ฟินแลนด์มีแผนจะยกเลิกคำสั่งห้ามถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่บังคับใช้มานานหลายทศวรรษ

A Finnish soldier of the Finnish-Swedish Division rides the Leopard 2A6 battle tank, during a demonstration of border crossing by Swedish and Finnish troops as part of the NATO Nordic Response 24 military exercise

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองกำลังของนาโตปรากฏตัวในทะเลอาร์กติกมากขึ้น นับตั้งแต่ฟินแลนด์เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรทางการทหารนี้
    • Author, เจสสิกา รอว์นสลีย์
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

ฟินแลนด์มีแผนที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามถือครองอาวุธนิวเคลียร์ในดินแดนของตนซึ่งบังคับใช้มาอย่างยาวนาน โดยรัฐบาลกล่าวถึงความเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าจะทำให้แนวทางของประเทศสอดคล้องกับนโยบายป้องปรามขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (North Atlantic Treaty Organization-NATO) มากขึ้น

อันต์ติ ฮักกาแนน รมว.กลาโหมฟินแลนด์ ระบุว่าสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของฟินแลนด์และยุโรปได้ "เปลี่ยนแปลงไปถึงรากฐานอย่างมีนัยสำคัญ" นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022

ประเทศนอร์ดิกแห่งนี้ละทิ้งความเป็นกลางทางการทหารที่มีมานานหลายทศวรรษเพื่อเข้าร่วมนาโตในปี 2023 จากความกังวลเกี่ยวกับภัยคุมคามจากรัสเซียที่เพิ่มมากขึ้น

ภายใต้กฎหมายพลังงานนิวเคลียร์ ค.ศ.1987 ของฟินแลนด์ ระบุว่า การนำเข้า, การผลิต, การครอบครอง และการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ เป็นสิ่งต้องห้ามบนผืนแผ่นดินของฟินแลนด์ แม้กระทั่งในภาวะสงครามก็ตาม

ข้อเสนอของรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดเหล่านั้น ทำให้ประเทศสามารถ "นำอาวุธนิวเคลียร์เข้าสู่ฟินแลนด์ หรือขนส่ง หรือส่งมอบ หรือครอบครองมันในฟินแลนด์ได้ หากมันเกี่ยวข้องกับการป้องกันทางการทหารของฟินแลนด์" ฮักกาแนน กล่าว

"การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวคือสิ่งจำเป็นต่อการทำให้การป้องกันทางการทหารของฟินแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร และเพื่อใช้ประโยชน์จากการป้องปรามและการป้องกันร่วมกันของนาโตได้อย่างเต็มที่" เขาบอกในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.)

หลักการป้องกันร่วมกันที่ถูกระบุไว้ในการก่อตั้งนาโต คือการโจมตีประเทศสมาชิกประเทศหนึ่งประเทศใดจะถือเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทุกประเทศ หลักการนี้ถือเป็นรากฐานของยุทธศาสตร์การป้องปรามนิวเคลียร์ของชาติสมาชิก

เนื่องด้วยนาโตมีสมาชิกเป็นชาติมหาอำนาจทางนิวเคลียร์อยู่หลายประเทศ หลักการข้างต้นจึงมีนัยว่าหากมีการโจมตีโดยตรงไปยังประเทศสมาชิก ก็จะมีความเสี่ยงถูกโต้กลับโดยใช้นิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ประจำการอยู่หลายประเทศในยุโรป จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธ (Center for Arms Control and Non-proliferation)

ข้อเสนอของรัฐบาลฟินแลนด์จะต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์และประมวลกฎหมายอาญาของประเทศ

พรรคร่วมรัฐบาลจากฝ่ายขวาที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวถูกเผยแพร่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแสดงความคิดเห็นจนถึงวันที่ 2 เม.ย. นี้ ก่อนที่จะมีการกำหนดรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

ฟินแลนด์มีพรมแดน 1,340 กม. ติดกับรัสเซีย ซึ่งถือว่าเป็นประเทศยุโรปหรือประเทศสมาชิกนาโตที่มีพรมแดนติดกับรัสเซียยาวที่สุด และผู้นำของฟินแลนด์ได้กล่าวเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของประเทศได้ถดถอยลงนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครน

ประเทศนอร์ดิกแห่งนี้เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตในเดือน เม.ย. 2023 ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการขัดขวางทางยุทธศาสตร์ต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ผู้ส่งเสียงวิจารณ์ว่ากลุ่มพันธมิตรทางการทหารนี้ขยายตัวมาทางตะวันออกมาอย่างยาวนาน

ขณะที่สวีเดน เพื่อนบ้านของฟินแลนด์ ก็เข้าร่วมนาโตด้วยในปี 2024

นับแต่นั้นก็ปรากฏกำลังทหารของนาโตในทะเลอาร์กติกและทะเลบอลติกมากขึ้น เช่นเดียวกับแนวชายแดนด้านตะวันออกที่เพิ่งขยายตัวใหม่

ข้อเสนอของรัฐบาลฟินแลนด์เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศยุโรปยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมเพื่อตอบสนองต่อสงครามในยูเครนและความไม่มั่นคงในระดับโลกที่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น

ประเทศสมาชิกนาโตหลายประเทศต้องเผชิญกับการรบกวนการจราจรทางอากาศ โดยเคยมีการพบเห็นโดรนบินเหนือท่าอากาศยานและฐานทัพต่าง ๆ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการของยุโรปบางส่วนระบุว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของ "สงครามลูกผสม" (hybrid warfare) จากรัสเซีย

ทางการรัสเซียปฏิเสธความเกี่ยวข้องไปแล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการหารือเกี่ยวกับการป้องกันร่วมกันระลอกใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.) ฝรั่งเศสและเยอรมนีประกาศแผนกระชับความร่วมมือด้านการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์กับพันธมิตรในยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน อูลฟ์ คริสเตอร์สัน นายกรัฐมนตรีของสวีเดน กล่าวเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าหลักการของประเทศที่ไม่ให้กองกำลังต่างชาติหรืออาวุธนิวเคลียร์ในดินแดนของตน "จะไม่ถูกนำมาใช้" หากสวีเดนพบว่าประเทศ "อยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"