สงครามในตะวันออกกลางกระทบเกษตรกรไทยอย่างไร เมื่อราคาปุ๋ย "กำลังขยับขึ้น" แล้ว

ที่มาของภาพ, กรมการค้าภายใน/HAND OUT
- Author, ปวีณา นิลบุตร
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 12 นาที
สินค้าเกษตรหลากหลายชนิดในไทยเป็นที่ต้องการสำหรับการบริโภคในประเทศและยังเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ แต่สิ่งจำเป็นหลักที่ใช้ในการผลิต คือ ปุ๋ย ที่ตอนนี้ราคากำลังขยับขึ้น หลังจากช่องทางขนส่งสินค้าได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง
ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นหลัก เมื่อปีที่แล้วไทยนำเข้าปุ๋ย 529,560 ตัน รวมเป็นมูลค่ารวม 95,152 ล้านบาท โดยประเทศที่ไทยนำเข้าจากมากที่สุด คือ จีน, ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, มาเลเซีย และโอมาน ตามลำดับ
ทว่า สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ก็ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเกิดอุปสรรคเพราะอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้า
เกษตรกรในไทยที่อยู่ห่างจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดความขัดแย้งเกิน 5,000 กม. ต้องแบกรับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้อย่างไรบ้าง
ราคาปุ๋ย "กำลังขยับขึ้น"
ธีรสินทร์ ธนชวโชจน์ เลขาธิการสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และชาวนาวัย 51 ปี ที่เป็นเกษตรกรมาตลอดชีวิตบอกกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันปุ๋ยยังหาซื้อได้แต่ราคา "กำลังขยับขึ้น" หลังเกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเพราะที่ผ่านมาก็ประสบกับราคาปุ๋ยที่แพงอยู่แล้ว
"ระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมาปุ๋ยมันแพงขึ้นอยู่แล้ว ถ้าเราเปรียบเทียบกับผลผลิตที่เราออกจำหน่ายกับราคาข้าว แต่หลังจากเมื่อเกิดสภาวะสงครามมันทำให้ราคาปุ๋ยมันขยับขึ้น มันทำให้พวกเราอยู่ยากเข้าไปอีก" ธีรสินทร์บอก
เขาบอกด้วยว่าหลังเกิดสงคราม ปุ๋ยที่เขาหาซื้อได้ก็ราคาขึ้นทันทีโดยไม่ทราบสาเหตุเพราะปุ๋ยก็ยังเป็นปุ๋ยสต็อกเก่าที่ร้านค้าได้รับมาในราคาเดิม ยังไม่ใช่สต็อกใหม่ที่อาจมีราคาสูงขึ้น
"พอเกิดสงครามขึ้นปุ๊ป ราคา [ปุ๋ย] มันก็ขึ้นปั๊บเลย ผมก็ไม่รู้ขึ้นเพราะสาเหตุอะไร อาจจะเป็นเพราะเรื่องจิตวิทยาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าปุ๋ยราคาต้นทุนมันมีมาตั้งนาน พวกนี้เขาซื้อมาเป็นสต็อกหลายเดือนแล้ว แต่แค่เอามาขายเก็งกำไรกัน" เขาเสริม
เขาบอกด้วยว่า ราคาปุ๋ยยูเรีย จากเมื่อช่วงก่อนสงครามบริเวณตะวันออกกลาง เขาสามารถหาซื้อได้ในราคา 800 บาท ต่อกระสอบ ตอนนี้เขาต้องซื้อปุ๋ยชนิดนี้ในราคา 900-930 บาท ถือเป็นต้นทุนที่เกษตรกรต้องแบกรับเพิ่ม ทั้งที่ราคารับซื้อข้าวยังอยู่เท่าเดิมที่ 7,200-7,600 บาทต่อตัน
เขาบอกด้วยว่าหากราคาปุ๋ยขึ้นมากระสอบละ 100-200 บาท ต้นทุนของเขาก็จะเพิ่มไป 200 บาทต่อไร่ ซึ่งอาจดันให้ต้นทุนรวมทั้งหมดเพิ่มขึ้นอีกราว 14,000 บาทจากที่นาทั้งหมด 70 ไร่
ธีรสินทร์มองว่าด้วยราคาที่แพงขึ้นที่เกษตรกรเจอด้วยตัวเอง แนวทางการตรึงราคาปุ๋ยของรัฐบาลในทางปฏิบัติยังไม่เห็นผลชัด
"รัฐบาลเขาคุมได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าร้านขายปุ๋ยไม่ใช่เป็นหน่วยงานของรัฐบาล มันก็คุม [ราคา] ไม่ได้" เขาอธิบาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านธรรมรัฐ พิทักษ์สันติสุข เกษตรกรวัย 52 ปี เจ้าของสวนทุเรียนและเจ้าของร้านค้าจำหน่ายปุ๋ย ที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี บอกกับบีบีซีไทยว่า ร้านของเขาก็จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเพราะปุ๋ยล็อตใหม่ที่จะเข้ามาจะมีราคาเพิ่มขึ้นแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าปุ๋ยที่เขาขายอยู่ตอนนี้เป็นสต็อกเก่าที่เขายังเลือก "ขายราคาเดิม ไม่มีการขึ้นราคา ไม่มีบวก" แต่ธรรมรัฐก็บอกด้วยว่า ร้านขายปุ๋ยบางแห่งอาจตัดสินใจขึ้นราคาปุ๋ยสต็อกเก่าแล้วเพราะต้องการ "เฉลี่ยราคา"
"เขามีสต็อกเก่าแล้วเขาก็ต้องมีการนำสั่งสต็อกใหม่เข้ามา พอสต็อกใหม่เข้ามาอาจจะเป็นราคาที่สูงโดดเลย แต่เนื่องจากเขามีของเก่าอยู่เขาก็อาจจะต้องเฉลี่ยราคาเพื่อประคองราคา... ถ้าอยู่ ๆ เราไปขายสต็อกเก่าในราคาเดิมหมด แล้วอยู่ ๆ โดดไปเป็นราคาใหม่เลย มันก็ทำให้เกษตรกรอาจสงสัยเป็นประเด็นอีก" ธรรมรัฐอธิบาย
ชาวสวนและเจ้าของร้านขายปุ๋ยจาก จ.จันทบุรีคนนี้ กล่าวด้วยว่า อีกสาเหตุหนึ่งของราคาปุ๋ยสต็อกเก่าที่สูงขึ้นก็อาจมาจากต้นทุนแฝงอื่น ๆ ด้วย เช่น ค่าน้ำมัน ที่ใช้ในการบริหารจัดการโกดัง และราคาปุ๋ยในไทยตอนนี้อาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% แต่นั่นก็ยังห่างจากราคาตลาดโลกที่ปุ๋ยยูเรียขยับขึ้นไปเกิน 30% แล้ว ในเดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในฐานะเจ้าของสวนทุนเรียนเกือบ 300 ไร่ ธรรมรัฐเองก็ต้องใช้ปุ๋ย ราวเดือนละ 1 ครั้ง หรือ ทุก ๆ 45 วันต่อปีด้วย โดยเมื่อคำนวณค่าต้นทุนปุ๋ยคร่าว ๆ ที่คิดเป็น 10% ของผลผลิตทุเรียน นั่นทำให้ต้นทุนการผลิตของเขาก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
เขายอมรับด้วยว่ารู้สึก "กลัว" ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงเพราะทุเรียนเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์
"ก็กลัว แต่ทำยังไงได้ เพราะว่าการเป็นเกษตรกร หรือทำอาชีพการเกษตรมันก็ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ พึ่งพาปัจจัยการผลิตแล้วก็ขึ้นอยู่กับตลาดอีก เช่น เราปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง กว่าจะได้ผลผลิตก็ต้อง 4-5 ปี พอเกิดวิกฤตเราจะเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นหรือทำอย่างอื่นมันก็ยาก" เขากล่าว
เกษตรกรบอกราคาปุ๋ยขยับขึ้นไปแล้ว แต่พาณิชย์บอกยังตรึงราคาอยู่

ที่มาของภาพ, กรมการค้าภายใน/HAND OUT
ทว่า สิ่งที่เกษตรกรสองรายระบุข้างต้นกลับสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลยืนยัน
หลังเกิดสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ว่าจากการติดตามรายงานปริมาณสต็อก และปริมาณการนำเข้าปุ๋ยของเดือน ม.ค. 2569 พบว่าประเทศไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีอยู่ประมาณ 1.52 ล้านตัน และยังมีปุ๋ยที่กำลังนำเข้าเพิ่มด้วย ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านตันต่อเดือน นั่นทำให้ปริมาณปุ๋ยมีพอใช้งานไปอีกราว 5 เดือน
"มีปุ๋ยเพียงพอต่อการใช้งานต่อเนื่องไปประมาณ 5 เดือน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งยังสามารถนำเข้าได้ตามปกติและจะมีการนำเข้าเติมเต็มสต็อกอย่างต่อเนื่อง" นายนันทพงศ์บอก
ต่อมานายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ปุ๋ยเคมีที่คลังสินค้าของผู้จำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ คือ บริษัท เจียไต๋ จำกัด และปุ๋ยไวกิ้ง ในพื้นที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และพบว่าคลังสินค้ายังคงมีปริมาณปุ๋ยเคมี "จำนวนมาก" และยืนยันว่า "ภาพรวมปริมาณปุ๋ยในประเทศยังเพียงพอรองรับความต้องการใช้ของภาคเกษตร"
ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุเมื่อ 12 มี.ค. ว่ากระทรวงได้วางแนวทางกำกับดูแลราคาสินค้าไว้แล้ว เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคา ซึ่งรวมถึงสินค้าที่มีโครงสร้างราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลักอย่างปุ๋ย
ทั้งนี้ ปุ๋ย เป็นหนึ่งในสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ทำให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่ต้องการปรับขึ้นราคาสินค้าจะต้องยื่นขออนุญาตต่อกรมการค้าภายใน และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนอนุญาต
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นคำขอปรับขึ้นราคาสินค้า และกรมได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่าย "ตรึงราคาสินค้าในระดับเดิม" เพื่อลดภาระเกษตรกร
อย่างไรก็ดี นายวิทยากรยอมรับว่าได้มีการสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายอย่างเข้มงวด หลังพบร้านค้าบางพื้นที่ปรับราคาสูงขึ้นกระสอบละ 50–100 บาท

ที่มาของภาพ, กรมการค้าภายใน/HAND OUT
ปุ๋ยไทยพึ่งพาการนำเข้าเกือบ 100 %
"เราพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ส่วนที่เป็นแม่ปุ๋ยน่าจะ 100 เปอร์เซ็นต์" ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านสาธารณสุขและการเกษตร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกกับบีบีซีไทย
โดยพื้นฐานแล้ว อุตสาหกรรมปุ๋ยในไทยจะมุ่งเน้นไปที่การผสมปุ๋ย คือการนำเข้าแม่ปุ๋ยต่างประเทศและนำมาผสมเป็นปุ๋ยสูตรต่าง ๆ แล้วนำมาใส่กระสอบขาย
รายงานแนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2569-2571: อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี โดย นรินทร์ ตันไพบูลย์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากวิจัยกรุงศรี ระบุว่าอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีของไทยอยู่ใน "ขั้นปลาย" ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยการนำเข้าปุ๋ยของไทย แยกออกเป็นสองส่วน ได้แก่ การนำเข้าแม่ปุ๋ย เช่น ปุ๋ยไนโตรเจน โดยผู้ผลิตจะนำเข้าแม่ปุ๋ยมาผสมกับสารเติมเต็มให้ได้ปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหารตามสูตรของผู้ผลิตแต่ละราย อีกส่วนคือการนำเข้าปุ๋ยเคมีสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูป เพื่อนำมาผสมกันและจำหน่ายต่อไปยังร้านค้าส่งและค้าปลีก
ดร.วิโรจน์ กล่าวว่าแม้ในอดีตไทยเคยมีความพยายามหลายครั้งในการผลิตปุ๋ยเองในประเทศ แต่ "ทุกครั้งมักจะประสบความล้มเหลวในที่สุด" โดยเขาให้สาเหตุหลักว่าหลายครั้งเป็นเพราะการลงทุนไม่คุ้มผลกำไรหรือความเสี่ยงของการมีอำนาจผูกขาด
ดังนั้นแล้ว อุตสาหกรรมปุ๋ยในไทยที่พึ่งพาการนำเข้าเป็นหลักจึงจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนจากเหตุสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับ "ความยาวนาน" และ "ราคาปุ๋ยในตลาดโลก" ดร.วิโรจน์บอก
อย่างไรก็ดี นักวิชาการทีดีอาร์ไอบอกด้วยว่าปุ๋ยแตกต่างจากน้ำมันที่มีผลกระทบอย่างรวดเร็ว เพราะปุ๋ยจะถูกใช้เป็นรอบ ๆ ในระหว่างปี
เขายกตัวอย่างว่าปุ๋ยข้าวที่จะถูกใช้ราว 2 รอบต่อปี หากปลูกข้าวนาปีก็อาจจะ "แทบไม่มีผลกระทบ" เพราะช่วงเริ่มหว่านคือ เดือน พ.ค. ถึง ส.ค. แต่หากเป็นการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งเป็นที่นิยมก็จะได้รับ "ผลกระทบอยู่พอสมควร" เพราะช่วงเริ่มหว่านคือช่วงเดือน พ.ย. ถึง เม.ย.
"อาจจะต่างกับน้ำมัน ตรงที่ปุ๋ยนั้นผลกระทบอาจจะไม่ได้ทันทีทันใดหรือไม่ได้แรงเท่ากรณีน้ำมัน แต่ว่าถ้าสงครามยังยืดระยะไปนานก็แน่นอนว่าคงจะมีผลกระทบที่ไม่ได้ต่างกับเรื่องน้ำมัน" ดร.วิโรจน์ระบุ
ตัวทดแทนปุ๋ยเคมีนำเข้าจะช่วยกู้สถานการณ์ได้หรือไม่
หนึ่งในปุ๋ยที่อาจสามารถนำมาใช้ทดแทนปุ๋ยยูเรียได้ในขณะที่ราคานำเข้าอยู่ในช่วงขาขึ้น คือ ปุ๋ยคอก
แต่ ดร.วิโรจน์ ชี้ว่าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ แม้ถือเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพดีแต่ก็จำเป็นต้องใช้ในปริมาณที่มากเพราะมีความเจือจางของไนโตรเจน โดยหากเทียบกัน ปุ๋ยยูเรียมีไนโตรเจน 46% แต่ปุ๋ยคอกมีไนโตรเจนเพียง 0.5%
เขาบอกด้วยว่าหากเกษตรกรเลี้ยงวัวหรือควายไว้สำหรับการขาย ไม่ใช่เพียงเพื่อทำนาอย่างเดียว ก็อาจจะได้มูลสัตว์เหล่านี้ในปริมาณที่มากพอใช้ แต่หากเลี้ยงไว้เพียงแค่ไถนา "ก็ไม่พอใช้ แม้แต่ในนาตัวเองเสียด้วยซ้ำ" ดร.วิโรจน์กล่าวและสรุปว่า ดังนั้นแล้วปุ๋ยคอกจึงยังไม่ใช่คำตอบสำหรับการแก้ปัญหาปุ๋ยแพงในประเทศไทย
ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ที่ส่วนใหญ่มีธาตุอาหารในสัดส่วนที่ต่ำ แต่ก็มีส่วนช่วยในการช่วยปรับปรุงดิน ก็ไม่สามารถนำมาใช้แทนปุ๋ยเคมีได้เพราะปุ๋ยอินทรีย์มัก "มีราคาแพงกว่าหลายเท่าตัว" ดร.วิโรจน์ อธิบาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่ ธรรมรัฐ เจ้าของสวนทุเรียนใน จ.จันทบุรี บอกกับบีบีซีไทยว่าเขาได้เตรียมการเพื่อลดต้นทุนด้านปุ๋ยมาราวหลายเดือนแล้ว เพราะราคาทุเรียนเริ่มที่จะไม่ได้ "สวยหรูหรือสูงมาก" ดั่งในอดีต
ธรรมรัฐบอกว่าเขาได้ศึกษาการลดการใช้ปุ๋ยเคมีนำเข้าจากต่างประเทศด้วยการพึ่งพาวัสดุหรือวัตถุดิบในประเทศมากขึ้น โดยตอนนี้เขาพบโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการโรงงาน ซึ่งมีต้นทุน "ค่อนข้างจะถูกกว่าปุ๋ยเคมี"
ธรรมรัฐจึงทดลองและวางแผนนำปุ๋ยส่วนนี้มาใช้แทนที่ปุ๋ยเคมีบางส่วน โดยที่ยังคงผลผลิตไว้เช่นเดิม เพราะมีสารอาหารบางตัวจากปุ๋ยอินทรีย์นี้ที่จะไปช่วยทำให้ต้นทุเรียนกินปุ๋ยได้ดีขึ้น หรือเป็นการปลดปล่อยปุ๋ยที่ตกค้างอยู่ในดินให้ออกมาเป็นประโยชน์มากขึ้นด้วย
"ทางสวนก็มีการปรับตัวโดยการใช้สารปรับปรุงดินหรือปุ๋ยที่มีการผลิตในบ้านเราในราคาที่ถูกกว่าปุ๋ยเคมีครึ่งต่อครึ่งมาใช้สลับและลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยเราประหยัดต้นทุน" เขาบอก
รัฐบาลช่วยเกษตรกรอย่างไรได้บ้าง
เกษตรกรและเจ้าของร้านค้าปุ๋ยใน จ.จันทบุรี รายนี้บอกว่าความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายปุ๋ยของเกษตรกรก็อาจช่วยแบ่งเบาภาระเขาได้บ้าง
"รัฐบาลบางยุคบางสมัยก็ช่วยอุดหนุน (subsidise) ราคาปุ๋ย ก็อาจจะมีการขอร้องให้บริษัทผู้นำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศช่วยคงราคาไว้ แล้วรัฐบาลอาจจะช่วยซัพพอร์ตในบางช่วง ถ้าทำได้มันก็ดีกับเกษตรกร" ธรรมรัฐเสนอแนะ
ขณะที่ธีรสินทร์ เลขาธิการสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย บอกด้วยว่าก่อนหน้านี้สมาคมก็พยายามผลักดันให้รัฐบาลช่วยคุมราคาต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา หรือ แหล่งน้ำ
"เราพยายามผลักดันไม่ให้มัน [ต้นทุน] เกินราคา แต่ตอนนี้เราไม่รู้จะทำยังไงเพราะมันเกิดจากภาวะสงครามที่ได้รับผลกระทบทั้งโลก" ธีรสินทร์บอก พร้อมเสริมว่าเขาอยากให้ภาครัฐช่วย "ดึงราคา ตรวจสอบให้นายทุนคงราคาเก่า [ปุ๋ย] ไว้ก่อน จนกว่าจะระยะการใช้ปุ๋ยจะบางเบาลงไป"
ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายใน บอกว่ากรมกำลังเร่งขยายและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางที่ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง
ดร.วิโรจน์ บอกว่าก่อนหน้านี้เขาได้เสนอเรื่องการขยายตลาดนำเข้าใหม่ ๆ ของปุ๋ยมาตลอด แต่ก็ยอมรับด้วยว่าหากรัฐบาลดำเนินการตอนนี้ก็อาจสายไปเสียแล้ว
"สื่งที่แนะนำมาตลอด ตั้งแต่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน คือการพยายามหาแหล่งซื้อจากหลาย ๆ ที่ แต่ก็คงจะยากขึ้นในปัจจุบัน แม้จะมีผู้ผลิตรายอื่น เช่น อินเดีย แต่ไม่ว่ามีใครผลิตได้ที่ไหน แต่ราคามันก็คงจะแพงขึ้น คนซื้อก็คงจะแย่งกันซื้อพอสมควร" ดร.วิโรจน์กล่าว
ในทัศนะของ ดร.วิโรจน์ หากใช้วิธีนำเงินของรัฐบาลมาอุดหนุนก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลไหนก็ทำให้ได้ แต่นั่นก็อาจทำให้เกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่าเพราะอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าเกษตร
"ผมก็ไม่แน่ใจว่าเรื่อง [นโยบายอุดหนุนค่าปุ๋ย] เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนจริงหรือเปล่า" ดร.วิโรจน์จากทีดีอาร์ไอกล่าว































