You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"เขายังอายุแค่ 25 เอง ยังไม่รู้จักเลยว่าอายุ 30-40 เป็นยังไง" เสียงจากแม่ผู้สูญเสียลูกในเหตุตึก สตง. ถล่มเมื่อปีก่อน
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 15 นาที
คล้อยหลังช่วงบ่ายโมงของวันที่ 28 มี.ค. 2568 ได้ไม่นาน ผู้เขียนเร่งเดินทางจากบริเวณที่พักในตัวเมืองด้วยรถจักรยานยนต์รับจ้างไปยังโครงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่บนถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร โดยทันที หลังคลิปวิดีโอช่วงเวลาที่อาคารดังกล่าวถล่มลงมาจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์
อาคารมูลค่ากว่าสองพันล้านบาทแห่งนี้เป็นเพียงอาคารแห่งเดียวในกรุงเทพมหานครที่พังถล่มราบลงมาเป็นแบบแพนเค้ก จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1,100 กิโลเมตร
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เฉลิมศรี พรมสา วัย 52 ปี ซึ่งกำลังขายของอยู่ที่ตลาดนัดแห่งหนึ่งในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร กำลังพยายามเรียกสติของตัวเองกลับมาและเริ่มโทรหาลูก ๆ ทั้งสองคนของเธอ
ในช่วงแรกเธอยังติดต่อลูกทั้งสองคนของตัวเองไม่ได้ และระหว่างที่รอให้สัญญาณโทรศัพท์กลับมาใช้งานได้ ร้านค้าข้าง ๆ เธอก็โชว์คลิปวิดีโอตึกถล่มบริเวณเขตจตุจักรให้ดู
"ร้านข้าง ๆ ก็บอก 'น่าสงสารจังเลย' ณ บัดนั้นเรารู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมใจเรามันไปแล้ว อยู่ดี ๆ ตึกถล่มทำไม แผ่นดินไหวแค่สะเทือน เราก็ไม่ได้คิดอะไรเลย"
แต่แล้วลูกสาวคนเล็กของเฉลิมศรีติดต่อกลับมาหลังเวลาผ่านไปสักพัก พร้อมบอกว่าลูกชายคนโตของเธออย่าง ปรเมษฐ์ รอดน้อย "ไปทำงานอยู่ที่ตึกถล่ม"
เธอทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง รีบขับรถออกมามุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุ ทว่าเส้นทางการจราจรก็ติดขัดมากเหลือเกินจนเธอยอมทิ้งรถยนต์เอาไว้กลางถนนและเรียกรถจักรยานยนต์ไปยังสถานที่ที่ลูกชายไปทำงาน ซึ่งใช้เวลากว่าสามชั่วโมง
ความหวังในหนึ่งเดือนแรกที่เฝ้ารอ
คุณแม่รายนี้เล่าให้บีบีซีไทยฟังมา เธอไปเฝ้าที่เกาะกลางบริเวณที่เกิดเหตุทุกวันตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่อง ปักหลักอยู่พร้อมร่มหนึ่งคันตั้งแต่เช้ายันเย็นเพื่อรอคอยว่าเจ้าหน้าที่จะนำผู้รอดชีวิตออกมาบ้างหรือไม่ เธอจะได้รอดูว่าคนที่รอดออกมาใส่เสื่อสีอะไร กางเกงอะไร เพราะเธอยังจำได้ว่าลูกชายแต่งตัวแบบไหนไปทำงาน
เฉลิมศรีไม่สูญเสียความหวังไปเลยแม้แต่น้อยโดยเฉพาะตลอด 2 สัปดาห์แรก แม้หลายคนจะแนะนำให้เธอไปการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อตรวจหาอัตลักษณ์บุคคล แต่เธอก็บอกปัดไปเสมอเพราะเชื่อว่าลูกชายวัย 25 ปี ผู้ที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีสาขาการเขียนแบบและการก่อสร้าง จะต้องรอด
เธอบอกกับแฟนสาวของลูกชายตัวเองที่สูญเสียความหวังไปหมดแล้วว่า "อย่าพูดว่าพี่บอสไปแล้ว พี่บอสกับแม่ชอบดูหนังเรื่องพวกทำยังไงก็ได้ให้เรารอด เขาชอบดู พี่บอสยังไงก็รอดแน่นอน"
ทว่าในเวลาต่อมา แฟนสาวของบอสก็เล่าให้เฉลิมศรีฟังว่าช่วงสองสามคืนก่อนเกิดเหตุนั้น บอสฝันร้ายติดต่อกันมาสองสามวัน ในฝันนั้นน่ากลัวมาก
"คือแฟนเขาเล่าให้ฟัง ฝันมาสองวันสามวันติด แต่เขาไม่ได้เล่าให้แม่ฟัง" เธอย้อนเล่าให้ฟัง
นอกจากนี้ในเช้าวันที่ 28 มี.ค. 2568 บอสยังบอกเธออีกว่า "[เขา]ไม่อยากไปทำงานวันนี้"
เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ความร้อนใจของผู้เป็นแม่ก็มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะรู้ว่าทุกคนก็ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามต่อกระบวนการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตหรือการรื้อถอนอาคารว่าสามารถดำเนินการให้เร็วกว่านี้ได้หรือไม่
เธอเล่าว่าตัวเองพยายามติดต่อไปทางผู้รับเหมาทุบตึกเอกชนว่าสามารถเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติมได้หรือไม่อย่างไร แต่ผู้ประกอบการทุกรายก็กล่าวเหมือนกันหมดว่าพวกเขาไม่ก้าวก่ายงานของรัฐ แต่หากภาครัฐเอ่ยปากมาก็พร้อมเข้าไปช่วยทันที
ย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ กรุงเทพมหาคร นำโดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้บัญชาการ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำนักงานเขตจตุจักร กรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยมี รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ เป็นโฆษกที่ประจำอยู่บริเวณด้านหน้าที่เกิดเหตุทุกวัน
ในตอนนั้นหน่วยงานอย่างสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ขึ้นมาเป็นผู้นำทีมหน้างาน ร่วมกับมูลนิธิและกู้ภัยเอกชนต่าง ๆ ที่เดินทางมาถึงกันตั้งแต่วันแรก นี่ยังรวมไปถึงทีมสุนัขกู้ภัย ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร ไปจนถึงทีมผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
"เราก็ได้แต่หวังอย่างเดียว หวังว่าลูกเราจะแอบอยู่ข้างเสาหรือข้างตอหม้อหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง หวังทุกอย่าง" เฉลิมศรี กล่าว
เธอเล่าต่อไปว่า เมื่อเวลาเริ่มล่วงเลยเข้า 20 วัน เธอจึงเดินทางไปเก็บดีเอ็นเอไว้กับเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ แต่ในใจก็ยังคงหวังว่าลูกจะปลอดภัย จนถึงช่วงที่ทีมผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเริ่มเดินทางเข้าไปยังที่เกิดเหตุ "นั่นแหละ เรารู้สึกแล้วว่าเขาช่วยอะไรไม่ได้"
เธอเฝ้าเทียววนไปมาระหว่างด้านหน้าอาคาร สตง. ที่ถล่มลงมา กับสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อคอยสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่า แต่ละวันมีรายงานผู้เสียชีวิตกี่ราย รวมถึงรอสายโทรศัพท์จากฝั่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล
เมื่อถึงวันที่ 28 เม.ย. 2568 หรือเวลาหนึ่งเดือนเต็มหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ระบุยอดผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 63 ราย มีผู้สูญหายอีก 31 คน และมีผู้บาดเจ็บ 9 คน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน สายโทรศัพท์ที่เฉลิมศรีเฝ้ารอก็ดังขึ้น และเธอก็จำได้โดยทันทีว่าใครโทรมา
หลังผ่านไปราว 32 วัน เจ้าหน้าที่ฝั่งนิติวิทยาศาสตร์ก็โทรมาแจ้งให้เฉลิมศรีเข้าไปรับศพลูกชาย และแม้กระบวนตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลจะครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อเข้าไปรับศพ เธอก็ยังขอเข้าไปดูร่างอันไร้วิญญาณของลูกตัวเองเช่นกัน
เธอเล่าว่า วันที่ไปรับศพลูกชายนั้นมีเพื่อน ๆ ของเขาไปกันเยอะ และหลายคนก็อยากเข้าไปดูศพเพื่อบอกลากับบอสเช่นเดียวกัน แต่เธอห้ามเอาไว้เพราะอยากให้ทุกคนจดจำลูกชายที่เคยมีรอยยิ้มไว้เสมอ
อย่างไรก็ดี ในฐานะแม่ เธอขอดูบริเวณลำตัวของลูกอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่า มีรอยสักคำว่า "Big Boss" ที่เขาสักไว้หรือไม่ และแล้วร่างที่นอนรอเธอไปรับอยู่นั้นก็มีรอยสักนั้นจริง ๆ
"ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเห็นรอยสักหรอก เพราะร่างมันก็ค่อนข้างจะ…" เฉลิมศรีย้อนเล่าวันที่ไปรับศพลูก ก่อนจะหยุดพูดเพื่อเช็ดน้ำตา
หนึ่งชีวิตที่จากไป กับหนึ่งปีที่ผ่านมา
หลังนำร่างของลูกมาจัดงานศพจนเรียบร้อยแล้ว ผู้เป็นแม่ซึ่งยังเหลือลูกสาวคนเล็กอีกคน และร้านค้าที่ต้องดูแลก็กลับมาทำงานและทำหน้าที่ของเธอต่อ ใช้ชีวิตในแต่ละวันต่อไปแบบเต็มไปด้วยคำถามในใจว่าสุดท้ายแล้วทำไมหรือใครทำให้ลูกชายของเธอต้องจากไป
"เขายังอายุแค่ยี่สิบห้าเอง ทำไมเขาต้องไป เขายังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย เขาเพิ่งจบ เพิ่งจะทำงาน เพิ่งจะทำงานหาเงินได้ ยังไม่ได้รู้จักเลยว่าอายุสามสิบ อายุสี่สิบเป็นยังไง ความผิดพลาดตรงนี้มันเกิดจากอะไรที่ทำให้ต้องลูกเราต้องไป เราก็อยากรู้เหมือนกัน" เฉลิมศรีกล่าวทั้งน้ำตา
เธอบอกว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา นี่เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบเธอได้เลย และเธอเองก็ไม่รู้ว่าควรมองเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นผลจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือใครคือคนผิด ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือเธอบอกว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา หลังงานศพเสร็จสิ้น "ไม่มีติดต่อมาว่า 'เป็นยังไงบ้าง'... จบด้วยการเธอรับญาติเธอไป รับคนที่เสียชีวิตไป แล้วก็ไม่มีอะไรเลยเกิดขึ้น ไม่มีเยียวยาจิตใจ หรือคุณคิดว่าคุณจะมาป้อนเงินแค่เศษเสี้ยวเพื่อจะเยียวยาเขาเหรอ" ผู้เป็นแม่คนนี้ตั้งคำถาม
เฉลิมศรีย้อนความกลับไปเล่าเรื่องราวของลูกชายว่า ช่วงก่อนที่ลูกชายจะออกไปมีความรักและไปใช้ชีวิตอยู่กับแฟนสาวนั้น ครอบครัวที่มีกันอยู่ 3 คนของเธอ ซึ่งประกอบไปด้วยตัวเธอ ลูกชาย และลูกสาว มักจะชอบมานอนดูหนังด้วยกันในห้องเดียวกัน และก็ทำอะไรต่าง ๆ พร้อมหน้าพร้อมตากัน
กิจกรรมที่คุ้นเคยเหล่านี้ทำให้เธอไม่อาจทำใจได้ว่า ลูกได้จากอ้อมอกคนเป็นแม่ไปแล้วจริง ๆ
"แม้แต่ทุกวันนี้เราก็ยังโทร LINE ทักแชทส่งว่า 'วันนี้ทำอะไรอะไร' 'ลูกอยู่ไหน' ก็ยังคุย ทุกวันนี้หนึ่งปีก็ยังไม่เคยทิ้ง แม้กระทั่งรู้ว่าลูกไปแล้วแต่ก็ต้องคุยกับเขาเพราะเหมือนว่าเรายังมีเขาอยู่ ซึ่งมันไม่ใช่" เฉลิมศรีเล่า
หลายคดีความที่ยังไม่เสร็จสิ้น
ในห้วงเวลาที่นาฬิกาชีวิตของใครหลายคนเดินต่อไปเรื่อย ๆ หรือบางคนที่หยุดลงไปแล้ว ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ออกมาแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อแถลงความคืบหน้าเกือบ 1 ปี คดีอาคาร สตง.ถล่ม โดยมีช่วงหนึ่งที่กล่าวว่า "ก็ติดอยู่กับ สตง.ไปจนวันตาย เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง แล้วผมก็ยังรู้สึกเสียใจทั้งตึกถล่ม ผมก็ยังรู้สึกเสียใจและรู้สึกต้องขออภัยญาติพี่น้องที่เสียชีวิต 93 [ราย] หาไม่เจออีก 3 [คน] บาดเจ็บ 8 [คน] ตัวเราเองเราก็เสียใจ ขับรถผ่านไปทุกครั้ง ก็นึกอยู่ว่าตรงนี้มันเคยมีตึก เขาไปพร้อมกับชีวิตอีก 93 แล้วหาไม่เจออีก 3"
สำหรับความคืบหน้าของคดีความและการสืบสวนหาข้อเท็จจริงนั้น กระบวนการต่าง ๆ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. 2568 เมื่อนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นอย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
ต่อมา ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2568 มีการแถลงผลการตรวจสอบความบกพร่องการออกแบบอาคารและวิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะเทคนิคการก่อสร้าง ดังนี้
- การพังถล่มเริ่มต้นที่ส่วนล่างของอาคาร ชั้น 1-4 เนื่องจากแรงเฉือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวกระทำต่อผนังรับแรงเฉือนจนเกิดการวิบัติ
- ผลทดสอบเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
- แบบรายละเอียดที่ใช้ในการก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ ส่งผลให้อาคารรับแรงเฉือนกระทำได้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
- ระยะพิงของเหล็กเสริมที่จุดต่อของ Link Beam กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้จุดต่อบริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง
โดย สตง.มีสรุปตัวเลขการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตไปจนถึงผู้บาดเจ็บเบื้องต้นรวมเป็นเงิน 129.85 ล้านบาท ตามข้อมูล ณ วันที่ 20 มี.ค. 2569
ในส่วนของคดีความนั้น ฝั่งการดำเนินคดีอาญา พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ได้สรุปสำนวนและพนักงานอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา จำนวน 23 ราย ต่อศาลอาญา ในฐานความผิดเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และมาตรา 268, พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 , พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตลอดจนกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ฝั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งได้รับกรณีอาคาร สตง.ถล่ม เข้าเป็นคดีพิเศษเลขที่ 32/2568 ได้ดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ
นอกจากนี้ ในกรณีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และกรณีมีการร้องเรียนและกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะไต่สวนและวินิจฉัย ดีเอสไอได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการแล้ว
ฝั่งการดำเนินการของสำนักงาน ป.ป.ช. หลังจากมีกรณีการกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องต่อมายัง สำนักงาน ป.ป.ช. โดยฝั่ง สตง. ชี้แจงว่าได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามที่ร้องขอแล้ว
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยกรมบัญชีกลางนั้น ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2568 ของ สตง. หน่วยงานระบุว่า คณะผู้ตรวจสอบของกรมบัญชีกลางได้ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดย สตง. ได้ตอบข้อซักถามและชี้แจงข้อมูล พร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว
ขณะที่ สตง.ออกมากล่าวถึงการดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาและความเสียหายของอาคารโดยระบุว่า "ทั้งนี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในฐานะผู้ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้รับจ้าง อยู่ระหว่างการพิจารณาขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ"
โดย สตง.ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาพิจารณาข้อกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการบอกเลิกสัญญา รวมถึงแนวทางในการบอกเลิกสัญญาและการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในสัญญาทั้งสามประเภท ได้แก่ สัญญาจ้างออกแบบ สัญญาจ้างก่อสร้าง และสัญญาจ้างควบคุมงาน
นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งบริษัทผู้รับประกันภัยเพื่อให้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ สตง. ด้วย
หนึ่งใจที่แหลกสลาย กับหนึ่งก้าวต่อจากนี้
วันที่บีบีซีไทยเข้าไปคุยกับเฉลิมศรีนั้นเป็นช่วงสองสัปดาห์ก่อนวันที่ 28 มี.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบหนึ่งปีเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม
เธอบอกกับเราว่า ตั้งแต่ช่วงที่จะเข้าเดือน มี.ค. เธอก็เริ่มโทรไปถามทั้งที่สำนักงานเขตเจ้าของพื้นที่ รวมไปถึง สตง. เองด้วยว่าจะมีการจัดงานรำลึกถึงผู้เสียชีวิตหรือไม่ โดยเธอได้รับแจ้งกลับมาว่า ยังไม่มีการจัดงานใด ๆ จากฝั่งภาครัฐ เธอจึงดำเนินเรื่องขออนุญาตเป็นผู้จัดงานเอง โดยเธอต้องการเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุเพื่อทำบุญให้กับดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตในวันที่ 28 มี.ค. นี้ ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา บีบีซีไทยพบว่า สตง. มีการจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญ ครบ 1 ปี อาคารสำนักงาน สตง. (แห่งใหม่) ระหว่างก่อสร้างทรุดตัว ณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(แห่งปัจจุบัน)เพื่อแผ่เมตตาอุทิศให้แก่ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนั้น โดยไม่มีการระบุว่ามีญาติหรือครอบครัวผู้เสียชีวิตเข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วยหรือไม่ ระบุเพียงแค่มี เฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้บริหาร ข้าราชการ และลูกจ้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมพิธี
เมื่อบีบีซีไทยถามเธอต่อไปว่า เมื่อจบงานครบรอบ 1 ปีแล้ว เธอจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เฉลิมศรีบอกกับเราว่า ทุกวันนี้เธอเพียงทำงานเพื่อหาเลี้ยงลูกสาวคนเล็ก กับเลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ ไม่ได้มีความสุขอะไร "เพราะคนคนนึงหายไปจากเราแล้ว"