแล้ว การเจรจาโดยอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่นครเจนีวาเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งโอมานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย มีความคืบหน้าในประเด็นนิวเคลียร์

ฝ่ายโอมานระบุว่าอิหร่านพร้อมยอมรับเงื่อนไขสำคัญหลายข้อ ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญว่ารัฐบาลอิหร่านไม่ได้มุ่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

สิ่งที่อิหร่านไม่พร้อมจะหารือ คือ การจำกัดหรือยุติโครงการขีปนาวุธของตน รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค เช่น กลุ่มฮูตีในเยเมน หรือฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ในโลกในอุดมคติของรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรหลาย ๆ ประเทศ สงครามนี้ควรจะจบลงด้วยการล่มสลายของระบอบอยาตอลเลาะห์ และถูกแทนที่อย่างฉับไวด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะไม่เป็นภัยต่อประชาชนของตนเองหรือประเทศเพื่อนบ้านอีกต่อไป แต่จนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น

ผลลัพธ์รองลงมาที่สหรัฐฯ ยอมรับได้คือ หากสาธารณรัฐอิสลามที่บอบช้ำอย่างหนักยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยุติการละเมิดสิทธิประชาชนของตนเอง และหยุดสนับสนุนกองกำลังกึ่งทหารหัวรุนแรงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็ดูไม่น่าเป็นไปได้ หลังอิหร่านเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่เป็นโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสายแข็งผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีแนวโน้มทำให้สหรัฐฯ ขุ่นเคืองมากขึ้น

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซบางส่วนถูกปิดกั้น และความกังวลในประเทศที่เพิ่มขึ้นว่าอเมริกากำลังถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีค่าใช้จ่ายสูงอีกครั้ง จะสร้างแรงกดดันให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยุติสงครามครั้งนี้มากขึ้น

ทว่า นอกจากคำว่า "ความล้มเหลว" แล้ว มันเป็นเรื่องยากสำหรับเขาในการนำเสนอสงครามนี้ในมุมอื่น ๆ หากระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงอยู่รอดได้โดยไม่สำนึกผิดและยังคงท้าทายต่อไป

อิหร่าน

People clear rubble in a house in the Beryanak District after it was damaged by missile attacks two days before, on March 15, 2026 in Tehran

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านหลายพันครั้ง

อิหร่านต้องการให้สงครามยุติโดยเร็วที่สุด แต่ไม่ใช่ในทุกเงื่อนไข กล่าวคือ ไม่ใช่ในลักษณะที่ต้องยอมทำตามข้อเรียกร้องทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐฯ

อิหร่านรู้ดีว่าตนเองมี "ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์" มากพอที่ทำให้การเผชิญหน้านี้ลากยาวนานกว่าความอดทนของทรัมป์ได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ

อิหร่านมีชายฝั่งยาวที่สุดในบรรดาประเทศกลุ่มอ่าว และมีศักยภาพในการคุกคามการเดินเรือซึ่งโดยปกติแล้วมีสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันโลก ได้อย่างต่อเนื่องในเส้นทางผ่านคอขวดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาช่วยรับมือผลกระทบของสงครามที่เขาเป็นผู้ริเริ่มร่วมกับอิสราเอล กำลังได้รับการตอบสนองด้วยความลังเล

สหราชอาณาจักร ยุโรป และประเทศอื่น ๆ ไม่ต้องการส่งกองทัพเรือของตนไปเสี่ยงภัยเพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบดังกล่าว เพราะพวกเขาไม่ได้สนับสนุนสงครามนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

อิหร่านกล่าวอย่างเป็นทางการว่าสงครามจะต้องยุติลงพร้อมกับหลักประกันที่หนักแน่นว่าอิหร่านจะไม่ถูกโจมตีอีก และยังต้องการเงินชดเชยความเสียหายจากสงครามสำหรับความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกิดจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งอิหร่านก็น่าจะรู้ดีว่าตนเองไม่น่าจะได้ทั้งสองอย่างที่เรียกร้อง

อย่างไรก็ตาม ผู้นำของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ต้องการแค่ต้อง "อยู่รอด" จากความขัดแย้งครั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถนำเสนอความขัดแย้งนี้ต่อประชาชนของตนเองและต่อโลกว่าเป็นชัยชนะได้

อิสราเอล

คำบรรยายวิดีโอ, ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นเหตุการณ์ที่ขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีกรุงเทลอาวีฟ

ในบรรดาทั้ง 3 ประเทศคู่ขัดแย้ง ได้แก่ สหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ดูเหมือนว่าอิสราเอลจะไม่มีความเร่งรีบที่จะยุติสงครามนี้มากที่สุด พวกเขาต้องการเห็นคลังขีปนาวุธของอิหร่านถูกทำลายให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงคลังเก็บยุทโธปกรณ์ ศูนย์บัญชาการและควบคุม ฐานเรดาร์ และฐานของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เมื่อเสียงปืนสงบลง ดังนั้นอิสราเอลต้องการให้อิหร่านเข้าใจว่าการสร้างขึ้นมาใหม่นั้นมีต้นทุนที่หนักหนาสาหัส นั่นคือกองทัพอากาศอิสราเอลมีศักยภาพที่จะย้อนกลับมาโจมตีซ้ำได้อีกภายในเวลาไม่กี่เดือน

อิสราเอลมองว่าขีปนาวุธของอิหร่านและโครงการนิวเคลียร์ที่น่าสงสัยของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของตน

อิหร่านมีหรืออย่างน้อยก็เคยมีอุตสาหกรรมขีปนาวุธและโดรนภายในประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า (อิหร่านเป็นผู้มอบโดรนชาเฮด [Shahed] ให้พันธมิตรอย่างรัสเซีย เพื่อใช้ถล่มยูเครน)

อิหร่านยังเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไปถึงระดับบริสุทธิ์ 60% ซึ่งสูงกว่าระดับที่จำเป็นสำหรับการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างมาก

เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ รวมกัน รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เห็นว่าภัยคุกคามคู่ขนานทั้งสองกรณีเป็นสิ่งที่อิสราเอลอยู่ร่วมด้วยไม่ได้

ประเทศกลุ่มอ่าว

คำบรรยายวิดีโอ, "บรรทัดฐานใหม่" บีบีซีเยี่ยมชมตลาดในกรุงโดฮา ซึ่งเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วง 2 สัปดาห์หลังเกิดสงครามอิหร่าน

สำหรับประเทศกลุ่มอ่าว ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน เคยคิดว่าพวกเขาสามารถอยู่ร่วมกับสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอ่าวเปอร์เซียได้

จนถึงตอนนี้พวกเขาโกรธอย่างมาก เพราะแม้จะปฏิเสธว่าไม่สนับสนุนสงครามกับอิหร่าน แต่ก็ยังถูกโจมตีจากโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านแทบทุกวัน

เฉพาะในไม่กี่ชั่วโมงแรกของวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) กระทรวงกลาโหมของซาอุดีอาระเบียรายงานว่าได้สกัดกั้นวัตถุที่ยิงมุ่งเป้าเข้ามายังดินแดนของตนมากกว่า 60 ลูก

"เส้นแดงถูกข้ามไปแล้ว" เจ้าหน้าที่ประเทศกลุ่มอ่าวคนหนึ่งบอกบีบีซี "ตอนนี้ไม่มีความไว้วางใจระหว่างเราและเตหะรานเลย และหลังจากนี้เราไม่อาจมีความสัมพันธ์แบบปกติด้วยกันได้อีก"