You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"ไม่ต่างอะไรกับเมืองแห่งความตาย" ชาวอิหร่านเผชิญทั้งอำนาจกดปราบจากรัฐและการโจมตีจากภายนอกอย่างไม่ลดละ
- Author, เฟอร์กัล คีน
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซี
- เวลาอ่าน: 7 นาที
หญิงคนหนึ่งยืนบนดาดฟ้าขณะสดับตรับฟังเสียงของมหานครเบื้องล่าง ค่ำคืนนั้นมีเพียงเสียงงึมงัมไม่ได้ศัพท์จากการจราจร แต่เธอทราบดีว่าสถานการณ์เช่นนี้พลิกให้กลับตาลปัตรได้ง่ายดายเพียงใด โดยทั่วไปแล้วสุนัขมักเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้ยินเสียงแรกก่อนใคร เมื่อได้ยินแล้วก็จะเห่าอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องบินนำมาก่อน จากนั้นจึงเป็นเสียงระรัวดังของแรงระเบิดกังวาลหลายครั้งไปทั่ว จากนั้นแสงสีส้มก็จะแผ่ออกมาจากย่านที่อยู่อาศัยที่ชาวเมืองต่างคุ้นเคย
ภาพและถ้อยคำสัมภาษณ์จากกรุงเตหะรานที่บีบีซีได้ประมวลมา ชวนให้จินตนาการถึงนครใหญ่ที่ผู้คนตกอยู่ในอาการตึงเครียด คอยเฝ้ารอว่าเสียงระเบิดจะดังขึ้นอีกเมื่อใด ทั้งยังต้องหวาดผวาต่อแขนขาของเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่รู้จบ
หญิงนักธุรกิจวัย 30 ปีเศษรายหนึ่งซึ่งใช้นามสมมติว่า 'บาราน' เล่าว่าเธอกลัวจนไม่กล้าออกไปทำงาน "นับแต่เริ่มมีการใช้โดรนเข้าโจมตี ก็ไม่มีใครกล้าออกไปข้างนอกอีกเลย ถ้าฉันเปิดประตูแล้วก้าวออกไปก็คงไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปเดิมพัน"
บารานอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็คอยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อน ๆ อยู่เสมอ เธอกล่าวอีกว่า "ฉันกับเพื่อนต้องคอยถามกันอยู่เนือง ๆ ว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง... และแม้ไม่มีเสียงระเบิดใด ๆ ความเงียบก็ยังชวนให้เป็นกังวลอยู่ดี ฉันกำลังดิ้นรนทุกทางเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ จะได้อยู่ดูให้เห็นว่าจะมีอะไรจะเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า"
เฉกเช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวชาวอิหร่านอีกหลายชีวิต บารานต้องทนเห็นความหวังที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงต้องมาพังทลายลงไปในเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่มีการลุกฮือขึ้นประท้วงเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงกันไปทั่วประเทศเมื่อเดือน ม.ค. กองกำลังฝ่ายรัฐบาลก็ปราบปรามผู้คนนับพันด้วยการสังหารจนเสียชีวิต
"ฉันแทบจะนึกถึงชีวิตในอดีตโดยไม่ต้องหวนนึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักที่ต้องมาจากไปในการประท้วงนั้นไม่ได้แล้ว" เธอกล่าว "ฉันกลัวว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึง กลัวว่าตัวเองในวันรุ่งขึ้นจะเปลี่ยนไปเช่นไร วันนี้ฉันอาจกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดมาได้ แต่พรุ่งนี้ล่ะ ฉันจะสู้ทนไปได้อย่างไร นั่นต่างหากคือคำถามที่แท้จริง ฉันจะมีชีวิตรอดพ้นวันพรุ่งนี้ไปได้ด้วยซ้ำไหม ?"
บัดนี้ การใช้อำนาจกดปราบเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐอิหร่านมีหูตาอยู่ทุกหย่อมหญ้าเสียจนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างเปิดเผย บีบีซีได้ภาพฟุตเทจคลิปหนึ่งมา เนื้อหาแสดงภาพเหตุการณ์ขบวนรถของบรรดาผู้ฝักใฝ่รัฐบาลขับรถตระเวนร่อนธงโบกไสวไปทั่วเมืองหลวงในยามค่ำคืน เปรียบดั่งเป็นข้อความข่มขู่ไปยังผู้ใดก็ตามคิดจะกำเริบเสิบสานลุกขึ้นมาประท้วง
เรื่องราวที่ทางการอิหร่านสื่อสารออกมานั้นมีแต่เรื่องราวที่ผ่านการอนุญาตแล้ว โทรทัศน์ของรัฐแพร่ภาพกระจายเสียงภาพการเดินขบวนและงานศพหลายครั้ง ส่วนบทสัมภาษณ์บรรดาข้าราชการและฝูงชนที่จงรักภักดีต่อระบอบการปกครองก็สะท้อนเสียงก่นด่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลก็โหมคำสรรเสริญว่าชาวอิหร่านยินดีจะสละชีพตนเป็นมรณสักขี
ฝ่ายผู้สื่อข่าวอิสระก็ยังเพียรรวบรวมถ้อยคำพยานเพื่อหยิบยกมุมมองอีกด้านหนึ่งอันพอจะเชื่อถือได้ขึ้นมานำเสนอ ทว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงว่าจะถูกจับกุมคุมขัง ถูกทรมานหรืออาจจะเลวร้ายไปกว่านั้นเสียอีก ดังที่นักข่าวคนหนึ่งได้กล่าวกับบีบีซีว่า "ในสภาวะสงครามเช่นนี้ เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าพวกเขานั้นจะลงมือไปถึงไหนได้บ้าง"
มีเพียงแต่ในเคหสถานของตัวเองเท่านั้นที่ชาวกรุงเตหะรานบางส่วนจะรู้สึกว่าสามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ เฉกเช่นกรณีของ "อาลี" ชายวัย 40 เศษ เขาเป็นชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาซึ่งเคยตั้งความหวังไว้ว่าการสังหารอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ในวันเริ่มเปิดศึกสงครามนั้นจะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่บ้านเมือง
ทว่าบัดนี้เขากลับเห็นกองกำลังรักษาความมั่นคงเนืองแน่นบนท้องถนนรอบบ้าน ชายฉกรรจ์สวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือต่างพากันตั้งด่านตรวจสกัด
"ผมออกไปเดินตามท้องถนนเมื่อไรก็ปวดใจ เมืองนี้ดูไปก็ไม่ต่างอะไรกับเมืองแห่งความตาย" เขากล่าวว่าเขาต้องพึ่งพายาระงับประสาทเพื่อที่จะ "พยุงสติตัวเองให้เป็นปกติอยู่ได้"
"ผมเห็นกลุ่มคนตามท้องถนน ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนท้องที่ พวกเขาคือมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วก็คือผู้ที่มาชิงท้องถนนไปจากพวกเรานั่นเอง"
ชาวอิหร่านอีกหลายรายที่ได้พูดคุยกับบีบีซี ต่างพรรณนาถึงความรู้สึกที่ย้อนแย้งอยู่ภายใน ใจหนึ่งก็อยากจะขับไล่ระบอบการปกครองนี้ แต่ขณะเดียวกันบ้านเมืองของพวกเขาเองก็กำลังถูกรุกราน
"สถานการณ์นั้นแสนน่ากลัว..." อาลีกล่าว "น่านฟ้าของชาติเรากำลังอยู่ใต้การควบคุมของชาติศัตรู แต่ในขณะเดียวกันในใจผู้คนก็ยังมีไว้ซึ่งความหวังเสมอ ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไปถือหางอเมริกาหรืออิสราเอล แต่เรานึกหวังอยู่ลึก ๆ ว่าขอเพียงสักชั่วขณะหนึ่ง ขอให้มีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นมาแล้วล้มล้างระบอบการปกครองของอิหร่านในปัจจุบันนี้ลงเสียที เพื่อที่ว่าประชาชนจะได้ลุกมาสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เสียที"
กลับมาที่ห้องพักของบาราน เธอยังคงเงี่ยหูฟังเสียงระเบิด พลางส่งข้อความไต่ถามเพื่อนฝูงในละแวกอื่น "คุณรู้ไหมว่าท้องฟ้าของเรากับท้องฟ้าของที่อื่น ๆ ในโลกนั้นต่างกันอย่างไร ?" เธอตั้งคำถาม "ตอนกลางคืน ผู้คนในที่อื่นเขานอนกันใต้แสงดาว แต่พวกเรากลับต้องหลับนอนอยู่ใต้ฝูงจรวด ฟ้าทั้งสองสว่างเหมือนกัน แต่สว่างจากคนละสาเหตุ"
บารานคิดว่าสงครามนี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี และบาดแผลทางจิตใจก็คงจะฝังรากลึกไปอีกนานแสนนาน "สงครามนี้คงจะไม่จบสิ้นลงง่าย ๆ เพราะมันลุกลามเข้ามาถึงในบ้านเรา ในครอบครัวเรา... สงครามได้ซึมเข้าไปในสายเลือด และสิงสู่เข้าไปในชีวิตของเราเสียแล้ว"
พลเมืองในนครโบราณ 6,000 ปีแห่งนี้ต่างดำรงชีพอยู่ท่ามกลางความหวาดหวั่นต่อลูกระเบิดสัญชาติอเมริกันและอิสราเอล ขณะเดียวกันก็หวาดผวาต่อระบอบการปกครองและการซ้อมทรมาน เป็นความหวาดกลัวในใจอยู่ทุกวันไม่ว่างเว้น โดยไม่เห็นวี่แววของหนทางรอดเลยแม้แต่น้อย
รายงานเพิ่มเติมโดย อลิซ ดอยอาร์ด