โมจตาบา คาเมเนอี ต้องเผชิญอะไรบ้าง บนเส้นทางการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในฐานะผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

ที่มาของภาพ, Getty Images, BBC
- Author, อามีร์ อาซิมี
- Role, บีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย
- เวลาอ่าน: 9 นาที
หลังผ่านช่วงเวลาเที่ยงคืนของคืนวันอาทิตย์ได้ไม่นาน สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านได้แทรกตารางออกอากาศตามปกติ เพื่อประกาศข่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกซึ่งผิดแปลกจากมาตรฐานตามปกติ
ผู้ประกาศข่าว ยืนยันว่า โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านผู้ล่วงลับ อาลี คาเมเนอี ได้รับการคัดเลือกให้สืบทอดตำแหน่งแทนบิดา
ประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์กับอีกหนึ่งวัน หลังจากอาลี คาเมเนอี ถูกสังหารจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกแรกของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นวันเปิดฉากของสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้ระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ และอิสราเอล
ความตายของเขาถือเป็นแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นต่อผู้นำประเทศครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐอิสลาม นับตั้งแต่ที่รัฐชาติแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นหลังการปฏิวัติปี 1979
การคัดเลือกผู้นำสูงสุดของอิหร่านดำเนินขึ้นอย่างลับ ๆ โดยอำนาจตัดสินใจอยู่ที่สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นองค์กรผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ 88 คน ที่มีบทบาทตามรัฐธรรมนูญในการกำกับดูแลผู้นำของสาธารณรัฐอิสลาม และคัดเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งเมื่อเก้าอี้ว่างลง
ในยามปกติ กระบวนการนี้ก็ขาดความโปร่งใสอยู่แล้ว ทว่าท่ามกลางภาวะสงครามกับวิกฤตระดับชาติ กระบวนการลับสุดยอดนี้ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น
จากเงามืด
สาธารณชนแทบไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับโมจตาบา คาเมเนอี ผู้มีอายุ 56 ปี ในขณะนี้ เขาไม่เคยดำรงตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งหรือตำแหน่งทางการที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
เขาศึกษาวิชาทางศาสนาหรือ "ศาสนศาสตร์" ในสำนักศาสนศึกษาแห่งเมืองกอม (Qom) เมืองศักดิ์สิทธิ์ที่ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของศาสนาของนิกายชีอะห์ เขาเคยสอนชั้นเรียนศาสนาอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางปกติของนักวิชาการด้านศาสนาที่หวังไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งอยาตอลเลาะห์ (ตำแหน่งนักวิชาการในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ระดับสูง)
มีรายงานว่าวิชาที่เขาสอนยุติลงเมื่อปีที่แล้วตามความต้องการของเขาเองโดยไม่มีคำอธิบายชัดเจน แม้หลายฝ่ายจะเชื่อกันว่า บิดาของเขาไม่ต้องการให้ใครมองว่าเขากำลังเตรียมตัวขึ้นสืบทอดตำแหน่งผู้นำในอนาคต
โดยทั่วไป อาลี คาเมเนอี ไม่ค่อยเต็มใจให้บุตรชายเข้ามามีบทบาททางการเมืองหรือกิจการสาธารณะอย่างเปิดเผย เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดภาพลักษณ์การสืบทอดอำนาจทางสายเลือด หลังการโค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวีในการปฏิวัติอิสลามปี 1979

ที่มาของภาพ, Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นหลังม่านนั้น หลายคนเชื่อกันว่า โมจตาบา คาเมเนอี มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด ซึ่งเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศ และมีอำนาจครอบคลุมทั้งด้านข่าวกรอง กองทัพ ธุรกิจ และการเมือง นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า เขาใช้อิทธิพลทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญมาโดยตลอด
หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างดังกล่าวคือ เขามีส่วนในการแทรกแซงทางการเมือง ปรากฏชัดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านในปี 2005 และการก้าวขึ้นสู่อำนาจของ มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ผู้คนจำนวนมากในแวดวงการเมืองอิหร่านเชื่อว่า การสนับสนุนของโมจตาบาในการเลือกตั้งครั้งนั้น มีส่วนช่วยระดมเครือข่ายศาสนาสายอนุรักษนิยม และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับฝ่ายความมั่นคง ให้หันมาหนุนหลังอาห์มาดิเนจาด
การประกาศชัยชนะสมัยที่สองของอาห์มาดิเนจาดในปี 2009 จุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ หลังฝ่ายตรงข้าม รวมถึง มีร์-ฮอสเซน มูซาวี โต้แย้งผลการเลือกตั้งในครั้งนั้น การชุมนุมถูกตอบโต้ด้วยการปราบปรามครั้งใหญ่ และนับแต่นั้น มูซาวีก็ถูกลงโทษด้วยการกักบริเวณในบ้านมาแล้วนานกว่า 16 ปี
ระบบที่สร้างอยู่บนอำนาจของคนเพียงผู้เดียว

ที่มาของภาพ, Morteza Nikoubazl/NurPhoto via Getty Images
สถานการณ์แวดล้อมที่นำไปสู่การก้าวเข้ามานั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดของโมจตาบา คาเมเนอี นั้นซับซ้อนไปอย่างยิ่ง อิหร่านกำลังเผชิญหน้าทางการทหารโดยตรงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะเดียวกันก็ยังต้องรับมือกับผลพวงจากการลุกฮือภายในประเทศครั้งใหญ่ที่ท้าทายระบอบการปกครองด้วย
ตลอดเวลากว่าสี่ทศวรรษ สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ดำเนินไปภายใต้หลักการภายในในเชิงอำนาจที่ชัดเจน นั่นคือ แม้จะมีการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ในระดับล่างของโครงสร้างอำนาจ แต่คำตัดสินสุดท้ายอยู่ในมือของผู้นำสูงสุดเสมอ
ช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์หลังการเสียชีวิตของอาลี คาเมเนอี สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าระบอบปกครองดังกล่าวพึ่งพาโครงสร้างอำนาจนี้มากเพียงใด เมื่อปราศจากผู้นำสูงสุด กระบวนการตัดสินใจก็ชะงักงัน และความไม่แน่นอนได้แผ่กระจายไปทั่วระบบการเมือง
การเร่งแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี จึงสะท้อนว่าชนชั้นนำต้องการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ และอย่างที่เจ้าหน้าที่บางคนกล่าวเป็นการส่วนตัวว่า "ทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติ"
อย่างไรก็ตาม การยอมรับผู้นำคนใหม่ไม่ได้ง่ายดายเพียงแค่การประกาศแต่งตั้งเท่านั้น
ให้คำมั่นต่อความภักดี
ไม่กี่ชั่วโมงโมจตาบาได้รับการแต่งตั้ง แรงกดดันภายในระบอบก็เริ่มก่อตัวขึ้น สถาบันทางการเมืองและกองทัพทยอยออกมาแสดงความจงรักภักดีต่อผู้นำคนใหม่อย่างเปิดเผย
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม เลือกแสดงความจงรักภักดีในลักษณะที่เกินไปไกลกว่าหน่วยงานอื่น ๆ โดยบุคคลระดับสูงในองค์กรไม่เพียงประกาศยอมรับคำสั่ง แต่ยังมีรายงานว่าพวกเขาเรียกโมจตาบาว่า เป็นรอง "อิหม่ามผู้ซ่อนเร้น" (Hidden Imam) ซึ่งเป็นถ้อยคำทางศาสนาที่ทรงพลังในวาทกรรมการเมืองของนิกายชีอะห์
ขณะเดียวกันก็มีการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่คิดออกมาประท้วง ซึ่งสะท้อนว่ากลไกด้านความมั่นคงเตรียมตอบโต้ต่อทุกความท้าทายอย่างเด็ดขาด ในช่วงที่โมจตาบากำลังก้าวขึ้นสู่อำนาจ
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของเหล่าชนชั้นนำ ขณะเดียวกันก็มีอีกนัยหนึ่งด้วย เพราะหากการแสดงความจงรักภักดีไม่ชัดเจนพอ กระบวนการสืบทอดอำนาจอาจเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองคู่แข่ง หรือผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบ ฉวยโอกาสผลักดันความเปลี่ยนแปลง
ผู้นำประเทศจึงดูมุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้สถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น
คำถามต่อความชอบธรรม
แม้จะมีความพยายามเร่งรวมศูนย์แรงสนับสนุนของกลุ่มชนชั้นนำ ทว่าผู้นำคนใหม่รายนี้ยังเผชิญคำถามสำคัญเรื่องความชอบธรรมอยู่ดี
โมจตาบาไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงศาสนาว่าเป็น "อยาตอลเลาะห์" แตกต่างจากเหล่าผู้สอนศาสนาระดับสูงอีกหลายคน ด้านสถานีโทรทัศน์ของรัฐดูเหมือนว่าจะพยายามอุดช่องว่างดังกล่าว ด้วยการเรียกเขาทันทีว่า "อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี" ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดูเหมือนถูกยกให้เขาแบบฉับพลัน ด้านผู้ที่ประกาศความจงรักภักดีต่อเขาไปแล้วจำนวนมากก็ขานรับคำเรียกนั้นเช่นกัน
บิดาของเขา อาลี คาเมเนีอี ก็เคยเผชิญความท้าทายลักษณะเดียวกันในปี 1989 ตอนที่เขาก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดโดยไม่ได้มีคุณวุฒิทางศาสนาตามขนบอย่างครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของพ่อลูกคู่นี้มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่

ที่มาของภาพ, Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via Reuters
อาลี คาเมเนอี เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกือบทศวรรษ และมีพันธมิตรผู้ทรงอิทธิพลกระจายอยู่ทั่วทั้งระบบการเมือง ในทางตรงกันข้าม โมจตาบา คาเมเนอี ใช้เวลาส่วนใหญ่ของเส้นทางอาชีพอยู่นอกสายตาสาธารณชน
บุคคลจำนวนมากที่เคยเป็นแกนหลักในวงในของคาเมเนอีผู้พ่อ ทั้งผู้บัญชาการระดับสูง ผู้นำหน่วยข่าวกรอง และผู้เล่นสำคัญทางการเมือง ล้วนเสียชีวิตลงแล้ว ไม่ว่าจะในช่วงสงคราม 12 วันในฤดูร้อนปี 2025 หรือจากการโจมตีทางอากาศเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งคร่าชีวิตบิดา มารดา และภรรยาของเขาเช่นกัน
ช่วงเวลาหลายวันหลังเหตุการณ์นั้น บางส่วนยังเชื่อกันว่าโมจตาบาเองก็เสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าวเช่นกัน
เส้นทางยากลำบากที่รออยู่
ก่อนจะกำหนดยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ผู้นำคนใหม่จำเป็นต้องสร้างสถาปนาตนเองในโครงสร้างอำนาจอันซับซ้อนของสาธารณรัฐอิสลามเสียก่อน นั่นหมายถึงการก้าวออกจากทศวรรษแห่งความลับและแสดงให้เห็นถึงอำนาจบังคับบัญชาเหนือผู้บัญชาการทหารที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง กลุ่มการเมืองคู่แข่ง และสถาบันผู้นำทางศาสนาที่อาจไม่ได้ยอมรับเขาโดยอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน เขายังต้องตัดสินใจเกี่ยวกับสงครามกับสองกองทัพที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก ซึ่งก็ได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยว่า ผู้นำคนใหม่อาจตกเป็นเป้าหมายได้เช่นกัน
สำหรับประชาชนในวงกว้าง สถานการณ์ยิ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายคนที่เคยออกมาชุมนุมบนท้องถนนทั่วอิหร่านในช่วงการประท้วงที่ผ่านมา เคยคาดหวังว่าการเสียชีวิตของอาลี คาเมเนอี อาจเปิดทางสู่ทิศทางการเมืองแบบใหม่
ทว่าสิ่งที่พวกเขาเผชิญในตอนนี้คือคาเมเนอีอีกคนหนึ่ง อายุน้อยกว่า อาจมีพลังมากกว่า แต่ก็มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับสถาบันด้านความมั่นคงที่ค้ำจุนอำนาจการปกครองของบิดา
ณ เวลานี้ สาธารณรัฐอิสลามกำลังพยายามฉายภาพความมั่นคงท่ามกลางช่วงเวลาที่เปราะบางอย่างยิ่ง
คำถามคือ โมจตาบา คาเมเนอี จะสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ดังกล่าวให้กลายเป็นอำนาจที่แท้จริงได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจกำหนดไม่เพียงผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้ แต่รวมถึงอนาคตของรัฐอิหร่านเอง































