สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเจรจาสันติภาพกันอยู่หรือไม่ ทั้ง 2 ฝ่ายความต้องการอะไร

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, แฟรงค์ การ์ดเนอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคง ประจำกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์
- เวลาอ่าน: 6 นาที
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ยืนกรานว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่านเพื่อยุติสงคราม แต่ฝ่ายอิหร่านกลับก็บอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยอมรับว่ามีการสื่อสารกับสหรัฐฯ ผ่านตัวกลาง แต่บอกว่าข้อความเหล่านั้น "ไม่ใช่การเจรจาหรือการพูดคุยใด ๆ ทั้งสิ้น"
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (25 มี.ค.) ทรัมป์กล่าวอ้างว่าอิหร่าน "กลัว" ที่จะยอมเจรจา "เพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองจะถูกสังหารโดยคนของตัวเอง"
แล้วเราควรเชื่อใคร สันติภาพกำลังจะมาถึงแล้วหรือ? หรือทั้ง 2 ฝ่ายกำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่ยืดเยื้อและมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อทั่วโลกไปจนถึงช่วงฤดูร้อน
สัญญาณต่าง ๆ นี้ชี้ให้เห็นว่าขณะนี้เรากำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่ไม่ต่างจากการติดหล่มในการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทั้ง 2 ฝ่ายต่างบอกว่าต้องการให้สงครามยุติลง แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของตนเองซึ่งยังคงแตกต่างกันอย่างมากจากสิ่งที่อีกฝ่ายยอมรับได้
อะไรคือสิ่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องการ
เมื่อสงครามครั้งนี้เปิดฉากขึ้น 28 ก.พ. สหรัฐฯ และอิสราเอลต่างตั้งความหวังสูงว่าความเหนือกว่าทางด้านกำลังทหารอย่างมหาศาลของทั้ง 2 ประเทศนี้ต่ออิหร่าน จะส่งผลให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านล่มสลายในที่สุด
หากวิธีนั้นไม่ได้ผล อิหร่านซึ่งกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนักอยู่แล้ว ก็จะยอมจำนนและขอเจรจาสันติภาพตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ
แต่นั่นยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องการอาจไม่เป็นไปตามนั้นเสมอไป เพราะทุกวันที่ระบอบอิหร่านยังคงอยู่รอดและเพิ่มความรู้สึกฮึกเหิมมากขึ้น
รายละเอียดของแผน 15 ข้อที่สหรัฐฯ เสนอ ซึ่งเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 12 ของอิสราเอล รวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การยุติโครงการขีปนาวุธ และการยุติการสนับสนุน "กลุ่มติดอาวุธตัวแทน" เช่น กลุ่มฮูตีในเยเมนและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
ในทางกลับกัน อิหร่านจะได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร และมีอำนาจควบคุมร่วมกันบางส่วนเหนือช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านต้องการอะไร
ในช่วงแรก อิหร่านปฏิเสธแผน 15 ข้อของสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด โดยระบุว่าเป็น "มากเกินไป"
ต่อมาในวันพุธ (25 มี.ค.) อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวอย่างไม่ชัดเจนนักกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า "แนวคิดบางอย่าง" ถูกเสนอต่อผู้นำระดับสูงของประเทศแล้ว และ "หากจำเป็นต้องมีการแสดงจุดยืน ก็จะมีการตัดสินใจอย่างแน่นอน"
แต่ในทางกลับกัน สื่อของรัฐอิหร่านระบุเงื่อนไข 5 ประการสำหรับการยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม (war reparations) หรือ การชดใช้ค่าเสียหายที่ฝ่ายชนะสงครามเรียกร้องเอาจากฝ่ายแพ้สงคราม การยอมรับในระดับนานาชาติเกี่ยวกับ "สิทธิอธิปไตยของอิหร่านในการใช้อำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ" และการรับประกันว่าอิหร่านจะไม่ถูกโจมตีอีก
ข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับในอ่าวเปอร์เซียจะยอมรับได้
อิหร่านเชื่อว่าในฐานะประเทศใหญ่ที่สุดในภูมิภาค มีประชากรกว่า 90 ล้านคน และมีชายฝั่งยาวที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย อิหร่านควรกลับมารับบทบาทอันชอบธรรมในฐานะ "ผู้พิทักษ์สันติภาพแห่งอ่าวเปอร์เซีย" ซึ่งเป็นบทบาทที่เคยมีภายใต้การปกครองของกษัตริย์ในอดีต ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยการปฏิวัติอิสลามในปี 1979
อิหร่านต้องการให้กองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพในบาห์เรน ถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ เพื่อให้อิหร่านกลายเป็นมหาอำนาจทางทหารที่โดดเด่นในอ่าวเปอร์เซีย ด้วยแรงสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ
อิหร่านระบุว่า ตนมีปัญหาอย่างมากในเรื่องความไว้วางใจสหรัฐฯ เนื่องจากได้เจรจากับสหรัฐฯ มาแล้ว 2 ครั้งคือในปี 2025 และเดือน ก.พ. 2026 แต่สหรัฐฯ ได้ถอนตัวและเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางทหารแทน
นักวิจารณ์อิหร่านกล่าวว่า อิหร่านเพียงแค่ประวิงเวลาการเจรจาออกไป และไม่มีเจตนาที่จะยกเลิกโครงการและนโยบายที่คุกคามภูมิภาคทั้งหมดเลย

ที่มาของภาพ, Shutterstock
สิ่งที่รัฐอาหรับในอ่าวต้องการคืออะไร
กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับต่างรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น
พวกเขาไม่ได้ชื่นชอบระบอบสาธารณรัฐอิสลามมากนัก แต่พวกเขาก็ได้ประนีประนอมอย่างไม่เต็มใจกับระบอบนั้นก่อนที่ความขัดแย้งนี้จะเริ่มต้นขึ้น
ตอนนี้พวกเขาได้เฝ้าดูด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่สหรัฐฯ พยายามอย่างเต็มที่ในสงครามครั้งนี้ ทว่ากลับล้มเหลวในการโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน ทำให้อิหร่านบอบช้ำและโกรธแค้น และใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีประเทศเพื่อนบ้านทางฝั่งอ่าวเปอร์เซีย
ในตอนนี้ อิหร่านอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบทางยุทธศาสตร์มากกว่าเมื่อเดือนที่แล้วมาก เพราะสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญได้อย่างแท้จริง ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐฯ และกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom)
สิ่งนี้ทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองมหาศาลในตลาดพลังงานโลก โดยรู้ว่าแรงกดดันจากนานาชาติที่มีต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ยุติสงครามครั้งนี้ จะทำให้ทางเลือกของเขาหดแคบลงด้วย
ตามหลักแล้ว ประเทศในอ่าวเปอร์เซียอยากให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเมื่อเดือนก่อน แต่มีสารพัดเหตุการณ์เกิดขึ้น และตอนนี้อิหร่านก็ไม่มีท่าทีจะยอมถอย
ทางเลือกของทรัมป์อาจเพิ่มขึ้นเมื่อนาวิกโยธินสหรัฐประมาณ 5,000 นาย พร้อมด้วยพลร่มจากกองพลทหารราบที่ 82 ของสหรัฐฯ เดินทางมาถึงภูมิภาคนี้ แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
มีหลายพื้นที่ที่สามารถส่งกองกำลังดังกล่าวเข้าประจำการ ตั้งแต่ท่าเรือส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่เกาะคาร์ก ไปจนถึงชายฝั่งของอิหร่านในจังหวัดฮอร์มุซกัน และช่องแคบบับเอลมันเดบทางตอนใต้ของทางเข้าสู่ทะเลแดง
หรืออาจเป็นเพียงเพื่อเพิ่มแรงกดดันในการต่อรองกับอิหร่านก็เป็นได้
แต่การปฏิบัติการภาคพื้นดินใด ๆ ก็ตาม ย่อมมีความเสี่ยงที่จะทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ สูญเสียกำลังพลมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศ และเสี่ยงจะดึงสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่หลายคนเรียกว่า "สงครามที่เลือกเอง"
การดำรงอยู่ต่อเนื่องของระบอบสาธารณรัฐอิสลามได้เสริมสร้างความกล้าหาญให้กับคนในระบอบและข้อเรียกร้องของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าทั้งเวลาและภูมิศาสตร์อยู่ข้างพวกเขา
ยิ่งทำเนียบขาวบอกกับโลกมากเท่าไหร่ว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลงอย่างยิ่ง อิหร่านก็ยิ่งไม่เต็มใจจะทำข้อตกลงมากขึ้นเท่านั้น






























