สุนัขกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เร็วกว่าที่คิด ตั้งแต่ 15,000 ปีก่อน

    • Author, พัลลภ โกศ
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

ชิ้นส่วนกระดูกขากรรไกรที่ขุดพบลึกลงไปใต้ดิน ที่ถ้ำแห่งหนึ่งในมณฑลซัมเมอร์เซตของอังกฤษ ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ว่าด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสุนัขเสียใหม่ โดยชี้ว่าสุนัขได้กลายมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ เร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดไว้หลายพันปี

ผลวิเคราะห์ดีเอ็นเอชี้ว่า กระดูกขากรรไกรดังกล่าวเป็นของสุนัขบ้านตัวหนึ่ง ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา รวมทั้งสามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า มนุษย์ในเกาะอังกฤษใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสุนัขอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ 15,000 ปีก่อน ซึ่งนับเป็นเวลาหลายพันปีก่อนที่มนุษย์จะรู้จักเลี้ยงสัตว์เพื่องานเกษตรกรรม และก่อนที่แมวเหมียวจะกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านคนเสียอีก

การค้นพบข้างต้น ทำให้ข้อมูลเรื่องช่วงเวลาที่สุนัขป่าตัวแรกได้วิวัฒนาการกลายมาเป็นสุนัขบ้าน ต้องนับถอยหลังย้อนไปอีกอย่างน้อยถึง 5,000 ปี "หลักฐานใหม่ยังชี้ว่า มิตรภาพระหว่างสุนัขบ้านตัวแรกกับมนุษย์ยุคโบราณ เริ่มต้นขึ้นแทบจะในทันที เมื่อมนุษยชาติย่างเข้าสู่ช่วงยุคหินเก่าตอนปลาย" ดร.วิลเลียม มาร์ช จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งกรุงลอนดอนกล่าว

"หลักฐานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า คนกับหมาในยุค 15,000 ปีก่อน ก็มีความผูกพันใกล้ชิดแน่นแฟ้นอย่างเหลือเชื่อแล้ว กระดูกขากรรไกรชิ้นเล็ก ๆ นี้ แม้จะดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ก็ได้ช่วยไขปริศนาในประวัติศาสตร์ทั้งหมด เกี่ยวกับที่มาของมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนของทั้งสองว่าเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร" ดร.มาร์ชกล่าวอธิบาย

สุนัขบ้านตัวแรกคือลูกหลานของสุนัขป่าสีเทาที่เป็นบรรพบุรุษ ซึ่งสุนัขป่าเหล่านี้เคยมาเฝ้าวนเวียนอยู่ใกล้กับที่พักของมนุษย์ยุคโบราณในช่วงสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง เพื่อมองหาเศษอาหารที่มนุษย์กินเหลือ จนค่อย ๆ มีนิสัยเชื่องขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์เริ่มใช้งานสุนัขเหล่านี้เพื่อล่าสัตว์, เฝ้ายาม, และติดตามแกะรอยสัตว์ต่าง ๆ ทำให้สุนัขกลายมาเป็นเพื่อนและหุ้นส่วนในการทำมาหากินของมนุษย์ แทนที่จะเป็นนักล่าผู้ดุร้ายเหมือนบรรพบุรุษของมัน

หลังจากที่มนุษย์ได้คัดเลือกและผสมพันธุ์สุนัข จนผ่านไปถึงหลายร้อยรุ่น ลูกหลานของสุนัขรุ่นใหม่เริ่มมีจมูกและขากรรไกรที่ยื่นออกมาสั้นลง นอกจากนี้เขี้ยวและฟันก็เล็กลงมาก ทั้งยังมีขนาดที่หลากหลาย ตั้งแต่สุนัขตัวเล็กจิ๋วที่นั่งบนตักเจ้าของได้ ไปจนถึงหมายักษ์ทรงกำยำล่ำสันที่ใช้เฝ้ายามและระวังภัยต่าง ๆ

ดร.มาร์ชค้นพบเรื่องนี้โดยบังเอิญ ระหว่างที่เขายังทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกอยู่ อันที่จริงแล้วกระดูกขากรรไกรของสุนัขบ้านยุคโบราณตัวดังกล่าว ถูกพบครั้งแรกระหว่างการขุดค้นเมื่อช่วงทศวรรษ 1920 ที่ถ้ำ Gough's cave บริเวณ "ผาเชดดาร์" (Cheddar Gorge) ของมณฑลซัมเมอร์เซต ซึ่งปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดัง ในเรื่องการเป็นสถานที่เก็บรักษาเชดดาร์ชีสอันเลิศรส

กระดูกขากรรไกรของสุนัขบ้านยุคหินเก่าดังกล่าว ถูกนำไปเก็บและลืมทิ้งเอาไว้ในลิ้นชักตู้ของพิพิธภัณฑ์นานหลายสิบปี เนื่องจากทุกคนคิดว่ามันเป็นเพียงชิ้นส่วนกระดูกที่ไม่สลักสำคัญ อย่างไรก็ตาม ดร.มาร์ชในตอนที่ยังเป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์ ได้บังเอิญไปอ่านผลการศึกษาชิ้นหนึ่ง ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อสิบปีก่อนหน้านั้น ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวระบุว่า กระดูกขากรรไกรที่ถูกลืมมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นของสุนัข

ดร.มาร์ชจึงลงมือตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมจากดีเอ็นเอของกระดูกชิ้นที่ว่า จนสามารถพิสูจน์ได้ว่ามันคือกระดูกของสุนัขบ้านในยุคหินเก่าตอนปลายจริง ๆ เขารู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างมาก เพราะมันคือหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชัดแจ้งชิ้นแรก ซึ่งพิสูจน์ว่าสุนัขเลี้ยงของมนุษย์มีอยู่ในช่วงหลายพันปีก่อนจะถึงยุคหินใหม่ การค้นพบนี้ล้มล้างข้อสรุปที่นักวิทยาศาสตร์เคยฟันธงว่า ยุคหินใหม่เป็นช่วงเวลาที่คนเราเริ่มเลี้ยงสุนัขเป็นครั้งแรก

ในตอนแรก ดร.มาร์ช แทบไม่อยากจะเชื่อผลการค้นพบของตนเอง เขาจึงติดต่อ ดร.แลชี สคาร์ซบุ๊ก เพื่อนและผู้ร่วมทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัย LMU Munich ของเยอรมนี ให้ช่วยตรวจสอบยืนยันอีกครั้ง

ดร.สคาร์ซบุ๊กเล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซีฟังว่า "วิลเลียมบอกกับผมว่า เขาพบกระดูกสุนัขจากยุคหินเก่า ซึ่งถือเป็นช่วงแรกเริ่มของยุคหินเลยทีเดียว...เรื่องนี้ทำให้ผมรีบตอบปฏิเสธไปว่า มันคงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก สุนัขที่มีอยู่ทั้งหมดในยุคนั้นยังเป็นสุนัขป่าอยู่เลย...แต่เขาก็ยังมั่นอกมั่นใจว่าผลการค้นพบของตนเองนั้นถูกต้อง"

"หลังจากนั้นเขาเอาผลตรวจดีเอ็นเอมาให้พวกเราดู จนพวกเราต้องอึ้งไปเลยว่า...พระเจ้า ผู้ชายคนนี้อาจจะได้พบซากสุนัขที่มีอายุเก่าแก่ย้อนไปได้ไกลขนาดนั้นเข้าจริง ๆ"

อันที่จริงแล้ว ถ้อยคำข้างต้นที่ดร.สคาร์ซบุ๊กกล่าวมา เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและออกรสออกชาติอย่างเผ็ดร้อน จนไม่สามารถจะนำมาลงตีพิมพ์ได้ ทว่านั่นก็เป็นเพราะเขารู้ดีว่า การค้นพบของเพื่อนนั้นมีความสำคัญใหญ่หลวงเพียงไร

เนื่องจากในตอนนี้กระดูกขากรรไกรของสุนัขจากถ้ำ Gough's cave ได้รับการยืนยันอย่างแน่นอนแล้วว่าเป็นของสุนัขบ้านยุคแรกเริ่มจริง บรรดานักวิจัยจึงสามารถใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน เพื่อตรวจสอบตัวอย่างกระดูกชิ้นอื่น ๆ จากยุคใกล้เคียงกัน ว่าเป็นของสุนัขบ้านยุคหินเก่าและยุคหินกลางด้วยหรือไม่

ผลปรากฏว่าตัวอย่างกระดูกจากหลายประเทศในแถบยุโรปตะวันตก และตัวอย่างจากภูมิภาคอนาโตเลียตอนกลาง อันเป็นคาบสมุทรขนาดใหญ่ฝั่งทวีปเอเชียของตุรกี ซึ่งกินพื้นที่ครอบคลุมผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ของประเทศ ล้วนได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นกระดูกสุนัขบ้านยุคโบราณทั้งสิ้น

ดร.สคาร์ซบุ๊กบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า "เราใช้เวลานานหลายปี ในการพยายามทำความเข้าใจตัวอย่างกระดูกโบราณหลายชิ้น ซึ่งมีดีเอ็นเออยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นสุนัขบ้านกับสุนัขป่า...ทุกสิ่งล้วนคลุมเครืออยู่ตรงกลางอย่างไม่แน่ชัด เพียงเพราะเราไม่แน่ใจว่า ความเป็นสุนัขบ้านเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อใดกันแน่"

"ทันใดนั้นกระดูกขากรรไกรเล็ก ๆ ชิ้นนี้ก็โผล่ขึ้นมา และได้กลายเป็นกุญแจสำคัญ ในการระบุตัวตนของกระดูกสุนัขยุคโบราณที่ขุดพบทั่วยุโรป ซึ่งตัวอย่างกระดูกเหล่านี้วางอยู่ตรงหน้าเราแท้ ๆ ตลอดมา"

การค้นพบของ ดร.มาร์ช ได้ลงตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature และเมื่อได้ทำการวิเคราะห์ทางเคมีรวมทั้งพันธุกรรมให้ลึกลงไป ดร.เซลีนา เบรซ จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งกรุงลอนดอนได้เผยว่า ผลวิเคราะห์เพิ่มเติมไม่เพียงแต่จะชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมของตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งแสดงว่าบรรพบุรุษของสุนัขบ้านได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุโรปพร้อมกับเจ้าของ แต่ยังบ่งบอกด้วยว่า อาหารที่พวกมันกินเป็นของแบบเดียวกับที่มนุษย์ผู้เป็นเจ้าของกินอีกด้วย

"เราทราบได้จากอาหารของพวกมันว่า มีการแบ่งกันกินอาหารจำพวกปลาในตุรกี หรือแบ่งกันกินอาหารจำพวกเนื้อและพืชผักในถ้ำ Gough's Cave หลักฐานนี้จึงชี้ถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอย่างเหลือเชื่อระหว่างคนกับหมา...มันน่าทึ่งมากใช่ไหมที่ได้เห็นว่า เมื่อ 15,000 ปีที่แล้ว มิตรภาพระหว่างมนุษย์กับสุนัข ไม่ได้แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เลย มันเป็นความผูกพันที่ยาวนานมากทีเดียว" ดร.เบรซกล่าว

ก่อนหน้านี้มีหลักฐานทางโบราณคดีที่พบว่า มีสัตว์ที่คล้ายกับสุนัขตัวเล็ก ในถ้ำที่พักของมนุษย์ช่วงปลายยุคน้ำแข็งในประเทศเยอรมนี, อิตาลี, และสวิตเซอร์แลนด์ สัตว์จำพวกนี้ดูคล้ายสุนัขมาก ทั้งยังถูกฝังหรือได้รับการทำศพร่วมกับมนุษย์ในบางกรณีด้วย ซึ่งแสดงว่าพวกมันเป็นสัตว์ที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมนุษย์ ในยุคเดียวกับเหล่าสุนัขบ้านรุ่นแรก ๆ

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยใหม่ล่าสุดของ ดร.มาร์ช ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ใช้การตรวจดีเอ็นเออย่างละเอียด มาพิสูจน์ว่าสัตว์ที่พบในถ้ำ Gough's Cave เป็นสุนัขบ้านจริง ๆ ซึ่งสุนัขตัวนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของประชากรสุนัขบ้านกลุ่มแรก ๆ ที่ได้แพร่พันธุ์ไปทั่วดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันตกและเอเชียในเวลานั้นแล้ว

ยังมีผลวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่าเจ้าตูบที่นอนเอกเขนกบนโซฟาในบ้านของเราทุกวันนี้ ล้วนสืบเชื้อสายมาจากประชากรสุนัขโบราณเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งสุนัขกลุ่มนี้ได้แพร่พันธุ์ไปทั่วซีกโลกเหนือแล้ว ในช่วงใกล้สิ้นสุดยุคน้ำแข็ง

ทีมวิจัยของ ดร.แอนเดอร์สัน เบิร์กสตอร์ม จากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียของสหราชอาณาจักร และสถาบันฟรานซิสคริก ค้นพบความลับข้างต้นหลังวิเคราะห์ดีเอ็นเอของสุนัขบ้านและสุนัขป่ากว่า 200 ตัว ซึ่งได้จากถ้ำและสถานที่ขุดค้นทางโบราณคดีหลายแห่งทั่วยุโรป รวมทั้งที่สวิตเซอร์แลนด์, สวีเดน, ไปจนถึงภูมิภาคตะวันออกใกล้อย่างตุรกีและอาร์มีเนีย

เมื่อได้อ่านผลตรวจดีเอ็นเอ ทีมวิจัยของ ดร.เบิร์กสตอร์มพบว่า สุนัขบ้านรุ่นแรกสุดในภูมิภาคยุโรปบางตัว มีอายุเก่าแก่น้อยกว่าที่พบในถ้ำ Gough's Cave อยู่เล็กน้อย แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกมันก็เป็นสุนัขบ้าน เหมือนกับที่พบในไซบีเรียและเอเชียตะวันออกในยุคนั้น สุนัขเหล่านี้ล้วนมีบรรพบุรุษร่วมกัน มากกว่าจะเป็นสายพันธุ์ที่แยกออกมา อย่างเช่นสุนัขบ้านของยุโรปที่สูญพันธุ์ไปในภายหลัง

ดร.เบิร์กสตอร์มบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า "ไม่ว่าสุนัขพวกนี้จะถูกทำให้กลายเป็นสุนัขบ้านครั้งแรกที่ไหน พวกมันก็ได้แพร่พันธุ์ไปถึงยุโรปแล้วเมื่อ 14,000 ปีก่อนเป็นอย่างน้อย หลังจากนั้นพวกมันก็ได้ส่งต่อพันธุกรรมส่วนใหญ่ ให้กับสุนัขบ้านที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้"

งานวิจัยในอดีตของห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอโบราณแห่งสถาบันฟรานซิสคริก ชี้ว่าสุนัขบ้านตัวแรกอาจถือกำเนิดขึ้น ณ ที่ไหนสักแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย ซึ่งตอนนี้ ดร.พอนทัส สก็อกลุนด์ เพื่อนร่วมทีมวิจัยของ ดร.เบิร์กสตอร์ม กำลังวิเคราะห์ดีเอ็นเอหมาป่าโบราณจากทั่วโลก เพื่อค้นหาช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดกำเนิดของสุนัขเลี้ยงอย่างแท้จริง โดยนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า สุนัขบ้านไม่ได้มาจากสุนัขป่าที่เชื่องคนเพียงตัวเดียว แต่เกิดจากกระบวนการปรับตัวทีละเล็กละน้อยอย่างยาวนาน จนหมาป่าบางตัวสามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ในบริเวณใกล้ที่พักได้ และต่อมาก็ได้วิวัฒนาการเป็นสุนัขบ้านไปในที่สุด

"นั่นคือเหตุการณ์ที่สำคัญมากใช่ไหม ? มนุษย์บางคนถึงกับเลือกที่จะผูกสัมพันธ์กับสัตว์ผู้ล่าตัวอันตราย" ดร.สก็อกลุนด์กล่าว "หากเรารู้ว่าสุนัขป่ากลายเป็นสุนัขบ้านครั้งแรกที่ไหนและเมื่อไหร่ เราก็จะรู้ด้วยว่าประชากรมนุษย์กลุ่มไหนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ รวมทั้งทราบถึงสถานการณ์ทางโบราณคดีและนิเวศวิทยาที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ซึ่งล้วนส่งผลให้เราได้มีสุนัขเลี้ยงเป็นครั้งแรก"

เซียรา ฟาร์เรล หัวหน้าฝ่ายมรดกทางวัฒนธรรม ประจำชมรมสุนัขหลวง (RKC) ของสหราชอาณาจักร บอกว่าการค้นพบครั้งนี้ทำให้เธอตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก "ในฐานะคนรักสุนัข ฉันคิดว่าคนรักหมาทุกคนล้วนทราบดี ถึงความรู้สึกนั้นในตอนที่พวกมันแทบจะพูดคุยกับคุณได้ นั่นคือความสัมพันธ์ที่ได้พัฒนากันมายาวนานตลอดระยะเวลาหลายปี ซึ่งเป็นความผูกพันพิเศษที่มีเฉพาะคนกับหมาเท่านั้น"