You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใดทรัมป์ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย และมันจะช่วยปูตินหรือไม่ ?
- Author, อาร์ชี มิตเชลล์
- Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
- เวลาอ่าน: 7 นาที
รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจผ่อนคลายการคว่ำบาตรต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งคำสั่งนี้เองรัฐบาลรัสเซียก็ตอบรับด้วยความยินดี และจุดกระแสความกังวลในหมู่ผู้สนับสนุนยูเครนอย่างมาก
มาตรการผ่อนผันของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลบังคับใช้ 1 เดือน จะเปิดทางให้ประเทศต่าง ๆ ซื้อน้ำมันรัสเซียที่ปัจจุบันลอยลำอยู่กลางทะเล เพราะไม่สามารถจำหน่ายอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรก่อนหน้านี้
สกอตต์ เบสเซนท์ รมว.คลังของสหรัฐฯ ระบุว่ามาตรการเชิงนโยบายนี้ที่ "เฉพาะเจาะจงและระยะสั้น" จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน
ทว่า บิล บราวเดอร์ นักรณรงค์ด้านการคว่ำบาตรและหนึ่งในผู้วิจารณ์รัฐบาลปูตินที่โดดเด่น บอกกับบีบีซีว่ามาตรการนี้เป็น "การตัดสินใจที่เลวร้าย ซึ่งจะทำให้วลาดิเมียร์ ปูตินร่ำรวยขึ้น และทำให้สงครามในยูเครนยืดเยื้อออกไป"
นโยบายอันใหม่นี้ถือเป็นการกลับลำของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีแข็งกร้าวต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย โดยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เก็บภาษีนำเข้าจำนวนมหาศาล 50% จากอินเดีย ด้วยข้อกล่าวหาว่าอินเดียกำลังซื้อน้ำมันรัสเซีย และทำให้รัสเซียมีเงินทุนสำหรับทำสงครามในยูเครน
ผลที่ตามมา คือ น้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรจำนวนมากต้องค้างอยู่บนเรือบรรทุกที่ลอยลำนอกชายฝั่งอินเดียและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ขณะที่ผู้ค้ากำลังมองหาผู้ซื้อที่ยอมรับสินค้าเหล่านั้น
นโยบายนี้ช่วยอุ้มรัสเซียหรือไม่
คิริล ดมิตริเยฟ ผู้แทนด้านเศรษฐกิจของปูติน กล่าวว่ามาตรการนี้แสดงให้เห็นว่ารัสเซียเป็นส่วนสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมนั้นเป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้"
ด้านเบสเซนท์ยืนยันว่ารัสเซียจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินเพียงจำกัดจากการขายน้ำมันครั้งนี้ ขณะที่มาตรการดังกล่าวตอบโจทย์ "ความไม่มั่นคงที่เกิดจากระบอบก่อการร้ายของอิหร่าน"
อย่างไรก็ตาม เบนจามิน ฮิลเกนสต็อก หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคและกลยุทธ์ของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์เคียฟ (Kyiv School of Economics) ระบุว่ามาตรการนี้ถือเป็น "การอุ้มครั้งใหญ่" สำหรับรัฐบาลปูติน
เขาประเมินว่าการส่งออกน้ำมันรายเดือนของรัสเซียอาจเพิ่มขึ้นราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 320,000 ล้านบาท) โดยครึ่งหนึ่งจะถูกเก็บเป็นภาษีเข้าสู่คลังรัฐโดยตรง
ในตอนนี้ แรงกดดันทางเศรษฐกิจกำลังเพิ่มขึ้นในรัสเซีย โดยการส่งออกน้ำมันในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาลดลงต่ำที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022
เบนจามินกล่าวว่าหากวิกฤตในอิหร่านยืดเยื้อเพียง 1-2 เดือน ผลกระทบก็จะจำกัด แต่หากยาวนานกว่านั้น มันก็จะทำให้รัสเซียกลับมาอยู่ใน "สถานการณ์ที่สบายมากทีเดียว"
ศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (Centre for Research on Energy and Clean Air - CREA) ประเมินว่าน้ำมันที่รัสเซียสามารถขายได้ภายใต้มาตรการผ่อนผันครั้งนี้ ตัวเลขน่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาก แต่องค์กรวิจัยจากฟินแลนด์แห่งนี้ก็ระบุด้วยว่ามาตรการดังกล่าวยังคงเปิดทางให้รัสเซียระบายคลังน้ำมันบางส่วนออกไปได้ และเพิ่มระดับการผลิตได้ด้วย
ไอแซก เลวี นักวิเคราะห์พลังงานของ CREA กล่าวว่าก่อนหน้านี้รัสเซียถูกบังคับให้ชะลอการผลิตน้ำมัน เพราะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เก็บสำรอง
มันจะช่วยผ่อนแรงกดดันต่อราคาน้ำมันหรือไม่ ?
การปล่อยน้ำมันรัสเซียออกสู่ตลาดมากขึ้น อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่วอร์เรน แพทเทอร์สัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารไอเอ็นจี (ING) ในเนเธอแลนด์ ระบุว่ามาตรการของสหรัฐฯ จะ "ช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น" ต่อการจัดหาน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียที่หยุดชะงัก
ขณะที่ CREA ประเมินว่ารัสเซียมีน้ำมันบนเรือที่ลอยลำอยู่กลางทะเลราว 50 ล้านบาร์เรล ที่สามารถขายได้ภายใต้มาตรการผ่อนผันครั้งนี้
รัสเซียระบุว่ามีปริมาณน้ำมันบนเรือลอยลำอยู่กลางทะเลเป็น 2 เท่าของตัวเลขดังกล่าวหรือราว 100 ล้านบาร์เรล แต่มันก็ยังน้อยกว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกต่อหนึ่งวันซึ่งอยู่ที่ 104 ล้านบาร์เรล
แพทเทอร์สันกล่าวว่า "มีวิธีแก้ปัญหาเดียวสำหรับตลาดน้ำมัน นั่นคือการทำให้น้ำมันสามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง"
เขากล่าวเสริมด้วยว่าประเทศที่มีแนวโน้มจะซื้อน้ำมันรัสเซียล็อตใหม่มากที่สุดคือ อินเดียและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบดังกล่าวหนักมากที่สุด
โดยปกติแล้ว ราว 1 ใน 5 ของการค้าน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ขณะนี้การค้าส่วนใหญ่หยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด ทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลง ขณะที่ความกังวลว่าความไม่สงบอาจยืดเยื้อกำลังเพิ่มสูงขึ้นและผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักการเมืองกังวล เพราะต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นภัยคุกคามอีกครั้ง
ฮิลเกนสต็อกกล่าวว่า วิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซผลักดันให้มาตรการคว่ำบาตรระบอบรัสเซียของโลกตะวันตกไปถึงขีดจำกัด เนื่องจากในห้วงเวลาที่ผ่านมา มาตรการนี้พึ่งพาความสามารถของตลาดโลก เพื่อชดเชยการลดลงของปริมาณน้ำมันโดยรวม
"ความท้าทายในช่องแคบฮอร์มุซนั้นใหญ่โตจนความสามารถนี้ใช้การไม่ได้ในตอนนี้"
"ไม่มีอะไรที่เราจะทำได้มากนัก จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย" เขากล่าว
ชาติตะวันตกยอมอ่อนข้อแล้วหรือ ?
นักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนยูเครนระบุว่าแม้ผลกระทบโดยรวมจากมาตรการนี้ของสหรัฐฯ อาจไม่มากนัก แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงท่าทีของชาติตะวันตกที่เคยมุ่งใช้นโยบายกดดันรัสเซียอย่างถึงที่สุด
อเล็กซานเดอร์ เคิร์ก นักรณรงค์ด้านการคว่ำบาตรจากองค์กรสิทธิมนุษยชนชื่อว่า "อูร์เกอวาลด์" (Urgewald) กล่าวว่าสารที่ส่งถึงรัสเซีย คือ "แค่รอนานพอ แล้วชาติตะวันตกก็จะยอมถอยเอง"
"รัสเซียทำเงินได้ไปแล้วหลายพันล้านจากการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิล นับตั้งแต่เริ่มมีการโจมตีอิหร่าน ดังนั้นการปล่อยให้น้ำมันรัสเซียเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในตอนนี้ ก็ยิ่งเป็นการช่วยเติมคลังแสงสงครามของรัสเซียให้เต็มขึ้นอีก" เขากล่าวเสริม
ด้าน บิล บราวเดอร์ หวังว่ารัฐบาลอื่น ๆ จะไม่เดินตามรอยสหรัฐฯ
"มันไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะยกเลิกการคว่ำบาตร ขณะที่จีน อินเดีย และตุรกีต่างซื้อน้ำมันทั้งหมดของรัสเซียอยู่แล้ว" เขากล่าว
"สิ่งเดียวที่การยกเลิกคว่ำบาตรทำให้เห็น คือ มันทำให้ปูตินได้เงินมากขึ้น และทำให้ประเทศเหล่านี้ได้เงินน้อยลง"
อังกฤษ แคนาดา และเยอรมนีออกมาวิพากษ์วิจารณ์การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยไมเคิล แชงก์ส รมว.พลังงานของสหราชอาณาจักร ระบุว่าปูตินจะมองว่า นี่คือ "โอกาสในการลงทุนในเครื่องจักรสงคราม"
ขณะที่ฟรีดริช แมร์ทซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุว่า ผู้นำกลุ่ม G7 จำนวน 6 ใน 7 ประเทศเชื่อว่ามาตรการคว่ำบาตรรัสเซียควรยังคงอยู่ต่อไป