You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดวิสัยทัศน์แรก "ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 จากเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดตัวนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค 3 คน โดยมีชื่อของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายของนายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท.
พรรคเพื่อไทย เปิดตัวบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรค ในงาน "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้" ที่จัดขึ้น ณ ที่ทำการพรรค ถ.วิภาวดี ในวันนี้ (16 ธ.ค.) โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. ระบุว่าจากการหารือภายใน พท. พิจารณาว่า ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นบุคคลเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ทั้งสามคนมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความพร้อมทำงานได้เท่าเทียมกัน
"เราต้องการคนที่จะมาเป็นนายกฯ ที่จะสามารถนำพาประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้ง สามารถนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจซึ่งต้องนำเอาเทคโนโลยีเอไอ ใช้ความรู้สมัยใหม่เข้ามาบวกผสานเพื่อที่จะสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้าได้ จากการหารือภายในแล้ว มีความชัดเจนว่าบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุดในขณะนี้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรคเพื่อไทย คือ คุณยศชนัน" นายจุลพันธ์กล่าว
การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่พรรค พท. เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 โดย ศ.ดร.ยศชนัน ถือเป็นคนจากตระกูล "ชินวัตร" คนที่ 5 ที่ก้าวเข้ามาชิงตำแหน่งนายกฯ หลังจากประเทศไทยมีนายกฯ จากตระกูล "ชินวัตร" และ "วงศ์สวัสดิ์" รวมแล้ว 4 ราย
บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรค พท. เปิดตัวทั้ง 3 ราย ในวันนี้
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สายตรง "ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์"
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ "เชน" ปัจจุบันอายุ 46 ปี เป็นแคนดิเดตนายกฯ พท. คนเดียวในการเปิดตัวครั้งนี้ ซึ่งเป็นสายตรงจากตระกูลชินวัตร
เขาเป็นบุตรชายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ คนที่ 26 กับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ "เจ๊แดง" ซึ่งเป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้อดีตนักวิจัยผู้นี้มีศักดิ์เป็นหลานชายของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ในเส้นทางการเมือง เขาเคยสังกัดพรรค พท. และเคยลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 เมื่อปี 2557 และชนะเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งดังกล่าวถูกประกาศเป็นโมฆะ นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรค โดยเป็นวิทยากรและผู้นำความคิดในโครงการ Pheu Thai Young Professionals Program (YPP)
ในด้านประวัติการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส อาร์ลิงก์ตัน (University of Texas at Arlington) สหรัฐอเมริกา, โดยวิทยานิพนธ์และงานวิจัยของเขามุ่งเน้นการใช้คลื่นสมอง (EEG) และเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ
เส้นทางการทำงานของ ศ.ดร.ยศชนัน คือการเป็นนักวิชาการและอาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เขาเคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และถูกจับตามองว่าจะมีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตตัวเต็งที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แพทองธาร 2 เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ขณะนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้ออกมาปฏิเสธชัดเจนว่ายังไม่คิดรับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ โดยขอทำงานด้านวิชาการต่อไป พร้อมระบุว่า "การเมืองเป็นเรื่องของอนาคต" อย่างไรก็ดี ในระหว่างนั้นเขายังได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลด้านบริหารจัดการและบุคคลภายใต้รัฐบาลพรรค พท.
ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เขามีความเชื่อมั่นในตัวบุตรชาย พร้อมยืนยันว่าตนจะไม่แทรกแซงหรือชี้นำการตัดสินใจของลูกชาย เพราะถือว่าเป็นเรื่องของบ้านเมืองที่สำคัญกว่าเรื่องส่วนตัวของครอบครัว
หลังการเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคสีแดง ศ.ดร.ยศชนัน ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับกระแสวิจารณ์เรื่องความเป็นเครือญาติของตระกูลชินวัตรโดยมองว่า สิ่งนี้เป็น "ข้อได้เปรียบมากกว่าข้อเสีย" โดยเขาเปรียบเปรยสถานะของตนเองว่า "เราอาจจะเป็นคนตัวเล็ก ๆ บนมือของยักษ์ใจดีตัวหนึ่ง [ทำให้] เราสามารถมองเห็นได้ไกลขึ้น"
เมื่อถูกถามว่าการเป็นหลานของอดีตนายกฯ ทักษิณ ถือเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน เขาย้ำว่าเป็นข้อได้เปรียบ และระบุว่าพรรคมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อประชาชน
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. นักการเมืองจากเชียงใหม่
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นบุตรชายของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค พท.
จุลพันธ์เป็นทายาทของตระกูลการเมืองใหญ่ใน จ.เชียงใหม่ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าพรรค พท. เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ก่อนได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันนี้ (16 ธ.ค.)
จุลพันธ์สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารธุรกิจ (MBA) จากวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา
เขาสั่งสมประสบการณ์ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่มาแล้วถึง 5 สมัย เริ่มต้นเป็น สส. ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2566 เขาเป็นหนึ่งใน สส. เพียงสองคนของพรรค พท. ที่ยังคงสามารถรักษาที่นั่งในเชียงใหม่ เขต 5 ไว้ได้ ท่ามกลางการยึดพื้นที่ 7 เขตของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งถือเป็น "เมืองหลวง" ทางการเมืองของพรรค พท.
ในช่วง 4 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายจุลพันธ์มีบทบาทเด่นชัดในฐานะฝ่ายค้านและขุนพลเศรษฐกิจของพรรค เขาทำหน้าที่เป็น "วิปฝ่ายค้าน" ตัวหลัก และมีผลงานในการอภิปรายในด้านการใช้งบประมาณ รวมถึงการใช้ "พ.ร.ก. กู้เงินโควิด"
ต่อมาเขาก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และมีความเกี่ยวพันกับโครงการเรือธงสำคัญของพรรคคือ โครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งท้ายที่สุดแล้วโครงการนี้เดินหน้าไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และถูกจดจำในฐานะนโยบายที่ทำไม่สำเร็จ
ด้านชีวิตครอบครัว นายจุลพันธ์สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส.เชียงราย สังกัดพรรคเดียวกัน ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส.เชียงราย การสมรสครั้งนี้ถือเป็นการเกี่ยวดองกันของสองบ้านใหญ่ทางการเมืองแห่งภาคเหนือ
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัยในหลายพรรค
อีกหนึ่งรายชื่อที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นักการเมืองอาวุโสผู้มีประสบการณ์ในสนามการเมืองยาวนานถึง 25 ปี
ปัจจุบันนายสุริยะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคและที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เขายังเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
นายสุริยะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 388
เขาเติบโตด้วยบทบาทในแวดวงธุรกิจ โดยเคยเป็นประธานกรรมการบริษัทในกลุ่มซัมมิท ได้แก่ บริษัท ซัมมิทอิเล็คโทรนิค คอมโพเนนท์ จำกัด และบริษัท ซัมมิท แอดวานซ์ แมททีเรียล จำกัด รวมถึงเคยเป็นกรรมการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และกรรมการบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย
นายสุริยะเริ่มต้นอาชีพการเมืองในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และผ่านการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร
ในเอกสารประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ในบัญชี ที่ผลิตโดยพรรค พท. ระบุว่า ในช่วงที่นายสุริยะดำรงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ภายใต้รัฐบาลทักษิณ เขาได้ผลักดันนโยบายสำคัญอย่างการจัดตั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) และการแปรรูป ปตท.
เมื่อย้ายมารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม ก็ได้เร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ และพัฒนานโยบายสายการบินราคาประหยัด
หลังถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีจากคดียุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 นายสุริยะยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏตัวในงานเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อปี 2552 เคียงข้างแกนนำคนสำคัญ แม้สถานะทางกฎหมายจะยังจำกัดอยู่ก็ตาม
กระทั่งในปี 2561 เขาจึงกลับมาสู่สมรภูมิการเมืองในบทบาทหัวหน้ากลุ่ม "สามมิตร" เครือข่ายการเมืองที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวางซึ่งตัดสินใจนำสมาชิกกลุ่มเข้าร่วมงานทางการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเปิดทางให้เขากลับมานั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม เป็นสมัยที่สามในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เมื่อมีกระแสการจัดทัพใหม่ก่อนเลือกตั้งปี 2566 นำสุริยะและสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสามมิตรกลับคืนสู่พรรคการเมืองสีแดงอีกครั้ง เขากลับมาดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน รวมทั้งรัฐบาลแพทองธาร
นายสุริยะยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ต้องหยุดชะงักไปเสียก่อน จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ จากใน "คดีคลิปเสียง" สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เมื่อเดือน ส.ค. 2568
ต่อมาในเดือน ต.ค. นายสุริยะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งปี 2569 ของพรรค พท.
แม้จะมีกระแสข่าวว่าเขาเคยขู่จะพา สส. ราว 70 คน ออกจากพรรคเพื่อกดดันให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในวันที่ 22 ต.ค. โดยที่กระแสข่าวยังระบุว่าเขาถูกวางตัวเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ นายสุริยะ ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวใด และระบุว่าเป็น "การใส่ร้าย" โดยเขายืนยันว่าจุดมุ่งหมายของตนคือการดึง สส. เพิ่มเติมเพื่อให้พรรคมีครบ 200 คนตามที่ตั้งเป้าไว้สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 และพร้อมสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่
ชูนโยบายแก้หนี้-รถไฟฟ้า 20 บาท-สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง
ในวันนี้ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. ยังได้นำเสนอวิสัยทัศน์และชุดนโยบายโดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสภาวะวิกฤตของประเทศและวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
- ตั้งเป้าคนไทย "ไร้จน" ผ่านหวยเกษียณ-ล้างหนี้โครงสร้าง
นายจุลพันธ์ กล่าวว่าพรรค พท. มีเป้าหมายคือการทำให้คนไทย "ไร้จน" และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร โดยเปิดรายละเอียดของนโยบายด้านเศรษฐกิจ ดังนี้
1.หวยเกษียณ พรรค พท. เสนอเปลี่ยนเงินจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้กลายเป็นเงินออมสำหรับผู้สูงอายุ โดยตั้งเป้าทำได้ภายใน 3 เดือน
2.การล้างหนี้เชิงโครงสร้าง เสนอสานต่อนโยบายแก้หนี้ โดยมุ่งเป้ากลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่ม ทั้งกลุ่มหนี้นอกระบบ เสนอการให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ โดยไม่ต้องมีหลักประกัน, กลุ่มหนี้เสีย หรือ NPL (ไม่เกิน 2 แสนบาท) จะสามารถจ่ายเพียง 10% หรือไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อปลดหนี้, กลุ่มเกษตรกร จะพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท, กลุ่มผู้สูงอายุ (วงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท และกลุ่มผู้ที่ชำระหนี้ตรงเวลาครบ 1 ปี เสนอจ่ายให้ฟรี 1 งวด สำหรับยอดเงินไม่เกิน 1 แสนบาท
- ฟื้นรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย-บ้านเพื่อคนไทย
ด้านนายสุริยะ เสนอนโยบายในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม โดยเสนอนโยบายดังนี้
1. รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นายสุริยะยืนยันว่าหากพรรค พท. เป็นแกนนำรัฐบาล ประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายภายใน 3 เดือน นอกจากนี้ ยังเสนอว่าจะมีการพัฒนาระบบขนส่งเสริม (Feeder) ด้วยรถเมล์แอร์ราคา 10 บาท และปรับปรุงรถเมล์ร้อนทั้งหมดให้เป็นรถเมล์แอร์โดยคงราคาเดียวกับรถร้อน
2.บ้านเพื่อคนไทย เขาระบุว่าเป็นนโยบายที่เริ่มดำเนินการแล้วใน 4 โครงการนำร่อง โดยตั้งเป้าให้ไทยสามารถมีบ้านในทำเลที่ดี ใกล้คมนาคม ใกล้งาน ใกล้เมือง และจ่ายไหวได้จริง
- วางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ผ่านเศรษฐกิจมูลค่าสูง
ศ.ดร.ยศชนัน ออกมานำเสนอนโยบายการวางรากฐานพาไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง โดยเน้นย้ำหัวใจสำคัญคือการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้เกิดขึ้นจริง โดยระบุว่าจำเป็นต้องมีการยกระดับ "เครื่องยนต์เดิม" เริ่มจากการพัฒนาภาคการเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ควบคู่กับการพัฒนาห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain Logistics) เพื่อเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารขั้นสูง
ส่วนภาคอุตสาหกรรม เขาชี้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรต่าง ๆ มาใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์กายภาพ (Physical AI) พร้อมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยให้การสนับสนุนในมิติของกีฬา ดนตรี และศิลปะ
ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงการสร้าง "เครื่องยนต์ใหม่" โดยมุ่งดึงดูดเทคโนโลยีใหม่และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เพื่อยกระดับเกษตรไทยผ่านงานวิจัยเช่น การเพิ่มมูลค่าสมุนไพร ขณะเดียวกันก็ผลักดันอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยีชิปควบคู่กันไป
ในส่วนของภาคบริการ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่านโยบายนโยบายจะเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ และการผลักดันไทยเป็นศูนย์รวมการวิจัยทางคลินิก โดยตั้งเป้าหมายความยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ได้ก่อนปี 2050
ศ.ดร.ยศชนัน นำเสนอวิสัยทัศน์ด้วยว่าภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านกฎหมาย และประกาศทำ "สงครามกับคอร์รัปชัน" ด้วยระบบรัฐบาลดิจิทัล ตลอดจนเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ห่วงปรากฎการณ์สส.ย้ายพรรค
งานเปิดตัวแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสการเปิดตัวนักการเมืองที่เดินทางเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใทย รวมถึงอดีตนักการเมืองภายใต้เงาพรรคเพื่อไทยหลายราย
ผู้สื่อข่าวสอบถามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งปี 2569 ถึงสถานการณ์ดังกล่าวพร้อมตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยยังคงยืนเป้าหมายเดิมที่ 200 ที่นั่งหรือไม่ นายสุริยะตอบว่า การย้ายพรรคของนักการเมืองไปยังพรรคอื่นเป็นเรื่องที่รับรู้กันมานาน และแม้จำนวน ส.ส. ที่รวมตัวกันกับพรรคภูมิใจไทยจะอยู่ราว 130 คน แต่เพื่อไทยยังเชื่อมั่นในเป้าหมายของตน
"ในอดีต ส.ส. ที่ย้ายออกไปจากพรรคเพื่อไทย พอไปแล้วก็ปรากฏสอบตกไปหลายท่านเลย ผมถึงเชื่อว่า สิ่งที่ประชาชนยังจำได้ก็คือ นโยบายที่เราทำไป แล้วมันประสบความสำเร็จ ภาพตรงนั้นผมคิดว่าเป็นภาพที่ยังอยู่ในความทรงจำของประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องกระสุน กระแสต่างๆ ผมเชื่อในที่สุดเราต้องไปใกล้เคียงกับ 200 ส.ส. ครับ"
เขายังกล่าวถึงการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2563 โดยระบุว่าการทำโพลในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นเหตุให้ผู้สมัครประมาท จนทำให้พรรคไม่ได้จำนวนที่ใกล้เคียง 200 ที่นั่งแม้ควรจะได้ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันเพื่อไทยปรับวิธีสื่อสารโดยเน้นโซเชียลมีเดียมากขึ้น จึงยังเชื่อว่าเป้าดังกล่าวเป็นไปได้
ไม่กังวลความท้าทายจากกระแสชาตินิยม ชี้ไทยต้องปรับการสื่อสาร-ห่วงความปลอดภัยประชาชน
เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นงานหนักของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ที่จะต้องต่อสู้กับทั้งอำนาจ เงินทุน และกระแสชาตินิยม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ยอมรับว่ามีความกังวลในทุกประเด็นที่กล่าวมา อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า "ความเชื่อมั่นในประชาชน" ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของพรรค โดยมองว่าปัจจัยที่จะทำให้พรรคสามารถฝ่าฟันความท้าทายดังกล่าวได้ คือการมุ่งเน้นการทำงานเชิงนโยบาย ควบคู่ไปกับการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด
สำหรับคำถามถึงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตทั้ง 3 คน ในการรับมือสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา นายจุลพันธ์ระบุว่า พรรคเพื่อไทยขอยืนยันจุดยืนในการปกป้องอธิปไตย แต่การดำเนินการทั้งหมดควรต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และใช้หลักการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน
"มีภาพข่าวในลักษณะที่ว่าเราใช้เรื่องของ Air Strike (การโจมตีทางอากาศ) และตรงจุดนี้เนี่ย จะเป็นจุดซึ่งอาจจะเป็นปัญหากับประเทศไทยในระยะยาว เพราะฉะนั้นเนี่ย เป็นสิ่งซึ่งเราอยากจะให้รัฐบาลมีการพิจารณาและปรับเปลี่ยนท่าที"
เขายังชี้ให้เห็นด้วยว่า "การสื่อสารของรัฐไทยกับต่างประเทศ" เป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากภาพข่าวที่เผยแพร่ออกไปส่งผลให้ไทยถูกมองในแง่เสีย พร้อมกับย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์นี้คือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
ด้านศ.ดร.ยศชนันตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงนโยบายความมั่นคงตามแนวชายแดนกัมพูชา–เมียนมา เขายืนยันว่า "อธิปไตยคือลำดับความสำคัญสูงสุด" (Sovereignty would be the priority) ควบคู่ไปกับการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย