You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เอปสตีนใช้ตัวแทนโมเดลลิ่งบังหน้าในการจัดหาเด็กสาว คำบอกเล่าของหญิงชาวบราซิลที่เปิดเผยกับบีบีซี
- Author, ลุยซ์ เฟอร์นานโด โตเลโด
- Role, บีบีซีแผนกภาษาบราซิล
- เวลาอ่าน: 14 นาที
คำเตือน: เรื่องราวนี้อาจมีคำบรรยายทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง
"ถ้าฉันขัดคำสั่งแม่และไปนครนิวยอร์ก อาจจะเกิดอะไรขึ้นกับฉัน?" เกลาเซีย เฟเกเต ตั้งคำถาม
ในปี 2004 ขณะที่เธออายุ 16 ปีและอาศัยอยู่ในเขตชนบทของบราซิล เธอได้รับโอกาสก้าวแรกในการเข้าสู่โลกของนางแบบ
เธอบอกว่า ฌอง-ลุค บรูเนล ตัวแทนโมเดลลิ่งชาวฝรั่งเศสเข้ามาเยี่ยมครอบครัวของเธอที่บ้าน เพื่อโน้มน้าวให้แม่อนุญาตให้เธอเข้าร่วมการประกวดนางแบบในประเทศเอกวาดอร์
บรูเนลฆ่าตัวตายในเรือนจำในเวลาต่อมา หลังจากถูกกล่าวหาคดีข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และจัดหาเด็กสาวให้กับเจฟฟรีย์ เอฟสตีน นักการเงินและผู้กระทำความผิดทางเพศชาวสหรัฐฯ ผู้ล่วงลับ
ในตอนนั้นพวกเขายังไม่รู้ว่าบรูเนลคือใคร โดยพวกเขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับตัวแทนโมเดลลิ่งผู้นี้ผ่านทางนายหน้าชาวบราซิลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง
การสืบสวนของบีบีซีแผนกภาษาบราซิลพบหลักฐานว่า บรูเนลใช้ตัวแทนโมเดลลิ่งต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับเขาในขณะนั้น เพื่อเฟ้นหาหญิงสาวและเด็กผู้หญิงจากอเมริกาใต้ไปให้กับเอปสตีน และจัดหาวีซ่าให้กับพวกเธอในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ
หญิงชาวบราซิลอีกคนหนึ่งที่บอกว่าเธอมีความสัมพันธ์กับเอปสตีน แสดงหนังสือวีซ่าสหรัฐฯ ของเธอให้บีบีซีดู ในเอกสารดังกล่าวระบุชื่อหนึ่งในบริษัทของบรูเนลในฐานะสปอนเซอร์ของเธอ แม้เธอจะบอกว่าเธอไม่เคยร่วมงานถ่ายแบบใด ๆ กับเขา และเอกสารในการเดินทางต่าง ๆ ถูกจัดแจงขึ้นเพียงเพื่อให้เธอสามารถไปพบกับเอปสตีนได้
แม่ของเกลาเซียสงสัยในตัวบรูเนลมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่เขาดู "มีสเน่ห์มาก" และท้ายที่สุดเธอก็ยอมให้ลูกสาวไปเอกวาดอร์โดยที่เธอไม่ได้ไปด้วยได้ เด็กสาววัยรุ่นจึงเดินทางกับทีมงานของบรูเนลไปที่เมืองกัวยากิล เพื่อเข้าร่วมการประกวดนางแบบหน้าใหม่ "โมเดลส์ นิว เจเนอเรชัน" (Models New Generation) ซึ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานในขณะนั้นว่าผู้เข้าประกวดอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 15 – 19 ปี
เกลาเซียบอกว่าการประกวดครั้งนั้นผ่านไปโดยไม่ได้มีปัญหาใหญ่ใด ๆ แม้เธอจะเริ่มมีความคลางแคลงมากขึ้นเมื่อเธอไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อครอบครัวของเธอ
ผู้เข้าประกวดอีกรายจากยุโรปตะวันตกที่มีอายุ 16 ปีในขณะนั้น ยังจำได้ว่าพฤติกรรมของบรูเนลในขณะนั้นทำให้เธอตะหงิดใจได้อย่างไร เธอขอให้เราไม่เปิดเผยชื่อ ดังนั้นเราจึงจะเรียกเธอว่า "ลอรา"
"เขาทำตัวประหลาดและมักจะออกไปเที่ยวใช้เวลาอยู่กับเด็กสาว ๆ ชาวบราซิลอยู่เสมอ... เขาทำตัวเหมือนเป็นตัวตลก และจะใช้เวลากับเฉพาะสาว ๆ ที่ค่อนข้างยังเด็กอยู่" เธอกล่าว
ลอราเชื่อว่าแม้การประกวดนั้นจะ "ถูกกฎหมาย" และมีการจัดการที่ดี แต่ "เขารู้ดีว่าเด็กสาวคนไหนบ้างที่เปราะบาง"
"ดูเหมือนว่าเขาจะควบคุมเรื่องเกี่ยวกับการเงินของพวกเธอด้วย" เธอกล่าว "เด็กหญิงจากบราซิลและประเทศยุโรปตะวันออกดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายหลัก"
เกลาเซียเล่าว่า ในช่วงท้ายของทริป บรูเนลเสนอจะพาเธอขึ้นเครื่องบินไปนครนิวยอร์ก "เพื่อเข้าร่วมการแสดง" โดยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ตอนนั้นพวกเขาต้องติดต่อบาร์บารา แม่ของเธอ เพื่อขออนุญาต
คำตอบของบาร์บาราคือ "ไม่ ไม่มีทาง"
"พวกเขามองหาแต่เด็ก ๆ ที่ยังเป็นผู้เยาว์" บาร์บาราเล่า "โชคไม่ดีนัก ที่พวกเขามาพบลูกสาวของฉัน"
เธอสั่งห้ามไม่ให้เกลาเซียเข้าร่วมในการเดินแบบหรือถ่ายแบบใด ๆ และตัดสายสัมพันธ์กับเครือข่ายของบรูเนล
"มันคือการหนีรอดอย่างหวุดหวิดจริง ๆ" เกลาเซียบอก
ในแฟ้มเอกสารที่ถูกเผยแพร่โดยรัฐบาลสหรัฐฯ บีบีซีแผนกภาษาบราซิลพบบันทึกที่แสดงให้เห็นว่าเอปสตีนอยู่ที่เมืองกัวยากิลในวันที่ 24 – 25 ส.ค. 2004 ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการประกวดเดินแบบรอบตัดสิน
เรายังพบเอกสารที่บ่งชี้ว่ามีนางแบบวัยต่ำกว่า 16 ปีอย่างน้อยหนึ่งคนที่เข้าร่วมงานนี้ และโดยสารไปกับเครื่องบินของเอปสตีนอย่างน้อยสองครั้งในปีเดียวกัน
เกลาเซียบอกว่าเมื่อมองย้อนกลับไป "ฉันอยู่ใจกลางของความเลวร้ายนั้นโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย"
"แม่ช่วยชีวิตฉันไว้"
"เขาเลือกฉัน"
หญิงชาวบราซิลอีกคนหนึ่งที่เราเรียกเธอว่า "อานา" เพื่อปกปิดตัวตนของเธอ บอกว่าบรูเนลและธุรกิจโมเดลลิ่งของเขาคือเครื่องมือในการเอื้อต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเอปสตีน
แรกเริ่มอานาถูกว่าจ้างโดยหญิงชาวบราซิลคนหนึ่งในนครเซาเปาโล ในช่วงต้น ๆ ของยุค 2000
คำให้การของอานาตามเอกสารที่บีบีซีตรวจแล้วและตรวจทางเพิ่มเติมกับบันทึกของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าบรูเนลช่วยจัดเตรียมวีซ่าสหรัฐฯ ให้กับชาวบราซิลหลายราย
อานาบอกว่าเธอเดินทางจากบ้านเกิดทางตอนใต้ของบราซิล หลังผู้หญิงคนหนึ่งที่มีถิ่นฐานอยู่ในนครเซาเปาโลให้คำมั่นสัญญากับเธอว่าเธอจะได้รับโอกาสในวงการนางแบบที่นั่น
แต่เมื่อมาถึงที่หมายในนครเซาเปาโล เธอบอกว่าหญิงคนนั้นกลับยึดเอกสารต่าง ๆ ของเธอไปและบอกกับเธอว่าตอนนี้เธอติดค้างหนี้สินค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางและการถ่ายภาพต่าง ๆ
อานาบอกว่า จากนั้นไม่นานเธอก็รู้ตัวว่าที่นั่นไม่ได้มีงานถ่ายแบบใด ๆ
"เธอคือแม่เล้า และก่อนที่ฉันจะรู้ตัว เธอก็ขายฉันแล้ว"
เธอบอกว่า เจฟฟรีย์ เอปสตีน คือหนึ่งในลูกค้า
เธอบรรยายต่อว่า ไม่กี่สัปดาห์หลังวันเกิดครบรอบ 18 ปีของเธอ ผู้หญิงคนนั้นพาเธอไปที่บ้านของนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในนครเซาเปาโล เธอบอกว่าเธอได้ยินเขาบรรยายเกี่ยวกับเอปสตีนว่าผู้เป็น "ราชาของโลก" (the king of the world) และบอกว่า "เขาชอบผู้หญิงที่เด็กกว่านี้" ที่บ้านหลังนั้น
ไม่กี่วันถัดมา เธอบอกว่าเธอและผู้หญิงคนอื่นอีกสองคนถูกส่งตัวไปยังโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในนครเซาเปาโล ซึ่งเอปสตีนจะเป็นคนเลือกคนใดคนหนึ่งจากหญิงสาวที่ถูกส่งไป
"เขาเลือกฉัน" เธอกล่าว
อานาเล่าว่า เธอเข้าไปในห้องกับเอปสตีน จากนั้นเขาก็ขอให้เธอถอดเสื้อผ้าออก "สิ่งที่เขาทำคือมองมาที่ฉันใน ขณะที่เขากำลังช่วยตัวเอง มันน่าขยะแขยงเสียจริง แต่ในบรรดาความชั่วร้ายทั้งหมด สิ่งนี้ถือว่ายังเลวร้ายน้อยกว่า" เธอกล่าว
เอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ทั้งอีเมลต่าง ๆ และบันทึกไฟลท์บิน บ่งชี้ว่าเอปสตีนอยู่ที่บราซิลในเวลานั้น
เธอบอกว่า เขาชวนเธอไปที่งานปาร์ตี้ในตัวเมืองไม่กี่วันหลังจากนั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับบรูเนล จากนั้นตัวแทนโมเดลลิ่งผู้นี้กลายเป็นตัวกลางในการจัดหาวีซ่าสหรัฐฯ ให้กับเธอ
เธอยังบอกด้วยว่า ในระหว่างปาร์ตี้ดังกล่าว เอปสตีนบอกเธอว่าเขากำลังจะไปเยือนกรุงปารีสในวันถัดไป และเขาได้จัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้เธอไปด้วยกันกับเขาแล้ว
เส้นทางวีซ่า
เธอบรรยายถึงการเดินทางไปยังฝรั่งเศสว่า "เขา[เอปสตีน]จะให้เงินฉัน 300 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 9,700 บาท) แล้วฉันก็จะออกไปเดินเล่นข้างนอกแล้วนำเงินทอนมาให้เขา แต่เขาก็จะบอกฉันว่าให้เก็บเงินนั้นไว้ เขาจะทดสอบฉันและทิ้งเงินไว้ในห้องของฉัน จากนั้นฉันก็จะคืนเงินให้เขา แล้วเขาก็บอกว่าให้ฉันเก็บมันไว้ได้"
เธอเปิดเผยว่าเอปสตีนได้บอกกับเธอว่า เธอได้จัดการให้บรูเนลจ้างเธอทำงานในบริษัทตัวแทนโมเดลลิ่งของเขาที่นครนิวยอร์กแล้ว และแม่เล้าคนดังกล่าวก็ได้มอบเอกสารทั้งหมดของเธอมาให้แล้ว
อานาแสดงหนังสือเดินทางของเธอให้บีบีซีดู มันประกอบไปด้วยวีซ่าธุรกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีคำอธิบายประกอบที่ระบุชื่อบริษัท "คาริน โมเดลส์ ออฟ อเมริกา" (Karin Models of America) ที่บรูเนลตั้งขึ้นในสหรัฐฯ
อานาบอกว่าเธอไม่เคยทำงานให้กับคาริน โมเดลส์ ออฟ อเมริกา แต่มีคนบอกเธอว่าเอกสารนี้จะช่วยเธอในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ และเหตุผลเดียวของการขอวีซ่านี้ คือเพื่อให้เธอไปหาเอปสตีนได้
คำบอกเล่าของเธอสอดคล้องกับเอกสารอื่น ๆ โดยบันทึกของศาลและเอกสารจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าบรูเนลใช้บริษัทตัวแทนที่ตอนแรกชื่อว่าคาริน โมเดลส์ ออฟ อเมริกา ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "เอ็มซีทู อิน อเมริกา" (MC2 in America) เพื่อดึงดูดเด็กสาวจากหลากหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้เยาว์
ในบันทึกจากแหล่งเดียวกันยังมีคำให้การของอดีตพนักงานเอ็มซีทูในสหรัฐฯ ที่บอกว่าเอปสตีนได้จ่ายเงินในการทำวีซ่าตามที่บริษัทตัวแทนโมเดลลิ่งของบรูเนลดำเนินการให้ โดยเอปสตีนยังให้การสนับสนุนทางการเงินในตอนที่บรูเนลตั้งบริษัทเอ็มซีทูในสหรัฐฯ ด้วย
ทั้งนี้ ไม่เคยมีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่าบริษัทตัวแทนโมเดลลิ่งอื่น ๆ ในสหรัฐฯ นอกเหนือไปจากบริษัทที่บริหารและควบคุมโดยบรูเนล มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใด ๆ
ก่อนที่บรูเนลจะเสียชีวิต เขาปฏิเสธการกระทำผิดใด ๆ โดยทนายความของเขาบอกว่าเขาถูก "บดขยี้" จากข้อกล่าวหาต่าง ๆ และโทษไปที่ "ระบบศาลเตี้ยโดยสื่อ" (media-judicial system)
อานาบอกว่าตลอดช่วงเวลาประมาณสี่เดือน เธอได้เดินทางไปยังสหรัฐฯ และฝรั่งเศสกับเอปสตีน ผู้ซึ่งมี "ความหลงใหล" ในตัวเธอ
เธอบอกด้วยว่าในช่วงเวลานั้น เอปสตีนยังจ่ายค่าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษให้ด้วย
อานาบอกว่า วีซ่าของเธอถูกยกเลิกที่เมืองไมอามี หลังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ถามว่าใครจ่ายเงินจ้างให้กับเธอ และถามว่าเธอได้รับเงินในขณะที่อยู่ในสหรัฐฯ หรือไม่
เธอบอกว่าเธอได้เดินทางไปสหรัฐฯ อย่างน้อยหกครั้ง เพื่อใช้เวลาร่วมกับเอปสตีน ก่อนที่เธอจะถูกยกเลิกวีซ่า
เธอบอกว่าเธอยังได้ไปเกาะส่วนตัวของเขาในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ด้วย และคิดว่าเขาเห็นเธอเป็นแฟนสาว ก่อนที่เธอจะพบเขาอยู่บนเตียงกับคนอื่น "ก่อนหน้านั้นฉันไม่มีความคิดเลยว่าเขาจะทำสิ่งนี้กับเด็กสาวหลาย ๆ คน" เธอกล่าว
"มีหลายโอกาสที่เขาจะบอกให้ฉันออกจากบ้านไปทำอะไรบ้างอย่าง ไปพิพิธภัณฑ์สิ ไปเรียนสิ ฉันไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่เขาไม่อยากให้ฉันเห็นหรือเปล่า... เขาชอบคนที่เด็กกว่าฉัน และเขาก็มีพวกเธออยู่รายล้อมตัว"
เธอเสริมว่าเธอเคยมีเพศสัมพันธ์กับเขาครั้งหนึ่ง และ "เขาชอบนอน ช้อนหลังแนบชิด กอดนัวเนีย และชอบให้นวดเท้า"
เธอบอกว่าครั้งหนึ่งเอปสตีนเคยบอกเธอว่าบรูเบลขอนอนกับเธอ แต่เขาปฏิเสธไปโดยบอกกับเธอว่า "ผมไม่ยอมเขา เพราะคุณเป็นของผม"
อานาบอกว่าเธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึก "ขอบคุณ หรือกลัวมากกว่า" และหลังจากนั้นเธอก็รู้สึกได้ว่าบรูเนลเป็นเหมือนกับ "หมาป่าที่มองลูกแกะด้วยสายตาราวกับจะกลืนกินอยู่เสมอ ทั้งกับเด็กสาวคนอื่น ๆ และกับฉัน"
อานาบอกว่า ในการพบกันครั้งแรกที่โรงแรมและในการเดินทางไปกรุงปารีส มีข้อตกลงด้วยว่าเอปสตีนจะจ่ายเงินให้กับแม่เล้าชาวบราซิล 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3 แสนบาท) เป็นเงินสด
เธอบอกว่าเอปสตีนจ่ายเงินไปเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และเธอเคยให้ยินการสนทนาทางโทรศัพท์ที่หญิงคนนั้นกดดันให้เขาจ่ายเงินส่วนที่เหลือ
คำบอกเล่านี้สอดคล้องกับคำให้การของอดีตนักบัญชีของเอ็มซีทู บริษัทนายหน้าโมเดลลิ่งของบรูเนลในสหรัฐฯ ต่อศาลฟลอริดา ซึ่งถูกอ้างอิงอยู่ในแฟ้มคดีเอปสตีน โดยนักบัญชีคนนี้บอกว่ามีหญิงชาวบราซิลคนหนึ่งที่คอยจัดหาเด็กสาวให้กับเอปสตีนและบรูเนลในบราซิล และเธอก็โกรธกับหนี้สินที่ติดค้าง
จากคำบอกเล่าของอานา เธอติดต่อกับหญิงชาวบราซิลที่ทำทีจ้างงานเธอน้อยลงเรื่อย ๆ หลังจากที่ได้รับเอกสารของเธอคืน แต่เธอยังคงพบปะกับเอปสตีนอยู่
เธอเล่าว่าหลังจากที่เธอถูกยกเลิกวีซ่า เอปสตีนเสนอจะจัดหากรีนการ์ดให้กับเธอเพื่อให้เธออาศัยในสหรัฐฯ ได้ แต่เธอปฏิเสธเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้กับครอบครัวในบราซิล
การสืบสวนเครือข่ายจัดหาเด็กสาว
สำนักงานอัยการกลางของบราซิล (Federal Public Prosecutor's Office – MPF) เปิดการสืบสวนเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาว่ามีเครือข่ายการจัดหาคนใด ๆ ในบราซิลหรือไม่ที่มีความเชื่อมโยงกับเอปสตีน
ซินเธีย กาเบรียลา บอร์เกส อัยการกลางจากหน่วยต่อต้านการค้ามนุษย์แห่งชาติ บอกกับบีบีซีว่า เธอต้องการที่จะพูดคุยกับบรรดาหญิงสาวที่ได้ติดต่อกับเอปสตีน เพื่อสืบสวนว่าระบบการดำเนินการของพวกเขาเป็นอย่างไร โดยกลุ่มผู้หญิงเหล่านั้นไม่ใช่เป้าหมายปลายทางของการสอบสวน
เมาริซิโอ เครปสกี้ เจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานและนักวิจัย มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับอานาอาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ โดยเขาบอกว่าอาชญากรรมประเภทนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ในระดับไหน ดังนั้นชาวบราซิลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะยังคงต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
เกลาเซียรู้สึกขอบคุณที่เธอยังมีแม่ซึ่งบอกปฏิเสธไปในวันนั้น ส่วนอานาเมื่อเธอได้ใช้เวลาหลายปีในการพยายามหาคำตอบในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ เธอรู้สึกโชคดีที่ได้ออกจากวงโคจรของเอปสตีนและได้สร้างชีวิตของเธอขึ้นมาใหม่
"ฉันคิดว่าฉันโชคดี แต่ฉันก็รู้สึกกับสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ ต้องเผชิญ" เธอกล่าว