You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
แก้บนออนไลน์-คอนแท็กเลนส์เสริมดวง-พิธีกรรมมูดิจิทัล: เหตุใดคนรุ่นใหม่จึงยังศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 10 นาที
"การทำวอลเปเปอร์ (โทรศัพท์มือถือ) เพื่อ 'มู' มันเหมือนการเสริมดวง" กลม หญิงสาววัย 28 ปีบอกกับบีบีซีไทย โทรศัพท์มือถือของเธอเป็นสมาร์ทโฟนทันสมัย ทว่าเมื่อกดปุ่มล็อกสกรีนที่โทรศัพท์มือถือก็จะพบรูปเทพเจ้าฮินดูอย่างพระพิฆเนศที่สั่งทำพิเศษ
"เราต้องบอกว่าเราเกิดวันนี้ เวลานี้ อยากโฟกัสเรื่องการเรียน เขาก็จะจัดมาเลยว่าวอลเปเปอร์ไหนเหมาะกับเราและพื้นดวงเราด้วย" เธอลงรายละเอียดถึงสิ่ง "เสริมดวง" ที่ทำขึ้นมาสำหรับเธอโดยเฉพาะ
"การมู" หรือการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนวยพรเป็นคำเรียกที่เพิ่งปรากฏมาไม่ถึงสิบปี บทความจากสถาบันวิจัยสิรินธรที่เขียนโดย ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ สันนิษฐานว่าคำว่า "มูเตลู" หรือ "สายมู" เพี้ยนมาจากชื่อภาพยนตร์อินโดนีเซียแนวสยองขวัญเรื่อง "มูเตลู ศึกไสยศาสตร์ (Penangkal Ilmu Teluh)" ซึ่งออกฉายเมื่อปี 2522 จนกลายมาเป็นคำเรียกขานพฤติกรรมความเชื่อในยุคปัจจุบัน
จากการสำรวจชาวไทยอายุระหว่าง 20-59 ปี จำนวน 1,200 รายของสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) สถาบันคลังสมองด้านการตลาดภายใต้เครือข่ายธุรกิจโฆษณาฮาคูโฮโดเมื่อปี 2567 สำรวจพบว่าชาวไทยกว่า 88% เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธ ิ์
รายงานการสำรวจฉบับเดียวกันพบด้วยว่า ขณะที่ประชากรไทยในช่วงอายุเจเนอเรชันเอ็กซ์ (Gen X) หรือผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 2508-2523 เชื่อในพิธีกรรมเหนือธรรมชาติตามขนบพิธีกรรมแบบเก่าที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ชาวไทยที่เกิดในปี 2524 เป็นต้นมากลับเชื่อในพิธีกรรมที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก
นอกจากกรณีของกลมที่เธอตั้งภาพวอลเปเปอร์ในมือถือด้วยรูปเทพเจ้าฮินดูสั่งทำพิเศษบนหน้าจอโทรศัพท์ ในโลกอินเทอร์เน็ตของไทยก็ปรากฏพิธีกรรมอื่น ๆ ที่พบเห็นได้ชินตา
กิจกรรมเสริมดวงบนพื้นที่ออนไลน์มีทั้งการใช้ "แผ่นเสียงมงคล" ประกอบวิดีโอสั้นบนติ๊กตอก ไปจนถึงการทวีตข้อความบนบานผ่านเอ็กซ์ (X) และการพิมพ์ขอพรกลางไลฟ์สตรีมมิง
นอกจากนี้ ยังมีสินค้ามู ที่เชื่อว่าช่วยเสริมดวงให้กับผู้ใช้ได้ เช่น คอนแทคเลนส์สายมู, ลิปและแป้งผัดหน้าที่ผ่านพิธีปลุกเสก ตลอดจนเคสโทรศัพท์เคลื่อนที่มงคล
ขณะเดียวกันกระแสการ "แจกพิกัดสถานที่มู" ก็ผุดขึ้นมาบนโลกออนไลน์ มีข้อความเชิญชวนผู้ชมคลิปให้ไปประกอบพิธีในสถานที่บนพื้นที่ออฟไลน์ เนื้อหาอย่างเช่น "แจกพิกัดมูใจกลางเมือง" หรือ "สามพิกัดมูเชียงใหม่" ล้วนเป็นหัวข้อที่ได้รับความนิยมและมีให้เห็นทั่วไป
ปรากฏการณ์การ "มู" ของคนรุ่นใหม่มีความหลากหลายอย่างไรและมันบ่งบอกความหมายใดบ้าง บทความนี้บีบีซีไทยจะสำรวจเรื่องนี้ผ่านประสบการณ์ของผู้มีศรัทธา นักมานุษยวิทยา และนักปรัชญาศาสนา
เริ่ม "มู" จากน้อยไปหามาก
"ตอนนั้นเรากำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วเราอยากได้ที่นี่มาก ๆ เราก็เลยคิดว่านอกจากการพยายามด้วยตัวเองแล้ว มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าจะเกิดขึ้นได้ เราก็เลยเลือกไปขอพรกับองค์เทพฮินดู" กลมเล่าถึงแรงจูงใจการมูในชีวิตของเธอให้บีบีซีไทยฟัง
กลมเล่าว่าเธอเริ่มบูชา "อะไรเล็ก ๆ" เช่น การดูดวง การซื้อวอลเปเปอร์โทรศัพท์เสริมดวง เมื่อรู้สึกว่าสิ่งนี้ส่งผลต่อชีวิตจริง ๆ จึงเริ่มไปที่วัดเพื่อบูชา โดยเน้นไปที่การบูชาเทพฮินดู
เช่นเดียวกับ พรหมภัสสร ปัญจะอนันตชิน หญิงสาววัย 21 ปี ก็เล่าประสบการณ์ของเธอเองต่อบีบีซีไทยว่าเธอเริ่มเดินสายมูเตลูในช่วงก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงช่วงกำลังเข้าสู่วัยทำงาน
หญิงวัย 21 ปีบอกว่าเธอเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากวัฒนธรรมโดยเน้นไปที่การไปไหว้พระขอพรถึงสถานที่จริง ทั้งศาลพระพรหมเอราวัณ ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ตลอดจนศาลเจ้าพ่อขุนทุ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัยของเธอเอง
ทั้งสองคนเล่าว่าตนปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว ทั้งคู่ยืนยันว่าผลลัพธ์ทางจิตใจนั้นเป็นที่ประจักษ์กับตัวเอง กลมบอกว่าเธอมักรู้สึกเย็นและสงบเมื่อนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เธอเคารพบูชา
"เป็นความเชื่อเฉพาะตัวว่าเราเชื่อองค์นี้แล้วเราจะได้รับพรจากองค์นี้จริง ๆ เชื่อว่าท่านดูแลเราอยู่" หญิงวัย 28 ปีกล่าวกับบีบีซีไทย
กรณีของพรหมภัสสร เธอตั้งข้อสังเกตว่าโชคชะตาพัดพาโชคลาภมาให้เธอโดยสัมพันธ์กับกิจกรรมการมู
"อย่างเช่นเราก็เคยไปไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง อันนี้ก็อะเมซิ่งมากเพราะว่าเราไหว้ขอเรื่องงาน แล้วพอเราก้าวออกจากศาลประมาณ 1 ก้าว งานเราเด้งมาเลย บางทีโอกาสก็เข้ามาแบบน่าประหลาดใจเกินไป" พรหมภัสสรบอก
รายงานวิจัย เรื่อง ประสบการณ์ในการพยากรณ์ดวงชะตาบนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ในชีวิตประจำวันของชาวดิจิทัลไทย ศึกษากลุ่มประชากรใน กทม. และนครพนมด้วยวิธีวิจัยแบบผสม ซึ่งเป็นงานศึกษาของ ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา นักวิชาการด้านมานุษยวิทยาและอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม พบว่าประชากรกลุ่มที่ศึกษาวิจัยในสองพื้นที่นี้มีความศรัทธาในการดูดวงออนไลน์ไม่ต่างกันมากนักทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ
จากผลการศึกษาที่ออกมานี้ ดร.ปุณณฑรีย์ อธิบายกับบีบีซีไทยว่า "นั่นหมายความว่าความเจริญทางวัตถุ หรือความเจริญของระบบการศึกษาในเขตกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นตัวที่บอกว่าคนเมืองจะปฏิเสธการพยากรณ์ กลับยิ่งถวิลหา ยิ่งโหยหามันมากขึ้น"
พรหมภัสสรซึ่งเติบโตมากับการเรียนตามแผนการศึกษาสายวิทยาศาสตร์เข้มข้นมาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและศึกษาอยู่ในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพเห็นพ้องว่าความก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์
"[สิ่งศักดิ์สิทธิ์] น่าจะเป็นเหมือนกับพลังงานบางอย่าง... ซึ่งมันอาจจะไม่ได้สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ที่เรามีอยู่ตอนนี้ทั้งหมด" เธออธิบายความคิดของเธอ "ขนาดโลกของเรายังเล็กมากในแกแล็กซีเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราไม่รู้มันคงจะมีเยอะมาก ๆ"
พิธีกรรมมูดิจิทัล
นอกจากการเดินทางไปยังสถานที่จริง ทั้งกลมและพรหมภัสสรยังมี 'ไอเทม' เสริมความมั่นใจในชีวิตประจำวัน
พรหมภัสสร เลือกห้อยพระและสวมแหวนพญาครุฑเพื่อป้องกันอันตรายยามต้องเดินทาง ส่วนกลมก็เริ่มให้ความสำคัญกับวัตถุมงคลที่จับต้องได้อย่างกำไลหินหรือเทวรูปพระพิฆเนศตั้งโต๊ะควบคู่ไปกับการมูดิจิทัล
เกี่ยวกับวิถีการมูทางดิจิทัล ดร.ปุณณฑรีย์อธิบายว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้พัฒนานวัตกรรมทางความเชื่อเพื่อตอบสนองชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ที่ต้องการบริการทางศาสนาที่เป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย และมีความยืดหยุ่น โดยมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
"ตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา ความเชื่อดั้งเดิมถูกแปรรูปไปอยู่ในช่องหรือในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้นเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่าย" ดร.ปุณณฑรีย์กล่าว
สอดคล้องกับข้อสังเกตดังกล่าว บีบีซีไทยสำรวจพบบัญชีติ๊กตอกของเทวสถานพระพิฆเนศออนไลน์แห่งหนึ่งซึ่งมีผู้ติดตามหลายหมื่นคนถ่ายทอดสดพิธีกรรมบวงสรวงเทวรูป ผู้ดูแลเชิญชวนให้ผู้มีศรัทธาพิมพ์ในกล่องข้อความเพื่อรับพร ไม่นานช่องสนทนาระหว่างไลฟ์ก็เต็มไปด้วยคำว่า "น้อมรับพร"
บัญชีติ๊กตอกอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาบูชาเทวรูปในลักษณะเดียวกันก็มีอยู่มากมายบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นแอปฯ นี้ โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ประธานแปรเปลี่ยนไปตามความศรัทธาของแต่ละบัญชี
บัญชีติ๊กตอกบัญชีหนึ่งที่มีผู้ติดตามราวครึ่งแสน เผยแพร่ภาพหิ้งซึ่งวางเทวรูปไว้อย่างหลากหลายบนช่องทางไลฟ์สด เมื้อเจ้าของบัญชีกล่าวเชิญชวน "พรุ่งนี้จะมีพิธีจุดเทียนขอพรต่อดวงชะตา มาร่วมพิธีผ่านไลฟ์กันได้นะคะ" สาธุชนผู้ติดตามก็พิมพ์ข้อความขอพรผ่านช่องสนทนาใต้โพสต์เข้าไปไม่ขาดสาย
รายงานจากวิจัยกรุงศรี ซึ่งสำรวจประชากรไทย 1,023 คน พบว่าผู้บริโภคดิจิทัลสายมูกลุ่มเจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนซี มีโอกาสสนใจที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในกิจกรรมมูเตลูมากกว่ากลุ่มเบบี้บูมเมอร์ถึง 2 เท่า โดยกิจกรรมการมูที่ได้รับความสนใจที่สุด ได้แก่ แอปพลิเคชันดูดวง ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีการสำรวจได้แก่ งานศิลปะ NFT เสริมดวง การสักการะผ่าน AR/VR และการมูผ่านไลฟ์สด
นอกจากนี้ 6 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยซื้อสินค้าและบริการมูเตลูผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยกลุ่มที่รายงานระบุว่าเป็นวัย "เจนซี" มีโอกาสซื้อผ่านออนไลน์มากกว่ากลุ่มที่รายงานระบุว่าเป็นเบบี้บูมเมอร์ถึง 3.7 เท่า
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปีเตอร์ เอ. แจ็คสัน นักวิชาการจากวิทยาลัยเอเชียและแปซิฟิก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียซึ่งศึกษาเรื่องสังคมการเมืองด้านศาสนาและความเชื่อในประเทศไทยกล่าวกับบีบีซีไทยว่าในอดีตพิธีกรรมมักต้องพึ่งพาพระหรือพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้ที่สังคมให้ความเชื่อถือ แต่ปัจจุบันบทบาทนั้นไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่บุคคลในศาสนาอีกต่อไป
เขาตั้งข้อสังเกตว่าผู้ใช้บางรายพอใจในการบริจาคผ่านช่องทางที่พวกเขารับบริการแล้วรู้สึกสบายใจ โดยอินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์หรือเจ้าของบัญชีในแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทหลักแทนนักบวช
"คิดกลับกัน ในแง่นี้พระหรือพราหมณ์ในอดีตอาจเปรียบได้กับอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบดั้งเดิมก็เป็นได้" ดร.แจ็คสันกล่าว
เมื่อการ "มูดิจิทัล" เป็นรูปธรรมและสมจริง ไม่ต่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกรอบศาสนา
นอกจากพิธีกรรมที่ยึดโยงกับศาสนาแล้ว พิธีกรรมดิจิทัลในกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทยยังขยายขอบเขตไปสู่พิธีกรรมความเชื่อรูปแบบอื่น ๆ
ตัวอย่างหนึ่งที่บีบีซีไทยพบ คือกรณีที่ผู้ใช้ติ๊กตอกชาวไทยหลายสิบรายโพสต์วิดีโอประกอบแผ่นเสียงเพลง "Sky x Walk Into Da Prty" ของผู้ผลิต kniqhtdeveil โดยพิมพ์ข้อความประกอบว่านี่เป็น "แผ่นเสียงโชคดี" หากใช้เสียงประกอบนี้ในวิดีโอที่โพสต์ลงบัญชีของตัวเองในช่วงเริ่มต้นเดือนใหม่ เพราะเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดโชคลาภ
"ใครเชื่อไหมไม่รู้ แต่ฉันจะไม่พลาดสักเดือนแล้วค่ะ! วันแรกของทุกเดือนเล่นแล้วรู้สึกโชคดีจริง" ผู้ใช้รายหนึ่งเขียนข้อความไว้บนวิดีโอ
ขณะเดียวกัน ยังมีพิธีกรรมถือเคล็ดอื่น ๆ อย่างการ "ฝังยันต์" ด้วย โดยผู้ใช้บัญชีหนึ่งนำภาพยันต์เครื่องรางมาปรับค่าความโปร่งใส (transparency) ให้เป็นศูนย์เพื่อให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แล้วนำไปซ้อนทับซ่อนไว้ในรูปภาพของตนเองก่อนโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่การประกอบพิธีกรรมในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่นบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) บีบีซีไทยสำรวจพบว่ามีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งที่มักจะพิมพ์ข้อความบนบานเผยแพร่ออกไปต่อสาธารณะเพื่อ "บนบาน" ว่าหากตนบรรลุเป้าหมายจะแจกเงินหรือสิ่งของให้แก่ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มคนอื่น ๆ
"บนถ้าได้บัตรคอนฯ แจกตัง 100฿" ผู้ใช้งานเอ็กซ์รายหนึ่งระบุ
พฤติกรรมการ "มู" ที่ไหลลื่นไม่จำกัดสื่อ พื้นที่ หรือกรอบความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งเช่นนี้ มีคำอธิบายอย่างไร
ดร.พุฒวิทย์ บุนนาค นักปรัชญาศาสนาจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อธิบายตรรกะของการ "มูออนไลน์" โดยยึดโยงกับแนวคิดของนักมานุษยวิทยาอย่าง เจมส์ เฟรเซอร์ และ เอ็ดเวิร์ด ไทเลอร์ โดยชี้ว่าการ "มู" หรือที่เรียกโดยใช้คำโดยเจาะจงว่าเวทมนตร์ (magic) นั้น โดยพื้นฐานแล้วเกิดขึ้นได้โดยอาศัยการเชื่อมโยงผ่านสัญลักษณ์และการสัมผัส
อาจารย์ มศว กล่าวว่าในกรณีของโลกดิจิทัล แม้ "ผู้มู" จะไม่ได้เดินทางไปสัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง แต่รูปภาพ ข้อความ หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้กลายมาเป็น "การสัมผัส" รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองเชื่อถือเข้ากับตัวของพวกเขา ทำให้การมูออนไลน์ให้ความรู้สึกเป็นรูปธรรมและสมจริงไม่ต่างจากการไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา
ด้านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.แจ็คสัน ยังชี้ให้เห็นว่าด้วยธรรมชาติของโลกอินเทอร์เน็ตจะต้องอาศัยวัฒนธรรมทางสายตา (visual culture) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมมุขปาฐะหรือการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาในอดีต ทำให้พิธีกรรมทางศาสนาสามารถย้ายจากโลกความเป็นจริงเข้าสู่พื้นที่เสมือน (virtual space) ได้อย่างกลมกลืน
วิถี "มู" ในหมู่คนรุ่นใหม่
ดร.พุฒวิทย์ กล่าวว่าเขายังไม่ปักใจเชื่อว่า "การมู" ในหมู่คนอายุน้อยนั้นแพร่หลายและมีความเข้มข้นมากกว่าคนในรุ่นก่อน แต่เขาเชื่อว่าสังคมมองเห็นกิจกรรมการมูเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนผ่านการเผยแพร่ด้วยโซเชียลมีเดีย
ด้านศาสตราจารย์ พิเศษ ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ "Capitalist Magic in Thailand" หรือชื่อไทยว่า "เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม" อธิบายปรากฏการณ์นี้ในมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองว่า ในสังคมไทย ความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีความหลากหลายมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่สังคมไทยรับเอาระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่เข้ามา จึงมีการโปรโมทความเชื่อของแต่ละถิ่นมาเป็นจุดขายมากขึ้น ต่างจากบรรยากาศในยุคก่อนสงครามเย็นที่ศาสนาพุทธตามขนบจะมีบทบาทนำมากกว่า
"ผมคิดว่าเมืองไทยใน 20-30 ปีมานี้ เหมือนจะมีวัฒนธรรมที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่ (invented tradition) เข้ามามากกว่าเดิมโดยเฉพาะความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม" ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาของไทยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวกับบีบีซีไทย
เขาอธิบายต่อไปว่าเมื่อคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับตลาดแรงงานที่หยุดชะงัก หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ สิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้จึงถูกฝากไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
"คนเราแสวงหาความมั่นคง (security) มาโดยตลอด เพียงแต่ว่าสิ่งที่เราอยากให้มีความมั่นคงมันเปลี่ยนรูปแบบ... สมัยก่อนอาจจะขอให้มีฝน แต่ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่ในสังคมเกษตรแล้ว คนในเมืองก็สนใจหาแฟน ขอให้สอบเข้าเรียนได้ หรือได้งานทำ... เพียงแค่เขาไม่ได้อยากทำเลียนแบบพ่อแม่"
คำอธิบายนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ที่ระบุชาวไทยที่เกิดหลังปี 2524 เป็นต้นมา ขอพรเรื่อง การเงิน โชคลาภ และการงาน เป็น 3 อันดับแรก โดยกลุ่มคนที่เกิดหลังปี 2540 ขอพรเรื่องการเรียนเพิ่มขึ้นมาด้วยเนื่องจากอยู่ในวัยเรียน
ดร.พุฒวิทย์ กล่าวด้วยว่าระบบต่าง ๆ ในสังคมไทยที่มีความไม่แน่นอนสูงจากการขาดระบบที่อิงความสามารถ (merit system) ที่รับประกันว่า "เมื่อทำดีย่อมได้ดี" ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันพฤติกรรมการหาที่พึ่งพาทางใจของคนไทย
"ความสองมาตรฐาน ระบบอุปถัมภ์ เหล่านี้เองผมคิดว่ามันทำให้ชีวิตของคนทำงาน หรือแม้กระทั่งการเรียนหนังสือของวัยรุ่น มันค่อนข้างไม่แน่นอน มันมีความแปรปรวนอยู่ในชีวิตของเขา ดังนั้นทางออกก็คือต้องวิ่งไปหามูเพื่อจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่กับมันได้อย่างมั่นใจขึ้น" นักปรัชญาศาสนาจาก มศว ให้เหตุผล
"มู" คือการสร้างจิตวิทยาที่นำไปสู่การปฏิบัติ
ดร.พุฒวิทย์ ยอมรับว่าส่วนหนึ่งแล้วกระแสการมูอาจเกิดมาจากสิ่งที่เรียกว่า "อคติการยืนยัน" (confirmation bias) ที่เมื่อผู้มีความเชื่อกระทำการมูใดแล้วบรรลุผลสำเร็จ กระแสศรัทธาในสิ่งนั้นจะยิ่งโหมแรงขึ้น
อย่างไรก็ดี ในอีกทางหนึ่งเขาก็เชื่อว่าพิธีกรรม (ritual) มีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพของคนได้จริง
"เกือบเป็นสากลเลย พิธีกรรมจะช่วยลดความกังวล ทำให้ประสิทธิภาพดีได้ในระยะสั้น พิธีกรรมทำให้คนสมาธิมากขึ้น ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจในตนเองจะหายไประดับหนึ่ง มันก็ทำให้เขาแข่งขันได้เปรียบเหนือคนอื่นมาระดับหนึ่ง" ดร.พุฒวิทย์กล่าว
กระบวนการทางจิตวิทยาที่กระตุ้นขีดความสามารถนี้สะท้อนชัดเจนในประสบการณ์ของชาวดิจิทัลไทย
กลมอธิบายว่าการตั้งเป้าหมายแล้วไปขอพรจาก "องค์เทพ" ช่วยให้ภาพความสำเร็จในความคิดของเธอชัดเจนขึ้นและสร้างความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ
เช่นเดียวกับพรหมภัสสรที่มองว่าการมูเตลูหรือการบูชาวิถีทางจิตวิญญาณเป็นเครื่องมือสร้างความสงบและเพิ่มความมั่นใจในจิตใจให้ตนเอง
อย่างไรก็ตาม บรรทัดฐานที่สำคัญที่สุดในมุมมองของพรหมภัสสรยังคงเป็นการลงมือทำ
"มันต้องมีการกระทำของตัวเราด้วย ถ้าไม่งั้นคนที่ไปไหว้ทั้งหมดตรงนั้นก็คงจะไม่ต้องทำอะไร ก็คือคุณแค่ไปขอพรแล้วก็คุณก็นอนอยู่บ้าน ถ้าเกิดว่าเราทำสุดความสามารถแล้วจริง ๆ การมูอาจจะช่วยผลักให้เราไปได้ไกลขึ้นได้" เธอสรุป