"ผู้หญิงทำงานเก่ง" - "ผู้ชายที่ดูแลครอบครัว" คุณสมบัติที่คนไทยคิดว่าสำคัญในเพศตรงข้าม มีอะไรในผลสำรวจทัศนคติทางเพศปี 2026

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, บีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 13 นาที

รายงานเนื่องในวันสตรีสากล ปี 2026 ของบริษัทวิจัย อิปซอสส์ (Ipsos) ร่วมกับราชวิทยาลัยลอนดอน (King's College London) ระบุว่าคนไทยที่ตอบแบบสอบถามกว่าครึ่งระบุว่าตนเองเป็น "เฟมินิสต์" (Feminist) หรือนักสตรีนิยม

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิสตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า "... คนตอบแบบนี้เขามีความรู้สึกว่าถ้าเขาพูดว่าเขาเป็นนักสตรีนิยม เขาจะดูดีขึ้น คือดูหัวก้าวหน้า แต่ดิฉันก็ส่งสัยเหมือนกันว่ามัน (เป็น) จริงหรือไม่"

ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจความคิดเห็นของประชากรใน 29 ประเทศทั่วโลก โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 24 ธ.ค. 2025 ถึง 9 ม.ค. 2026 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามผู้ใหญ่รวมทั้งสิ้น 23,268 คน ในจำนวนนี้รวมถึงคนไทย 500 คน

ผลการสำรวจพบว่าคนไทยมีสัดส่วนการชื่นชมความสำเร็จของผู้หญิงในหลายมิติ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าตัวเลขอีกด้านกลับสะท้อนให้เห็นว่า กรอบความคิดแบบค่านิยมดั้งเดิมยังคงฝังรากลึกและมีอิทธิพลต่อโครงสร้างครอบครัวไทยอย่างเหนียวแน่น

รายงานชิ้นนี้จะพาไปเจาะลึกข้อมูลสถิติจากผลสำรวจ เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี 2026 พร้อมกับวิเคราะห์มุมมองเรื่องบทบาททางเพศที่ซับซ้อนในสังคมไทย และแนวโน้มด้านทัศนคติทางเพศในอนาคตจากมุมมองของนักวิชาการ และผู้ทำงานภาคประชาสังคมในประเด็นครอบครัว

70% ของคนไทยมอง "ผู้หญิงเก่ง" มีเสน่ห์ เป็นสัดส่วนมากที่สุดในโลก

ในหนึ่งในสถิติที่โดดเด่นของประเทศไทยในรายงานสำรวจความเห็นฉบับนี้คือการที่ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยถึง 70% เห็นด้วยว่า "ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จะมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้ชายมากกว่า" ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่เพียง 35% เท่านั้น

ในอีกด้านหนึ่ง คนไทย 67% ก็เห็นด้วยว่า "ผู้ชายที่รับหน้าที่ดูแลความรับผิดชอบในครอบครัว จะมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้หญิงมากกว่า"

นอกจากนี้ ทัศนคติเชิงบวกต่อบทบาทผู้นำหญิงในไทยก็อยู่ในระดับที่สูงมาก โดยคนไทย 76% เห็นด้วยว่าสิ่งต่าง ๆ จะดำเนินไปได้ดีกว่านี้ หากมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบในรัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในการสำรวจเช่นกัน

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างชาวไทยที่สำรวจจำนวน 500 ราย ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของคนทั้งประเทศแบบ 100% โดยเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่ม "Connected segment" ซึ่งหมายถึงประชากรกลุ่มนี้มักจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง มีการศึกษาสูงกว่า และ/หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่งคั่งกว่าประชากรไทยทั่วไปโดยเฉลี่ย

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จากรายงานของบริษัทวิจัย อิปซอสส์ (Ipsos) คนไทย 67% เห็นด้วยว่า "ผู้ชายที่รับหน้าที่ดูแลความรับผิดชอบในครอบครัว จะมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้หญิงมากกว่า"

แม้เชิดชูผู้หญิงเก่ง แต่คนไทย 80% มองการส่งเสริมความเท่าเทียมผู้หญิง เป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ชาย

แม้ตัวเลขข้างต้นจะดูเหมือนว่าสังคมไทยก้าวหน้าไปมาก แต่รายงานพบว่าคนไทยถึง 81% มองว่าการให้สิทธิเท่าเทียมแก่ผู้หญิงกับผู้ชายนั้น "ได้ดำเนินมาไกลมากพอแล้ว" ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้ คนไทย 80% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลกมากกว่าคนชาติอื่นที่ตอบแบบสอบถาม ยังเชื่อว่า "ความพยายามส่งเสริมความเท่าเทียมของผู้หญิงได้ดำเนินไปไกลมาก จนกลายเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ชาย" และอีก 59% มองว่าผู้ชายกำลังถูกคาดหวังให้แบกรับภาระมากเกินไปเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียม

หากไปดูผลสำรวจในด้านมุมมองต่อชีวิตคู่และบทบาทในครอบครัว พบว่าค่านิยมตามขนบ (Traditional) ยังคงปรากฏชัดเจนในทัศนคติคนไทยที่ตอบแบบสอบถาม

เมื่อพิจารณาถึงค่านิยมและบทบาทในครอบครัว ทัศนคติของคนไทยยังคงสะท้อนกรอบความคิดแบบดั้งเดิมในสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในทุกมิติอย่างชัดเจน โดยคนไทยถึง 41% เห็นด้วยว่า "สามีควรเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ของบ้าน" ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่เพียง 21% เกือบเท่าตัว

นอกจากนี้ 37% ของคนไทยยังมองว่าจะเป็นปัญหาในชีวิตคู่ หากผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูกและให้ผู้หญิงออกไปทำงานหาเงิน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 23%

ผลสำรวจยังสอบถามความคิดเห็นว่า "ภรรยาควรเชื่อฟังสามีเสมอ" โดยคนไทยที่ตอบแบบสอบถาม 28% เห็นด้วยกับข้อความนี้ เทียบกับค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกอยู่ที่สัดส่วน 20% และที่โดดเด่นที่สุดคือ คนไทยถึง 79% มองว่าผู้หญิงเก่งเรื่องการเลี้ยงเด็กโดยธรรมชาติมากกว่าผู้ชาย ซึ่งไม่เพียงแต่ทิ้งห่างจากค่าเฉลี่ยโลกที่ระดับ 51% อย่างมาก แต่สัดส่วนนี้ยังทำให้ประเทศไทยครองอันดับ 1 ของโลกร่วมกับประเทศอินโดนีเซียในประเด็นนี้อีกด้วย

เหตุใดทัศนคติต่อความเท่าเทียมระหว่างเพศในไทยจึงย้อนแย้งนัก

ตัวเลขที่แกว่งไปมาเหล่านี้สร้างคำถามว่า เหตุใดสังคมไทยจึงต้องการผู้หญิงที่ทรงพลัง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงคาดหวังการเชื่อฟังและบทบาท "แม่บ้าน" แบบดั้งเดิม

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์กับบีบีซีไทยว่า การตอบที่สวนทางกันเช่นนี้สะท้อนว่าผู้ตอบไม่ได้จินตนาการถึงผู้หญิงคนเดียวกัน

"ดิฉันรู้สึกอย่างนั้นว่าไม่น่าจะคิดถึงคนคนเดียวกัน เมียก็คือเมีย คนที่เป็นคนทรงพลัง (Powerful) ส่วนหญิงเก่งเขาก็นึกถึงคนอื่น ซึ่งถ้าคุณดูคนเพศสภาพหญิงที่อยู่ใน Business sector (ภาคธุรกิจ) หรืออยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่ Powerful (มีอำนาจ) ก็มักจะจัดการกับ Appearance (รูปลักษณ์) ของตัวเองแบบหนึ่งด้วย"

"แต่ดูทรงแล้ว ไม่ค่อยได้อยากให้คู่ตัวเองเก่งนะ" เธอกล่าวโดยอ้างอิงถึงผลสำรวจความเห็นที่ชี้ว่าคนจำนวนหนึ่งยังคงยึดติดกับภาพของการแบ่งงานแบบดั้งเดิมที่ผู้หญิงต้องวางตัวเป็นภรรยาที่เชื่อฟังและรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับสถิติจากรายงานช่องว่างระหว่างเพศระดับโลก (Global Gender Gap Report) ประจำปี 2025 ของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่พบว่าเวลาเฉลี่ยที่ผู้หญิงไทยต้องใช้ไปกับ "งานดูแลครอบครัวและงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน" (Unpaid domestic and care work) นั้นสูงถึง11.04% ของเวลาทั้งหมด ในขณะที่ผู้ชายไทยใช้เวลาไปกับภาระหน้าที่ส่วนนี้เพียง 3.25% เท่านั้น

จะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกลซึ่งที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องการลดความรุนแรงในครอบครัว ชี้ให้เห็นว่าภาพจำที่ว่าคนไทยมองว่าผู้ชายชอบผู้หญิงเก่ง อาจถูกมองว่าเป็นเพียง "ภาพลวงตา" ทางชนชั้น เพราะผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ มักเป็นหญิงในกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป ในขณะที่ผู้หญิงชนชั้นแรงงานหรือผู้มีรายได้น้อยยังคงเผชิญความยากลำบาก และยังคงต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว

"ในครอบครัว พ่อก็ยังมีอำนาจอยู่ ลูกผู้หญิงบางทีถูกเลี้ยงดูแบบไม่ค่อยดี พอไปโรงเรียนก็เจอการใช้อำนาจหรือการคุกคามทางเพศ" นักรณรงค์ผู้ทำงานกับกลุ่มเป้าหมายผู้ชายเพื่อลดความรุนแรงทางเพศ เล่าถึงประสบการณ์การทำงานให้บีบีซีไทยฟัง

ส่วนในกรณีที่ผลสำรวจของอิปซอสส์ชี้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันเปิดรับผู้หญิงในฐานะผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้นนั้น จะเด็จชวนให้พิจารณาอีกด้านหนึ่งว่า ในหลายพื้นที่ยังมีสวัสดิการหรือระบบค่าตอบแทนที่ให้ผู้ชายได้รับสิทธิประโยชน์หรือค่าจ้างที่ดีกว่า ซึ่งหมายความว่า "ลึก ๆ ก็ยังคงมีวัฒนธรรมที่กดทับอยู่"

ข้อสังเกตของเขาสอดคล้องกับตัวเลขจากรายงานฉบับอื่น ๆ

แม้สถิติจากรายงานชิ้นเดียวกันของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) จะระบุว่าประเทศไทยมีสัดส่วนบริษัทในภาคเอกชนที่มีผู้หญิงนั่งเป็นผู้บริหารระดับสูงมากถึง 64.8% ทว่าข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2022 ชี้ให้เห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มแรงงานที่มีคุณสมบัติ ลักษณะงาน และเงื่อนไขที่เหมือนกันทุกประการ ผู้หญิงไทยกลับยังคงได้รับค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชายเฉลี่ยถึง 6%

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์เห็นสอดคล้องเช่นกันว่าสังคมไทยยังห่างไกลจากความก้าวหน้าทางเพศ โดยชี้ว่าคนจำนวนมากขึ้นกำลังมองเรื่องความเท่าเทียมทางเพศว่าเป็นเกมแบบ "ได้-เสีย" (Zero-sum game) ที่หากผู้หญิงได้สิทธิมากขึ้น ผู้ชายจะต้องสูญเสียผลประโยชน์บางอย่างไป ซึ่งเห็นได้จากการที่สถิติที่คนไทยมากกว่า 4 ใน 5 ที่ตอบแบบสำรวจคิดว่าการเรียกร้องสิทธิสตรีนั้นมากพอแล้ว

.

ที่มาของภาพ, Lauren DeCicca/Getty Images

คำบรรยายภาพ, จะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่าผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ มักเป็นหญิงในกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป ในขณะที่ผู้หญิงชนชั้นแรงงานหรือผู้มีรายได้น้อยยังคงเผชิญความยากลำบาก และยังคงต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว

แนวโน้มในกลุ่ม "เจนซี" (Gen Z)

ข้อมูลจากการสำรวจทั่วโลกยังพบประเด็นที่น่าสนใจในกลุ่ม "เจนซี" (Gen Z) ใน 29 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสถาบันอิปซอสส์ กำหนดขอบเขตไว้ว่าบุคคลที่เกิดระหว่างปี 1996 - 2012 (ปัจจุบันอายุ 14-30 ปี)

ผลการสำรวจพบว่าผู้ชายกลุ่มเจนซีมีแนวโน้มที่จะยึดติดกับค่านิยมทางเพศแบบดั้งเดิมมากที่สุดเมื่อเทียบกับประชากรกลุ่มอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น มีผู้ชายเจนซี 31% ทั่วโลกที่มองว่าภรรยาควรเชื่อฟังสามี

ขณะที่ผู้หญิงเจนซีที่คิดว่าการส่งเสริมความเท่าเทียมผู้หญิงมากเกินไปจนกลายเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ชายมีอยู่ 18% ซึ่งเป็นสัดส่วนพอ ๆ กับผู้หญิงในกลุ่มมิลเลนเนียล ซึ่งเกิดระหว่างปี 1980 - 1995 ที่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ 19%

แต่ตัวเลขนี้ต่างจากกลุ่มอายุมากกว่าอย่างเจนเอ็กซ์ (Gen X) ที่เกิดระหว่างปี 1966 - 1979 และเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งเกิดระหว่างปี 1945 - 1965 ทั้งสองช่วงวัยเห็นด้วยกับคำถามนี้ในสัดส่วน 13% และ 6% ตามลำดับ

ทั้งนี้ รายงานของอิปซอสส์ไม่ได้ระบุสถิติของประเทศไทยแบบแยกตามกลุ่มประชากรหรือเพศ โดยนำเสนอเพียงตัวเลขภาพรวมของประเทศเท่านั้น

จากผลสำรวจทัศนะเกี่ยวกับค่านิยมทางเพศแบบดั้งเดิมข้างต้น เพนนี อีสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสโมสรฟอว์เซตต์ (Fawcett Society) องค์กรสิทธิสตรีในสหราชอาณาจักร เคยวิเคราะห์แนวโน้มค่านิยมขนบเดิมในกลุ่มผู้หญิงอายุน้อยต่อบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ว่าได้รับอิทธิพลมาจากกระแส "Tradwife" ที่หมายถึง แม่ศรีเรือน จากสื่อสังคมออนไลน์

ทว่าสองผู้เชี่ยวชาญในไทยมองว่าตัวเลขนี้อาจไม่สะท้อนพัฒนาการด้านแนวคิดเรื่องบทบาททางเพศในกลุ่มผู้หญิงไทย

จะเด็จมองว่าคนรุ่นใหม่เพศหญิงในประเทศไทย มีความคิดก้าวหน้าเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมมากขึ้น เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาสังคมที่นำโดยผู้หญิงอายุน้อยในช่วงตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาและยังต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

"ถ้าเป็นผู้หญิงกลุ่มเจนวายลงมาจนถึงเจนซีจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เขาจะไม่ต้องไปเสริมพลัง (Empowerment) มาก สิ่งที่เขาต้องการปรึกษาจากเราคือ มันมีกฎหมายอะไรไหมที่เขาจะหาทางออกเรื่องนี้... เวลาคุณไปสำรวจพวกเจนซีที่เป็นผู้หญิง เขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เข้าถึงเรื่องสิทธิได้ไม่ยากเท่าไหร่"

ขณะที่ ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ชี้ว่าไทยอาจจะยังโอบรับกระแสการกลับมาของค่านิยม "แม่ศรีเรือน" ไม่เข้มข้นเท่าปรากฎการณ์ในประเทศอื่น ๆ เมื่อพิจารณาถึงประวัติศาสตร์การพัฒนามุมมองทางเพศ นั่นเป็นการกล่าวถึงบริบทของยุโรปว่า สังคมยุโรปเคยผ่านการต่อสู้เรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคทางเพศมายาวนานหลายศตวรรษ ทำให้ผู้คนที่นั่นอาจเห็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ชัดเจนกว่า ส่งผลให้รู้สึกถึงการคุกคามและเกิดปฏิกิริยารุนแรงกว่า

ขณะเดียวกันนักวิชาการผู้นี้ยังมองว่าในความเป็นจริง ปัจจัยทางเศรษฐกิจของไทยที่จะเกื้อหนุนให้รูปแบบครอบครัวที่มีฝ่ายหนึ่งทำงานนอกบ้านและอีกฝ่ายดูแลบ้านอย่างเดียวแทบไม่เหลืออยู่แล้ว

"ด้วยเหตุผลในทางเศรษฐกิจ ต่างฝ่ายก็ต่างต้องทำงาน อย่างน้อยที่สุดเพื่อจุนเจือตัวเอง คุณหาคนที่จะเป็นแบบฝ่ายหนึ่งทำงานนอกบ้าน อีกฝ่ายหนึ่งอยู่บ้าน มันหายากแล้ว มันก็แปลว่าคนรุ่นนี้และรุ่นต่อไปจะต้องเรียนรู้ที่จะต้องแชร์ (ความรับผิดชอบในบ้าน) หลายอย่าง" ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ชี้

.

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม้สถิติในระดับโลกจะชี้ว่าผู้หญิงอายุน้อยมีค่านิยมตามขนบดั้งเดิมมากกว่ารุ่นก่อนหน้า สองผู้เชี่ยวชาญไทยมองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงอายุน้อยในไทย

ความเท่าเทียมของการแบ่งภาระงานในบ้านจะดีขึ้นหรือไม่

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าวว่าตัวเลขด้านความคิดเห็นด้านการแบ่งงานในบ้านของงานสำรวจชุดนี้ "น่าตื่นตาตื่นใจมาก"

"เอาเข้าจริง ๆ คนที่ตอบแบบสอบถามนี้มันกระจายมาก คือมันไม่ได้โฟกัสไปในลักษณะที่ตอบตามขนบแบบเดิมอๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ได้เหวี่ยงไปเป็นอะไรที่ใหม่ แล้วมันก็จะมีพวกกลาง ๆ"

ลักษณะการกระจายความคิดเห็นแบบ "สามเส้า" เช่นนี้เห็นได้ในสถิติจากประเทศไทยในหลายหัวข้อภายในรายงานจากอิปซอสส์ฉบับนี้ ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นที่ว่า "หากผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูกและให้ผู้หญิงออกไปทำงานหาเงินจะเป็นปัญหาในชีวิตคู่" กลุ่มที่เห็นด้วยคิดเป็น 37% กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยคิดเป็น 35% และกลุ่มที่มีท่าทีเป็นกลาง (ไม่เห็นด้วยและไม่ปฏิเสธ) คิดเป็น 28%

ตัวเลขในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ยังเกิดขึ้นในคำถามอย่างคำถาม "ภรรยาควรเชื่อฟังสามีเสมอ", "สามีควรเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดในเรื่องสำคัญของบ้าน" เป็นต้น

ศ.ดร.ชลิดาภรณ์สรุปปรากฏการณ์เหล่านี้ว่า "แปลว่าสังคมนี้มีการแชร์พื้นที่ของคนที่คิดไม่เหมือนกันอยู่ แล้วจำนวนมันพอ ๆ กัน ซึ่งมันน่าสนใจว่าอีก 10 ปีจากนี้ 3 กลุ่มนี้อันไหนมันจะ (ได้รับความนิยม) ขึ้น"

ขณะที่จะเด็จ เชาวน์วิไล เชื่อว่าการลดช่องว่างของความย้อนแย้งและสร้างความเท่าเทียมได้นั้นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับความคิด โครงสร้าง และนโยบายของรัฐ

ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเล่าจากประสบการณ์ว่า "จากที่เคยทำงานกับผู้ชายที่เคยใช้ความรุนแรง พอเขาปรับความคิด ค่อย ๆ สมัครใจไปทำงานบ้าน ไปดูแลลูก หลายคนเข้าใจเลยว่าที่ผ่านมาทำผิดกับครอบครัวมาก เพราะเขารู้ซึ้งว่าภาระที่ภรรยาต้องแบกรับมันหนักและไม่ใช่เรื่องง่าย"

"การมีมาตรการให้ผู้ชายไปดูแลครอบครัวเป็นเรื่องที่จำเป็น อย่างสเปนมีการเพิ่มวันลาให้ผู้ชายไปเลี้ยงลูก อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ของไทยได้ 15 วันก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดี แต่ควรขยายเป็น 1 เดือน ผู้ชายหลายคนที่เราเก็บข้อมูลเขาก็เห็นด้วย เขาอยากดูแลลูก ช่วยภรรยา การบังคับใช้ในเชิงโครงสร้างแบบนี้แหละที่จะไปเปลี่ยนการปฏิบัติ และการปฏิบัติมันจะไปเปลี่ยนความคิดได้" นักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีทิ้งท้าย