การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Stocktrek / Getty Images
- Author, บีบีซีนิวส์ แผนกภาษาเปอร์เซีย
- เวลาอ่าน: 11 นาที
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญที่สุดของโลกกำลังอยู่ในภาวะหยุดชะงัก หลังจากอิหร่านประกาศว่าจะ "จุดไฟเผาผู้ใดก็ตามที่พยายามผ่านเข้าไป" เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.)
คำเตือนนี้มาจาก อิบราฮิม จาบบารี ที่ปรึกษาของผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ประกาศทางโทรทัศน์ของทางการอิหร่าน
"พวกเขาไม่ควรเข้ามาในภูมิภาคนี้ หากเข้ามา พวกเขาจะต้องเผชิญกับการตอบโต้อย่างหนักหน่วงจากพวกเราแน่นอน" เขากล่าว
ประมาณ 1 ใน 5 ของน้ำมันดิบของโลกได้รับการขนส่งผ่านช่องทางของช่องแคบแห่งนี้ซึ่งมีความกว้างเพียงประมาณ 40 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด
ขณะเดียวกันราคาพลังงานทั่วโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก พุ่งทะลุ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นราว 9% จากราคาปิดเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นวันแรกของการโจมตี
นอกจากนี้ข้อมูลล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า ค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (ซูเปอร์แทงเกอร์) เพื่อขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังจีน ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากสัปดาห์ก่อน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่า 400,000 ดอลลาร์ต่อวัน
เซอร์ อเล็กซ์ ยังเกอร์ อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองลับเอ็มไอซิกซ์ (MI6) ของสหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีก่อนหน้านี้ว่า "การปิดช่องแคบแห่งนี้จะถือเป็นหายนะทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อราคาน้ำมัน"

ที่มาของภาพ, Atta Kenare / Getty Images
น้ำมันมากแค่ไหนถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ?
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การขนส่งสินค้า Vortexa ระบุว่าเมื่อปีที่แล้ว มีน้ำมันดิบ คอนเดนเสท (ไฮโดรคาร์บอนเหลวที่มีความหนาแน่นต่ำซึ่งมักพบในก๊าซธรรมชาติ) และเชื้อเพลิง มากกว่า 20 ล้านบาร์เรล ถูกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ในแต่ละวัน ซึ่งเทียบเท่ากับมูลค่าการค้าพลังงานที่ขนส่งผ่านเส้นทางทะเลเกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
อิหร่านตลอดจนชาติสมาชิกผู้ผลิตน้ำมันโอเปคอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และอิรัก ส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบนี้ โดยส่วนใหญ่ส่งไปยังเอเชีย
การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอาจทำให้การขนส่งน้ำมันทั่วโลกล่าช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทันที
ช่องแคบฮอร์มุซ แคบขนาดไหน ?

ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นช่องแคบระหว่างอิหร่านและโอมาน โดยมีทางเข้าและทางออกที่กว้างประมาณ 50 กม. และจุดที่แคบที่สุดตรงกลางกว้างเพียง 40 กม.
อย่างไรก็ตาม ช่องแคบนี้มีความลึกพอสำหรับเรือขนาดใหญ่เพียงแค่บริเวณตอนกลางของช่องแคบเท่านั้น
แผนภูมิการเดินเรือทางทะเลได้กำหนดช่องทางขาเข้าและขาออกที่ปลอดภัย รวมถึงพื้นที่กันชนด้านข้างไว้เพื่อป้องกันการชนกันระหว่างเรือที่แล่นทั้งสองช่องทาง โดยการกำหนดเกณฑ์ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการเดินเรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์โดยเฉพาะ ทำให้โดยรวมแล้วเรือขนาดใหญ่ต้องเดินเรือไปตามช่องทางที่มีความกว้างเพียงประมาณ 10 กม.
เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันแล่นเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย เรือจะเข้าใกล้เกาะทูนบ์ (Tunb) ใหญ่และเล็ก ซึ่งเป็นดินแดนที่เป็นข้อพิพาทระหว่างอิหร่านและประเทศในแถบอาหรับ
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การดำเนินการทางทหารเป็นวิธีที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในการขัดขวางการเดินเรือ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อปี 1980 ถึง 1988

ที่มาของภาพ, Gallo Images via Getty Images
หลักการเชิงป้องกันของอิหร่าน
นักวิเคราะห์ต่างกล่าวว่าสำหรับอิหร่าน การปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการ "อำนาจเชิงป้องกัน" ซึ่งเปรียบได้กับการมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง
ขณะที่ประชาคมโลกคัดค้านโครงการนิวเคลียร์ทางการทหารของอิหร่านมาอย่างยาวนาน มหาอำนาจต่าง ๆ ก็ได้ออกมากล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า พวกเขาจะไม่อนุญาตให้รัฐบาลอิหร่านใช้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของตนเองในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นแหล่งพลังงานของโลก
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า อิหร่านอาจสามารถปิดช่องแคบนี้ได้เพียงชั่วคราว แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากก็มั่นใจเช่นกันว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรจะสามารถฟื้นฟูการจราจรทางทะเลได้อย่างรวดเร็วด้วยการใช้กำลังทางการทหาร
อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วยวิธีใดได้บ้าง ?

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images
รายงานของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะของรัฐสภาสหรัฐฯ (US Congressional Research Service) ในปี 2012 ระบุว่า อิหร่านอาจใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไปโดยมีขั้นตอนต่าง ๆ ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยกตัวอย่างเช่น
- ประกาศห้ามเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่ระบุผลลัพธ์ที่จะตามมาหากมีการละเมิด
- ประกาศว่าเรือที่แล่นผ่านอาจถูกตรวจสอบหรือถูกยึด
- การยิงปืนเตือนใส่เรือ
- การกำหนดเป้าไปที่เรือบางลำด้วยกำลังทหาร
- การวางทุ่นระเบิดทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวเปอร์เซีย
- การใช้เรือดำน้ำและขีปนาวุธเพื่อกำหนดเป้าหมายไปที่เรือพาณิชย์และเรือรบ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ในสงครามอิหร่าน-อิรัก อิหร่านได้นำขีปนาวุธซิลค์เวิร์ม (Silkworm) มาใช้ในการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและวางทุ่นระเบิดทางทะเลในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย โดยทุ่นระเบิดดังกล่าวลูกหนึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับเรือ USS Samuel B Roberts และทำให้กองทัพสหรัฐฯ ตอบโต้
ทั้งนี้ ในตอนนั้นอิหร่านไม่สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดได้ แต่ประเทศก็ได้เพิ่มเบี้ยประกันการเดินเรือให้สูงขึ้น และทำให้เกิดความแออัดของการเดินเรือที่บริเวณทางออกของอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมากตามมา

ที่มาของภาพ, Norbert Schiller via Getty Images
เชี่ยวชาญคาดการณ์สถานการณ์ข้างหน้าไว้อย่างไรบ้าง ?
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิผลที่สุดของอิหร่านในการหยุดยั้งเรือราว 3,000 ลำที่แล่นผ่านเส้นทางช่องแคบนี้ในแต่ละเดือน ก็คือการวางทุ่นระเบิดโดยใช้เรือโจมตีเร็วและเรือดำน้ำ
กองทัพเรืออิหร่านและกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอาจเปิดฉากโจมตีเรือรบและเรือพาณิชย์ของประเทศต่าง ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม เรือรบขนาดใหญ่ของอิหร่านอาจกลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลหรือสหรัฐฯ
เรือเร็วของอิหร่านมักถูกติดอาวุธด้วยขีปนาวุธต่อต้านเรือ และประเทศนี้ยังมีเรือผิวน้ำ เรือกึ่งดำน้ำ และเรือดำน้ำอีกด้วย
ปัจจุบัน เว็บไซต์ติดตามทางทะเลที่ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม รายงานว่ามีการเคลื่อนไหวของเรือรบอิหร่านบริเวณใกล้พรมแดนทางทะเลตอนใต้ของประเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ประเทศใดจะกระทบหนักสุด หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ?
งานวิจัยของบริษัทวิเคราะห์ Vortexa ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (US Energy Information Administration -EIA) ประมาณการว่าในปี 2024 มีน้ำมันดิบ 84% และคอนเดนเสท (ไฮโดรคาร์บอนเหลวที่มีความหนาแน่นต่ำซึ่งมักพบในก๊าซธรรมชาติ) ประมาณ 83% ออกจากช่องแคบแห่งนี้เพื่อจะมุ่งหน้าสู่ประเทศในภูมิภาคเอเชีย
EIA ระบุด้วยว่า จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รายใหญ่ที่สุด
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากช่องแคบแห่งนี้ประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2024 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 7% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด และคิดเป็น 2% ของการบริโภคน้ำมันทั่วประเทศ
สัดส่วนของน้ำมันที่ยุโรปขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้โดยรวมคาดว่าน่าจะน้อยกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น ดูเหมือนว่าความเป็นไปได้ของการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะกระทบต่อประเทศอาหรับและประเทศในภูมิภาคเอเชียมากกว่าสหรัฐฯ หรือมหาอำนาจในยุโรป ซึ่งแสดงความเป็นพันธมิตรกับอิสราเอลในความขัดแย้งครั้งล่าสุด
ทั้งนี้ ประเทศในภูมิภาคเอเชียหลายชาติมีความสัมพันธ์ที่ดีหรือใกล้ชิดกับอิหร่าน
อิทธิพลของประเทศจีน

ที่มาของภาพ, CFOTO / Future Publishing via Getty Images
ประเทศจีนเป็นหนึ่งในชาติที่บริโภคน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากที่สุดรายหนึ่งของโลก โดยน้ำมันดังกล่าวจำหน่ายโดยอิหร่านในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยให้กรุงเตหะรานรับมือกับการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำได้
EIA ประมาณการว่าในปี 2024 จีนซื้อประมาณ 90% ของน้ำมันที่อิหร่านส่งออกสู่ตลาดโลก
ฟีรูซาบาดี เลขาธิการสภายุทธศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่าหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด "ประเทศแรกที่จะได้รับความเสียหายคือจีน และดังนั้น การเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับจีนเช่นกัน"
ในฐานะผู้บริโภคน้ำมันของอิหร่านรายใหญ่ รัฐบาลกรุงปักกิ่งไม่น่าจะยินดีกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ โดยจีนอาจใช้วิธีทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันการปิดเส้นทางพลังงานที่สำคัญนี้
ก่อนหน้านี้ อนัส อัลฮัจจี หุ้นส่วนบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Outlook Advisors บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี (CNBC) ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจส่งผลเสียต่อพันธมิตรของอิหร่านมากกว่าศัตรู
"พวกเขา [อิหร่าน] ไม่ต้องการทำอะไรที่จะเป็นการทำร้ายตัวเองเป็นคนแรก" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Chip Hires via Getty Images
เส้นทางอื่น ๆ สามารถทดแทนช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่ ?
การขู่อย่างต่อเนื่องเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียต้องพัฒนาเส้นทางส่งออกอื่น ๆ ในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ตามรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบียได้เปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำมันยาว 1,200 กิโลเมตร และสามารถขนส่งน้ำมันดิบได้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในปี 2019 ซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับเปลี่ยนท่อส่งก๊าซธรรมชาติชั่วคราวเพื่อขนส่งน้ำมันดิบ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เชื่อมต่อแหล่งน้ำมันภายในประเทศกับท่าเรือฟูไจราห์ ในอ่าวโอมานด้วยท่อส่งน้ำมัน โดยมีกำลังการผลิต 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในเดือน ก.ค. 2021 อิหร่านได้เปิดตัวท่อส่งน้ำมัน โกเรห์-จัสก์ (Goreh-Jask) ซึ่งตั้งใจจะขนส่งน้ำมันดิบไปยังอ่าวโอมาน ท่อส่งน้ำมันนี้สามารถขนส่งน้ำมันได้ประมาณ 350,000 บาร์เรลต่อวัน แม้ว่ารายงานจะระบุว่าอิหร่านยังไม่ได้ดำเนินการใช้ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวก็ตาม
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ ระบุเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 ว่าท่อส่งน้ำมันที่มีอยู่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย มีความสามารถที่ยังไม่ได้ใช้งานประมาณ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งอาจนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้































