มติสภา 293 ต่อ 119 โหวตหนุน อนุทิน นั่งนายกฯ อีกสมัย

ที่มาของภาพ, Reuters
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ "เห็นชอบ" ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียง 293 ต่อ 119 เสียง และงดออกเสียง 86 เสียง
นายอนุทิน วัย 59 ปี นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอย่างน้อย 16 พรรค โดยในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ วันนี้ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เข้าชิงด้วย
ความเคลื่อนไหวก่อนเริ่มประชุมสภาที่เป็นที่จับตา คือ พรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งมีกระแสก่อนหน้านี้ว่าอาจมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ให้สภาพิจารณา ทว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. เปิดเผยหลังประชุมหารือกับ สส. พรรคก่อนเปิดประชุมสภาว่า พรรคมีมติงดออกเสียง ซึ่งผลการลงมติพบว่า สส. สังกัดพรรค กธ. ลงมติงดออกเสียง แบบไม่แตกแถวทั้ง 58 คน
ทว่ากลับปรากฏการลงมติสวนมติพรรคจาก สส. พรรค ปชน. ได้แก่ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส. อุดรธานี เขต 7 พรรค ปชน. ที่โหวตให้ นายอนุทิน เป็นนายกฯ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเสียงสนับสนุนให้นายอนุทินมากกว่าจำนวน สส. ที่พรรค ภท. รวบรวมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคไทรวมพลัง ยกพรรคจำนวน 6 เสียง
หลังปิดประชุมสภา นายอนุทินกล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยเขาระบุว่า "ทุกคนก็ให้ข้อคิด และทุกคนก็ต้องแสดงท่าทีของของตัวเองอย่างเต็มที่"
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องมี "งูเห่า" มาโหวตให้นายอนุทิน เขาไม่ตอบคำถามและรีบออกไปประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งคาดว่าวันนี้จะเร่งถกเรื่องปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง
ย้อนบรรยากาศ เกิดอะไรขึ้นบ้างในการประชุมสภา
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ (19 มี.ค.) เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. โดยมีวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. เป็นผู้เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกฯ
ในการลงมติเลือกนายกฯ ใช้การลงคะแนนโดยเปิดเผย ด้วยการขานชื่อสมาชิกตามลำดับตัวอักษร
ผู้ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ต้องได้รับเสียงโหวตมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จาก สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งหมด 499 คน กล่าวคือต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 250 เสียง
ก่อนการโหวตเลือกนายกฯ เพียงหนึ่งวัน ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ 6 ต่อ 3 วานนี้ (18 มี.ค.) ให้รับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดินที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า การจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (barcode) และรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อว่าอาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ที่มาของภาพ, thai news pix
ก่อนหน้านี้ การรวบรวมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำ ประกอบด้วย ภูมิใจไทย (ภท.), เพื่อไทย (พท.) และพรรคเล็กรวมทั้งสิ้น 293 เสียง จาก 16 พรรคการเมือง โดยไม่มีพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตามการเปิดเผยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก ภท. เมื่อ 12 มี.ค. ซึ่งนายอนุทินบอกว่าเป็น "จำนวนที่เหมาะสม และสะดวกต่อการบริหาร"
ทั้ง 293 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย (191 ที่นั่ง), พรรคเพื่อไทย (74 ที่นั่ง), พรรคพลังประชารัฐ (5 ที่นั่ง), พรรคประชาชาติ (5 ที่นั่ง), พรรคเศรษฐกิจ (3 ที่นั่ง), พรรคไทยสร้างไทย (2 ที่นั่ง), พรรคเพื่อชาติไทย (2 ที่นั่ง) และพรรคเล็กอีก 8 พรรคที่ได้เก้าอี้พรรคละ 1 ที่นั่ง ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่, พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคโอกาสใหม่
นอกจากนี้ยังรวมถึงพรรคล่าสุดที่เปิดตัวเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก่อนโหวตนายกฯ เช้านี้ คือ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีก 2 เสียง ซึ่ง 2 สส. ของพรรค ได้แก่ นาย ชัชวาลล์ คงอุดม และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งขยับลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ แทนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ลาออกไป เปิดตัวแถลงข่าวร่วมกับ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ภท. ที่รัฐสภา เพื่อแสดงตนว่าพร้อมสนับนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี
ทว่าด้วยเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.สุพรรณบุรี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ประกาศรับรอง ทำให้เสียงของรัฐบาลเหลือ 292 เสียง
ส่วนพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาลและเตรียมเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านมีทั้งสิ้น 7 พรรค รวม 207 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน (120 ที่นั่ง), พรรคกล้าธรรม (58 ที่นั่ง), พรรคประชาธิปัตย์ (21 ที่นั่ง), พรรคไทรวมพลัง (6 ที่นั่ง), พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทยภักดี พรรคละ 1 ที่นั่ง
293 เสียงโหวตให้ อนุทิน มาจากไหน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การลงมติโหวตนายกฯ มี สส. เข้าร่วมประชุมและลงมติ 498 คน จาก สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 499 คน โดยที่ประชุมสภาเริ่มกระบวนการโหวตเลือกนายกฯ ในเวลา 12.15 น. โดยใช้เวลากว่า 1 ชม. ก่อนประธานสภาผู้แทนราษฎรจะปิดประชุมในเวลา 13.22 น.
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศผลการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุมสภามีมติ 293 ต่อ 119 เสียง เห็นชอบให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยมีสมาชิกงดออกเสียง 86 เสียง
คะแนนเสียง "เห็นชอบ" มากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ของสภา หรือ 250 จากทั้งหมด 498 เสียง จึงถือว่านายอนุทินได้รับความไว้วางใจเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง ซึ่งถือเป็นนายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทย
เมื่อตรวจสอบเสียงโหวตสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรค พบว่ามีการลงคะแนนไม่แตกแถว และยังมีเสียงจาก สส. พรรคไทรวมพลังเพิ่มมาอีก 6 เสียง รวมถึงการโหวตสวนมติพรรคของ สส.อุดรธานี พรรคประชาชน 1 เสียง ขณะที่ 1 สส. พรรคไทยสร้างไทย ลงมติงดออกเสียง 1 คน
สำหรับ 293 เสียงที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ ได้แก่
- พรรคภูมิใจไทย โหวตนายอนุทิน 187 เสียง จากที่มี สส. ทั้งหมด 191 คน โดยเสียงที่หายไป 4 เสียงคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ, น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภา คนที่ 1 ทั้งสองลงคะแนนงดออกเสียงเพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมือง นอกจากนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังงดออกเสียงด้วย ขณะที่มี สส. ภท. 1 คน คือ นายหรั่ง ธุระพล สส. เขต 3 จ.อุดรธานี ไม่ปรากฏการลงคะแนน
- พรรคเพื่อไทย 73 เสียง (ได้ สส. 74 คน แต่นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ งดออกเสียง เพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมือง)
- พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง
- พรรคประชาชาติ 5 เสียง
- พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง
- พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง (ได้ สส. 2 คน แต่นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด งดออกเสียง)
- พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง
- รวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง
- พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง
- พรรคเล็กอีก 8 พรรค รวม 8 เสียง
- สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน 1 เสียง
สำหรับพรรคไทรวมพลัง ซึ่งได้ สส. 6 ที่นั่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ใน จ.อุบลราชธานี ก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏว่าถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล แต่วันนี้พบว่ามีการโหวตให้นายอนุทินทั้ง 6 เสียง
ส่วน สส. ที่งดออกเสียง 86 คน ประกอบด้วย นายอนุทิน, นายณัฐพงษ์, สส. พรรคกล้าธรรม 58 คน, สส.พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน, กลุ่มประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ 2 คน นอกจากนี้ยังมี นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี และนายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สภาให้เวลาอภิปรายก่อนโหวตฝ่ายละ 70 นาที
หลังเริ่มการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในเวลา 10.00 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปรึกษาที่ประชุมขอความเห็นชอบขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้สมาชิกเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และเป็นผู้มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกที่ได้รับเลือกเป็น สส. ไม่น้อยกว่า 25 คน และมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 50 คน โดยการรับรองใช้วิธีเสียบบัตรแสดงตน
ส่วนวิธีการออกเสียงลงคะแนนจะกระทำโดยเปิดเผยตามแนวทางที่เคยปฏิบัติ คือเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับหมายเลขประจำตัวของสมาชิก ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน โดยต้องมีเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของ สส. คือ 250 คน
เมื่อไม่มีผู้คัดค้านขั้นตอนดังกล่าว นายโสภณจึงเปิดให้ สส. เสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อพรรค ภท. ลุกขึ้นเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ที่มาของภาพ, Thai news pix
จากนั้นประธานสภาฯ เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ และผู้ที่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น สรุปข้อตกลงในการประชุมตามที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พูดคุยหารือกันก่อนเข้าประชุม ซึ่งนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. เปิดเผยว่าทั้งหมด 3 ข้อ คือ
- ฝ่ายที่สนับสนุนนายอนุทินและฝ่านที่เห็นเป็นอย่างอื่น จะได้รับเวลาในการอภิปรายเท่ากันคือฝ่ายละ 70 นาที ซึ่งในกรอบเวลาดังกล่าวรวมเวลาของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ การประท้วง และการใช้สิทธิพาดพิงต่าง ๆ อยู่ในกรอบนั้นทั้งหมด
- ขอให้แต่ละพรรคส่งตัวแทนในการอภิปรายพรรคละไม่เกิน 1 คน ไม่รวมตัวผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ที่สามารถลุกขึ้นอภิปรายและใช้สิทธิเมื่อถูกพาดพิงได้
- กรอบเนื้อหาสาระในการอภิปราย ขอให้ประธานสภาฯ ควบคุมเนื้อหาสาระให้อยู่ในเรื่อง "คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ" เท่านั้น
รังสิมันต์ชี้อนุทิน "ปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" ไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่าเมื่อต้องพูดถึงคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ จำเป็นต้องพูดถึงพฤติกรรมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาว่าสุดท้ายผู้ดำรงตำแหน่งนี้ควรมีคุณสมบัติเช่นไร
เขาเริ่มต้นจากวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นในห้วงรัฐบาลรักษาการที่นำโดยนายอนุทินขณะนี้ โดยหยิบยกเรื่องปัญหาน้ำมันเถื่อนที่เรื้อรังมาอย่างยาวนานและชี้ว่ามีกำลังมีการทุจริตเกิดขึ้น
เมื่อถึงช่วงนี้ นายอัครเดช วงพิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรค ภท. ขึ้นประท้วงว่าการอภิปรายไม่อยู่ในประเด็นคุณสมบัตินายกฯ ประธานสภาฯ จึงกำชับให้การอภิปรายอยู่ในกรอบเนื้อหาที่ตกลงกันไว้และไม่ไปถึงรายละเอียดที่ดูเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ด้านนายรังสิมันต์บอกว่าเขากำลังชี้ให้เห็นว่าตามกฎหมายแล้วนายกฯ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่กรณีเรื่องน้ำมันเถื่อนกำลังทำให้เกิดความกังขาในข้อนี้
"เราจะคิดไปข้างหน้าโดยมองแล้วประเมินเอาว่าตัวเขาจะต้องซื่อสัตย์สุจริตแน่ ๆ ทั้ง ๆ ที่ในวันนี้ท่านมีอำนาจ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านแถลงตลอดเวลาว่าน้ำมันมีพอ ต้นทางมีพอ แล้วมันหายไปไหน ถ้าไม่ใช่การทำนโยบายทุจริตแบบที่ผ่านมา แล้วพี่น้องประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนเช่นนี้ได้อย่างไร" นายรังสิมันต์ ชี้แจงต่อประธานสภา
นายรังสิมันต์อภิปรายต่อในประเด็นที่สองว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ถือว่า "เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยของเรา" และกล่าวหาว่านายอนุทินเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งที่สุจริตยุติธรรมได้
พอถึงช่วงนี้ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรค ภท. ลุกขึ้นประท้วงกรณีที่นายรังสิมันต์กล่าวหาว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สกปรก โดยบอกว่าเขาในฐานะผู้ได้เสียยืนยันว่าผู้แทนฯ ในรัฐสภาแห่งนี้มาด้วยกฎหมายเดียวกัน ทุกคนมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
"ถ้าสกปรกที่สุดมันก็เป็นกันทั้งหมดแหละครับ" นายสนอง กล่าว
จากนั้น นายโสภณ ประธานสภาฯ วินิจฉัยว่าการกล่าวหาว่าการเลือกตั้งสกปรกนั้นไม่เหมาะสม และไม่ให้กล่าวคำนี้อีกในการอภิปรายวันนี้
นายรังสิมันต์ยืนยันว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดไม่ใช่ปัญหาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. อย่างที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น แต่เขาตั้งคำถามว่าการโยกย้ายนายอำเภอถึง 250 ตำแหน่งก่อนการเลือกตั้งว่าเป็นมาตรฐานทางการเมืองที่ดีหรือไม่ และชี้ให้เห็นว่าผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหารกำลังใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือไม่
ทั้งนี้ นายอนุทินดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีควบคู่กับ รมว.มหาดไทย
"ผมถามตรง ๆ ระบบการเลือกตั้งที่มันต้องโยกย้ายกันก่อน ในตำแหน่งที่มันมโหฬารเช่นนี้ เรายอมรับกันจริง ๆ หรือ" นายรังสิมันต์ กล่าว
เขาเน้นย้ำว่าพฤติกรรมของนายอนุทินเช่นนี้ไม่อาจยอมรับให้เป็นมาตรฐานทางการเมืองได้ เพราะส่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันและโกงการเลือกตั้ง ซึ่งเขาหวังว่านายอนุทินจะไม่ทำเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีข้อกังขามากขึ้นว่า นายอนุทินมีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีจริงหรือ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ต่อจากนั้น นายรังสิมันต์หยิบยกกรณี "การฮั้ว สว." ขึ้นมาอภิปรายเป็นประเด็นที่สาม โดยกล่าวว่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีบทบาทสำคัญในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ รวมถึงตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ
"เอาความจริงมาคุยกันว่าเรื่องฮั้ว สว. ที่เขาว่ากันว่าเป็นการ 'ฮั้ว สว. สีน้ำเงิน' ตกลงแล้วท่านอนุทินซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาจากเรื่องนี้ด้วย มันยังไม่ชัดเจนหรือครับว่าท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ที่มีข้อกังขาในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตมากที่สุด" นายรังสิมันต์ กล่าว
คำกล่าวนี้ทำให้นายสนอง สส.บุรีรัมย์ พรรค ภท. ลุกขึ้นประท้วงทันทีว่า "คดีฮั้ว สว." ยังไม่มีการชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่นายรังสิมันต์ผู้อภิปรายนั้น เป็นหนึ่งใน 44 สส. ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงจากปมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112
อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ชี้แจงสั้น ๆ ว่าทุกคนทราบดีว่าบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ และสิ่งที่พวกเขาถูกชี้มูลนั้นไม่ได้เกิดจากการโกงแผ่นดินหรือคอร์รัปชัน
ด้านนายโสภณ ประธานสภาฯ กล่าวว่าไม่เห็นด้วยที่นายรังสิมันต์กล่าวว่าบ้านเมืองนี้ไม่ปกติ และขอให้นายรังสิมันต์อภิปรายอยู่ในประเด็น
จากนั้นนายรังสิมันต์กล่าวสรุปการอภิปรายว่าจาก 3 กรณีที่เขาหยิบยกมานั้น ชี้ให้เห็นว่านายอนุทินไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 เนื่องจาก "ปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" จึงขอให้สภาแห่งนี้พิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจในวาระสำคัญวันนี้
เสรีพิศุทธ์ไม่สนับสนุนอนุทิน เพราะ "คดี ฮั้ว สว." และคดีที่ดินเขากระโดง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ลุกขึ้นอภิปรายถึงเหตุผลที่เขาไม่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ แม้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวก็ตาม ทั้งไปร่วมงานแต่งงานของนายอนุทินที่จัดขึ้นหลายครั้ง และเชิญมาร่วมรับประทานอาหาร
เขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้ไม่สามารถสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ ได้ ประการแรกคือ "คดี ฮั้ว สว." ซึ่งคดีอยู่ในชั้น กกต. เขาจึงไม่ขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีนี้มาก แต่ส่วนตัวเห็นว่า "เป็นเรื่องร้ายแรงต่อประเทศชาติมาก"
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อไปว่านับตั้งแต่นายอนุทินดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำรัฐบาล เรื่อยมาจนได้รับเลือกเป็นนายกฯ และปัจจุบันเป็นนายกฯ รักษาการ ควบคู่เก้าอี้ รมว.มหาดไทย มีคดีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงที่มีการฟ้องร้องอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์
เขากล่าวว่าคดีในศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยุติเป็นที่เรียบร้อยแล้วและได้ข้อสรุปคำพิพากษาว่าที่ดินเขากระโดงจำนวน 83 ไร่ เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
ทว่า นายอนุทินในฐานะทั้งนายกฯ และ รมว.มหาดไทย กลับไม่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 นำที่ดินดังกล่าวคืนกลับมาให้ รฟท. และดำเนินการชดใช้ในส่วนที่มีปัญหา ทำให้ในเวลาต่อมา รฟท. ต้องเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองเอง และศาลปกครองก็พิพากษาว่าให้คืนที่ดินให้กับ รฟท.
"แต่คุณอนุทินก็ยังนิ่งเฉย เพราะอะไรครับ เพราะที่ดินแปลงนี้ 5,000 กว่าไร่ เป็นของผู้ยิ่งใหญ่ในบุรีรัมย์กว่า 300 ไร่ เอาไปทำสนามแข่งรถ สนามฟุตบอล ซึ่งมีตัวเอง ภรรยา และลูกเป็นผู้บริหารทั้งหมด รวมทั้งคุณไชยชนก [ชิดชอบ] รักษาการรัฐมนตรีในขณะนี้ด้วย และเป็นผู้บริหารบริษัทเหล่านี้" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
เขาอภิปรายต่อว่านายอนุทินยังมีชื่อในบ้านเลขที่ที่อยู่ใน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ แต่ยังพูดไม่ทันจบเนื้อความ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรค ภท. ลุกขึ้นประท้วงตามข้อ 69 บอกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กำลังอภิปราย "ให้ร้ายป้ายสี"
ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่าสิ่งที่พูดเป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันในสาธารณะเป็นวงกว้างว่านายอนุทินมีบ้านที่กรุงเทพฯ แต่กลับมีชื่อในบ้านเลขที่บนที่ดินเขากระโดง
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ลุกขึ้นประท้วงทันที เขาเห็นด้วยกับนายบุญจงว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กำลังกล่าวร้ายนายอนุทิน โดยนายศุภชัยยืนยันว่าการมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ได้หมายความว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และกรณีนี้ก็อยู่ในชั้นศาล ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรไปก้าวล่วง
ในเวลาต่อมา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งคำถามถึงการจัดงานโมโตจีพี (MotoGP) ที่ จ.บุรีรัมย์ว่าเอื้อประโยชน์ใครหรือไม่ ซึ่งถูกนายศุภชัยลุกขึ้นประท้วงทันทีเช่นกัน
สุดท้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สรุปว่าทั้งหมดที่เขาอภิปรายมาสะท้อนถึงจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขาเตรียมยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อไป และย้ำว่าผู้โหวตสนับสนุนนายอนุทินก็ถือว่าไม่มีคุณธรรมจริยธรรมเช่นกัน
จุลพันธ์ ย้ำสนับสนุนอนุทินเพราะ "รับฟังเสียงประชาชน"
ด้านตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ลุกขึ้นปภิปราย คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ที่เริ่มจากการแสดงความเป็นห่วงถึงบรรยากาศในการอภิปราย โดยเน้นย้ำขอให้อยู่ในกรอบข้อบังคับของการประชุม ซึ่งไม่อนุญาตให้ใส่ร้ายป้ายสีหรือพูดเท็จ
นายจุลพันธ์ออกตัวตั้งแต่ช่วงต้นว่าเขาจะไม่พูดถึงคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ แต่ละคนมากนัก เพราะเขาเอง "ไม่ใช่พระโสดาบันที่จะไปชี้ ไปกล่าวโทษ ไปบอกว่าใครดี ใครเลว" และมองว่ากระบวนการเข้าสู่การเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของทุกพรรคการเมือง ได้ผ่านการพิสูจน์ตรวจสอบคุณสมบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว และหลังจากนี้ยังมีกระบวนการต่าง ๆ ในการพิสูจน์ข้อสงสัยเพิ่มเติมสำหรับบุคคลใด ๆ ที่ได้รับตำแหน่งไหนก็ตาม ทั้งจากกระบวนการตั้งกระทู้ถาม หรือตั้งญัตติต่าง ๆ รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หัวหน้าพรรค พท. ยังกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้พรรคมีมติเห็นชอบสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เนื่องจากพรรค ภท. ผ่านการเลือกตั้งโดยได้จำนวนทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง 191 เสียง มากกว่าอันดับสองและอันดับสามอย่างมีนัยสำคัญ
เขากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยรับฟังเสียงประชาชนและมองว่ามองว่าเป็นหน้าที่ของ สส. ที่ต้องเร่งดำเนินการเลือกนายกฯ เพื่อแก้วิกฤตต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลรักษาการไม่ได้มีอำนาจเต็มเด็ดขาด
อภิสิทธิ์ ย้ำจุดยืน ปชป. ไม่เลือกทั้ง อนุทิน-ณัฐพงษ์ เพราะมีคดีที่ยังรอพิจารณา
ในการกลับมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังจากลาออก สส. เมื่อกลางปี 2562 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. อภิปรายถึงสาเหตุที่ทำให้พรรค ปชป. ไม่สามารถสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ได้ด้วยเหตุผลหลัก คือ คดี "ฮั้ว สว." ที่นายอนุทินถูกกล่าวหาและอยู่ในระหว่างกระบวนการของสองหน่วยงาน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่านี่เป็นคดีที่ "มีความร้ายแรงในระดับที่สามารถทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง" เพราะหาก สว. ตกอยู่ใต้อาณัติของนักการเมืองหรือพรรคการเมือง ก็จะทำให้องค์กรอิสระที่ สว. สรรหา ขาดความเป็นอิสระตามไปด้วย และจะไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้
นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการของ กกต. ในคดีนี้ ระบุว่า "อนุกรรมการสืบสวนชุดที่ 26" ซึ่งดำเนินการสืบสวนเรื่อง ได้แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมถึงนายอนุทิน รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ซึ่งโดยปกติจะต้องส่งเรื่องต่อให้กับ "อนุกรรมการวินิจฉัย" ของ กกต. ที่มีทั้งหมด 35 คณะ ซึ่งจะไม่แน่นอนว่าคดีดังกล่าวจะเข้าไปอยู่ในอนุกรรมการวินิจฉัยคณะใด เพราะจะต้องขึ้นอยู่กับลำดับของเรื่องที่เข้าไปในชั้นนี้ แต่ปรากฏว่า กกต. ได้ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยเจาะจงให้มาพิจารณาเรื่องนี้ ทำให้มีผู้ไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งจะมีคำสั่งเรื่องนี้ในเดือนนี้
หัวหน้าพรรคสีฟ้ายังไล่เรียงความคืบหน้าการสอบสวนคดีเดียวกันในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ก่อนหน้านี้มีการส่งสำนวนฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 คน ให้กับอัยการ แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา อัยการได้ส่งสำนวนกลับมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่าผู้ต้องหาทั้ง 8 คน เป็นเพียง "ส่วนหนึ่งของขบวนการ" ซึ่งจำเป็นต้องสอบสวนให้ครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอัยการยังระบุด้วยว่ากรณีนี้ เกี่ยวข้องกับคนประมาณ 1,200 คน วงเงิน 300 ล้านบาท โดยมีข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และการฟอกเงิน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบให้บุคคลที่มีสถานะในปัจจุบันมีคดีค้างอยู่เช่นนี้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนที่พึงจะมี เป็นการรบกวนประเด็นในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าทำไมเราไม่สามารถหาบุคคลอื่นได้" นายอภิสิทธิ์ระบุ
อภิสิทธิ์ยังอธิบายถึงเหตุผลที่ไม่สนับสนุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตจากพรรค ปชน. เป็นนายกฯ เพราะ "ใช้หลักการและมาตรฐานเดียวกัน" โดยเมื่อนายณัฐพงษ์มีคดีที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูล เมื่อเรื่องเข้าสู่ศาลก็อาจทำให้ต้องมีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เขาก็ไม่สามารถสนับสนุนนายณัฐพงษ์ได้
เขายังบอกด้วยว่า "น่าเสียดาย" ที่ "สองพรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลที่สมควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ความจริงท่านมีแคนดิเดตนายกที่ไม่มีปัญหาที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานมาทั้งหมดเลย ในตัวท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ และท่าน สส.วีระยุทธ เราจึงจำเป็นต้องงดออกเสียง" อภิสิทธิ์กล่าว
อรรถกร ร่ายเหตุ กธ. งดออกเสียง บอกลืมธรรมนัสไม่ว่า อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรค กธ. ลุกขึ้นอภิปรายว่าเขาไม่สบายใจต่อกระบวนการร่วมโหวตนายกฯ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีมติรับคำร้องกรณีบัตรเลือกตั้ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริหารงานรัฐบาลมากน้อยเพียงใด หากมีมติที่เป็นลบ กระบวนการที่สภาลงมติในวันนี้จะเป็นไปโดยชอบหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาความจำเป็นเร่งด่วนอย่างเรื่องสงครามในตะวันออกกลางย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแน่นอน ดังนั้นสภาจึงต้องเดินหน้ากระบวนการเพื่อให้มีรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการและมีอำนาจเต็มในการแก้ปัญหาของประชาชน
"ถ้าไม่ได้มีสถานการณ์เร่งด่วน ผมและพรรคกล้าธรรมอาจจะมีการตีรวนหรือมีการป่วน... แต่ยืนยันว่าผมไม่ได้ป่วน เพราะการเลือกประธานสภาครั้งที่แล้ว ผมมีเจตนารมณ์อยากให้กระบวนการสมบูรณ์ แต่วันนี้ประเทศไทย ต้องการคนเก่งดี ทำงานเร็ว ไปแก้ไข จึงไม่คิดไปขัดขวางกระบวนการในวันนี้" นายอรรถกรกล่าว
สส.ฉะเชิงเทรา พรรค กธ. กล่าวต่อไปว่า ทราบว่านายอนุทินมีภารกิจเยอะ กลัวว่านายอนุทินจะทำงานมากเกินไปจนเกิดภาวะ "ขี้ลืม"
เขาแสดงความกังวลว่านายอนุทินจะลืมว่าหนึ่งในภาคที่ได้รับผลกระทบจากสงครามคือภาคท่องเที่ยว จากการขาดแคลนน้ำมัน กลัวนายอนุทินลืมคำมั่นสัญญาว่า "จะทำให้คนไทยทุกคนรวย" ตอนนี้เสียงที่ประชาชนส่งมาให้นายอนุทินแก้ปัญหาคือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เพราะสถานการณ์ตอนนี้เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม และ "การลืม" ประการที่สาม เขาได้พาดพิงไปยังเรื่องการรวบรวมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาลที่น่าจะเป็นที่ชัดเจนแล้วไม่มี กธ. ในพรรคร่วม

ที่มาของภาพ, thai news pix
"อีกประเด็น ผมกลัวว่าท่านจะลืมพี่ ลืมน้อง ลืมเพื่อน กูรูทุกสำนัก เดือนที่แล้วยังบอกว่าไม่น่าจะพลิกขั้ว แต่วันนี้ก็ไม่เป็นไร แต่คนที่ร่วมสู้กันมาวันนี้ ท่านลืมเพื่อนแล้ว เพื่อนที่ชื่อผู้กองธรรมนัสไม่ว่า แต่ขออย่างเดียว วันนี้ท่านได้เกือบ 300 เสียง ท่านอย่าลืมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน"
นายอรรถกรสรุปว่าวันนี้ไม่สามารถจะโหวตให้นายอนุทินได้ แต่ถ้านายอนุทินสามารถพาประเทศชาติผ่านวิกฤตได้ "ในโอกาสครั้งหน้าเราอาจโหวตกฎหมายที่ท่านเสนอมา" ก่อนปิดจบว่าพรรคกล้าธรรมมีมติงดออกเสียง
อนุทิน ให้คำมั่น "รัฐบาลของผมจะบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด"
ก่อนจบการอภิปรายคุณสมบัติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวขอบคุณสมาชิกที่เสนอชื่อและรับรองเสียงในการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยยืนยันว่าสำหรับตัวเขา ไม่ว่า สส. จากพรรคใดจะลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ แต่ในหัวใจของเขา สส. ทุกคนคือผู้แทนของปวงชนชาวไทย เสียงของทุกคนดังเท่ากัน และพร้อมที่จะรับคำแนะนำ คำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอแนะไปปฏิบัติ หากมีโอกาสได้ทำหน้าที่บริหารประเทศในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
"ขอให้คำยืนยันต่อ สส. และสมาชิกรัฐสภาทุกท่านว่า ผมจะเป็นนายกฯ ที่ทำงานร่วมกันอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและต่อพี่น้องประชาชน ผมจะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานเมื่อครั้งรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อ 14 มี.ค. ว่าขอให้ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์ของประชาชน เป็นเป้าหมายสูงสุด..."

ที่มาของภาพ, Thai news pix
นายอนุทิน กล่าวว่าถือว่า สส. ทุกคน "เป็นมิตร" ที่มีเป้าหมายเดียวกัน หากได้รับความไว้วางใจ เขาและรัฐบาลก็จะสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติร่วมกับรัฐสภาอย่างเต็มที่ โดยพร้อมน้อมรับการตัดสินของ สส. ทุกคน
"ผมถือว่าทุกคนเป็นมิตรของผม เป็นเพื่อนที่ดี และมีเป้าหมายร่วมกันคือประโยชน์ของประเทศและประชาชน" นายอนุทินกล่าว พร้อมขอบคุณทุกเสียงที่เคยมอบให้เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา รวมทั้งข้าราชการที่เอื้อให้การบริหารราชการแผ่นดินผ่านไปได้ แม้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
"ขณะนี้แม้จะมีปัญหาที่แก้ไขกันต่อไป ผมมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือของทุกท่าน รัฐบาลของผมจะทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป"
ปชน. แถลงค้านประธานสภาปิดประชุมทันที ไม่ให้หารือเรื่องน้ำมันต่อ
ทางพรรค ปชน. แจ้งสื่อแถลงข่าวทันทีภายหลังจากที่กระบวนการโหวตเลือกนายกฯ เสร็จสิ้นลงและประธานสภาผู้แทนราษฎรปิดประชุมสภา
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยที่ประธานสภาฯ เร่งปิดการประชุมโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการหารือเรื่องอื่น ๆ ต่อ เช่น เรื่องน้ำมัน ซึ่งประชาชนกำลังเผชิญปัญหาและพรรคได้เตรียมข้อเสนอไว้
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวต่อว่าพรรค ปชน. ได้รวบรวมข้อเสนอจากประชาชนหลายจังหวัดเพื่อจะนำเสนอต่อไปยังรัฐบาล เช่น การปลดล็อกให้รถขนส่งน้ำมันเข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งทราบว่ามีการสั่งการเร่งด่วนจากกระทรวงมหาดไทยไปแล้ว ซึ่งนายวีระยุทธเน้นย้ำขอให้มีการรับลูกต่อโดยผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ให้การขนส่งน้ำมันสามารถกระจายได้อย่างทั่วถึง
เขายังระบุด้วยว่าพรรค ปชน. จะติดตามต่อในกรณีที่ ศบก. ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม เป็นประธาน ระบุว่าในวันนี้ (19 มี.ค.) จะมีการจับผิดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) น้ำมัน ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงตัวแทนปั๊มน้ำมัน เพื่อหาให้ได้ว่าใครทำให้น้ำมันไปไม่ถึงมือประชาชน
รองหัวหน้าพรรค ปชน. ยังเสนอให้มีการทำระบบแสดงข้อมูล (dashboard) ให้ประชาชนในทุกจังหวัดสามารถเห็นข้อมูลได้ว่า "น้ำมันที่ไหนเติมได้ เหลือน้ำมันเท่าไหร่ ดีเซลเท่าไหร่ เบนซินเท่าไหร่" ซึ่งมีภาคเอกชน รวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ลำพูน เริ่มทำแล้ว จึงมองว่าการจะทำให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ในทุกจังหวัดไม่ใช่เรื่องยาก และจะช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ด้วยว่ารอยรั่วที่ทำให้น้ำมันขาดแคลนอยู่ที่จุดไหน
ณัฐพงษ์ เชื่อ สส. โหวตสวนมติพรรค "มีผลประโยชน์อย่างอื่น"

ที่มาของภาพ, People's Party/ handout
ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค ปชน. ยังตอบคำถามสื่อกรณีที่มี สส.ปชน. โหวตสวนมติพรรคไปสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯ โดยเขาบอกว่าเป็นสิ่งที่ "ต้องถามกลับไปยังคนที่ซื้อ"
"ครั้งนี้การโหวตผมพูดได้ชัดเจนว่าคงไม่ได้เป็นการตัดสินใจของคุณสุริยาเองโดยที่ไม่ได้มีผลประโยชน์อย่างอื่น มีผลประโยชน์อย่างอื่นแน่นอน เพราะฉะนั้นบุคคลที่กระทำการแบบนี้ ซึ่งก็คงไม่ได้มาจากฝั่งฝ่ายค้านแน่นอน ก็ต้องตั้งคำถามกับเขาว่าคุณอยากเห็นระบบการเมืองเป็นแบบนี้จริง ๆ หรือ คุณทำไปเพื่ออะไร" นายณัฐพงษ์กล่าว
"ผมไม่เห็นความจำเป็นอื่นใด ณ ตอนนี้ ในสถานการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลเองก็มีเสถียรภาพทางด้านจำนวนเสียงมากอยู่แล้ว นอกเหนือจากเป้าหมายในการที่จะพยายามมุ่งทำลายล้างเรื่องของความเชื่อมั่นของพวกเรา"
หัวหน้าพรรคสีส้ม กล่าวยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้เสียสมาธิ และพร้อมจะดำเนินการกรณีนี้ภายในพรรคอย่างเต็มที่โดยเฉพาะการดำเนินการทางวินัยเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดในอดีต
นายณัฐพงษ์ยังระบุด้วยว่า เขาเองก็พอจะทราบเบาะแสเรื่องของการ "ซื้อ" ก่อนที่จะมีการโหวตอยู่บ้าง แต่ "เมื่อยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง" เขาเองในฐานะหัวหน้าพรรค "คงไม่สามารถที่จะไปบอกได้ เนื่องจากจะเป็นการกล่าวหาเพื่อนร่วมพรรค"
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีการใช้ "งูดูดงู" คือใช้ "งูเห่าเก่า" คือคนที่เคยโหวตสวนมติพรรค มาชักชวน "งูเห่าใหม่" เขาบอกว่าได้รับทราบ "ข้อมูลหลังบ้าน" มาบ้าง แต่ขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
เมื่อถูกถามว่าตัวผู้สมัครมีปัญหาเรื่องหนี้สินที่ทำให้อาจเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจเช่นนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าในกระบวนการสรรหา สส. ของพรรค "ที่ผ่านมาเราก็พยายามตรวจสอบ background (ปูมหลัง) ทุกอย่างอย่างรอบด้านแล้ว" ทำให้ "ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ว่าตกลงเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยใด" ที่ทำให้ผู้สมัครตัดสินใจทำเช่นนี้
หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุว่าหลังจากนี้จะมีการสืบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินการทางวินัย ส่วนจะดำเนินการอย่างไรจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้ง
ขั้นตอนโหวตเลือกนายกฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถูกบรรจุไว้ในวาระเรื่องด่วน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเริ่มขึ้นเวลา 10.00 น. วันนี้
สำหรับรายชื่อบุคคลที่จะเสนอชิงเก้าอี้นายกฯ ได้ ต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้กับ กกต. ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง และเป็นพรรคที่มี สส. ไม่น้อยกว่า 5% ของสภา หรือมี สส. 25 คน
สำหรับแคนดิเดตนายกฯ ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ จากการที่พรรคต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 25 คน มีทั้งสิ้น 9 คน ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (ภูมิใจไทย), นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ประชาชน), ศิริกัญญา ตันสกุล (ประชาชน), วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (ประชาชน), นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (เพื่อไทย), นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (เพื่อไทย), นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (เพื่อไทย) และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า (กล้าธรรม)
ในการเสนอชื่อต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภา
ส่วนในการลงมติ ต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวน สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ หรือไม่น้อยกว่า 250 เสียง































