เหตุใดสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์กของอิหร่าน แต่ยังไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันบนเกาะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เอลลิส เดวีส์
- Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวความมั่นคงของบีบีซี
- Reporting from, ริยาร์ด
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดใส่เกาะคาร์กซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กนอกชายฝั่งอิหร่านอันเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำมันสำคัญและถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศ
ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าศูนย์บัญชาการทางทหารบนเกาะดังกล่าวถูก "ทำลายจนสิ้นซาก" แต่กองทัพได้ชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะดังกล่าวไว้ก่อน
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนว่าเขาอาจกลับไปพิจารณาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบนเกาะ หากอิหร่านหรือฝ่ายอื่น "ทำสิ่งใดที่รบกวน" ให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ซึ่งช่องแคบบริเวณนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลกทางตอนใต้ของอิหร่าน
ฝ่ายทหารอิหร่านตอบโต้ว่าหากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์กถูกโจมตี อิหร่านจะดำเนินการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานที่เป็นของบริษัทซึ่งมีความร่วมมือกับสหรัฐฯ "ในทันที"
ความสำคัญของเกาะคาร์กต่ออิหร่านคืออะไร

เกาะคาร์กเป็นเกาะหินขนาดเล็กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 15 ไมล์ทะเล หรือราว 24 กิโลเมตร
แม้มีขนาดเล็ก แต่ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน
การที่สหรัฐฯ โจมตีเกาะขนาดเล็กแต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์แห่งนี้ในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ ไม่ต่างอะไรกับการโจมตี "เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ" ของอิหร่าน
น้ำมันดิบ 90% ของอิหร่านถูกส่งผ่านท่าเทียบเรือบนเกาะแห่งนี้
แต่ละวันจะมีการลำเลียงน้ำมันดิบผ่านเครือข่ายท่อส่งน้ำมันใต้น้ำที่ซับซ้อนจากแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งหลักสามแห่งของอิหร่าน ได้แก่ อาบูซาร์, ฟอรูซาน และโดรูด มาที่ท่าเรือบนเกาะนี้ ก่อนที่ท่าเรือจะดำเนินการขนส่งน้ำมันดิบราว 1.3 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ เกาะคาร์กยังมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำมันได้ถึง 18 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นปริมาณน้ำมันราว 10-12 วันของปริมาณการส่งออกภายใต้สถานการณ์ปกติ
ต่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่ตื้นกว่า พื้นที่ชายฝั่งของเกาะนี้อยู่ใกล้น่านน้ำลึกทำให้เรือน้ำมันขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษที่สามารถบรรทุกน้ำมันได้สูงสุดถึง 85 ล้านแกลลอนสามารถเทียบท่าที่สะพานเทียบเรือขนาดยาวของเกาะเพื่อรับน้ำมันได้โดยตรง
เรือน้ำมันเหล่านี้จะเดินเรือกลับลงสู่อ่าวเปอร์เซียและแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ มุ่งหน้าไปยังจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
ในฐานะศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เกาะคาร์กยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ด้วย
เหตุใดสหรัฐฯ ไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ

ที่มาของภาพ, Planet Labs via Reuters
เมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ได้ "ปฏิบัติภารกิจโจมตีด้วยระเบิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง และทำลายเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กอันเป็นดังอัญมณีแห่งอิหร่านทุกแห่งจนราบเป็นหน้ากลอง"
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "ด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสม" เขาได้ "เลือกที่จะไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ"
สื่อของรัฐอิหร่านรายงานว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะไม่ได้รับความเสียหาย ขณะที่สำนักข่าวฟาร์สระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันทางอากาศ ฐานทัพเรือ หอบังคับการสนามบิน และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์
กองทัพอิหร่านเตือนว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนถูกโจมตี สิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมันและพลังงานที่เป็นของบริษัทที่มีความร่วมมือกับสหรัฐฯ จะถูก "ทำลายทันทีและกลายเป็นกองขี้เถ้า"
การใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออิหร่าน และยังถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การโจมตีดังกล่าวมีแนวโน้มจะผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอีก และอาจทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในตะวันออกกลางมากขึ้น
แม้สงครามจะดำเนินมาเป็นเวลาสองสัปดาห์ แต่อิหร่านยังมีศักยภาพในการปล่อยโดรนระเบิดราคาถูกจำนวนมากออกมาโจมตีเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับและเรือเดินสมุทร ทั้งยังอาจขยายเป้าหมายไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ ตัวอย่างเช่น โรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลที่ผลิตน้ำดื่มให้ประชาชนหลายล้านคน
จัสติน ครัมป์ นักวิเคราะห์ด้านการทหารและอดีตนายทหารกองทัพบกอังกฤษ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นความพยายามของทรัมป์ในการยับยั้งไม่ให้อิหร่านยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติม
ครัมป์ ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านข่าวกรองที่ชื่อว่า ซีบิลไลน์ (Sibylline) กล่าวกับรายการทูเดย์ (Today) ของสถานีวิทยุบีบีซี 4 ว่า "เขากำลังแสดงให้เห็นว่าเขากรุณา แต่บอกได้ว่าเขาสามารถเล่นงาน IRGC ได้หนักกว่านี้" ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่าเป้าหมายของสงครามคือเพื่อให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม แม้เขาจะให้เหตุผลอื่นตามมาภายหลัง แต่ครัมป์กล่าวว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ "ยาก" เนื่องจากจะทำลายเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
"นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีนักสำหรับอนาคตของพวกเขา [ประชาชนชาวอิหร่าน]" เขากล่าว พร้อมเสริมว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะถูกทำลายในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักทศวรรษ 1980 ก็ใช้เวลานานมากในการฟื้นฟู
สหรัฐฯ จะพยายามยึดเกาะคาร์กหรือไม่

มีการคาดการณ์ว่า กองกำลังสหรัฐฯ อาจพยายามยึดเกาะคาร์กในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือไม่
การยึดเกาะคาร์กไม่เพียงแต่จะปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่สหรัฐฯ ยังอาจใช้เป็นฐานสำหรับปฏิบัติการโจมตีแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านได้ด้วย
สื่อสหรัฐฯ รายงานว่ามีการส่งเรือยกพลขึ้นบกซึ่งบรรทุกนาวิกโยธินและทหารเรือได้มากถึง 5,000 นายไปยังอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งข่าวนี้ยิ่งทำให้เกิดการคาดเดามากขึ้น
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้
ไมกี เคย์ นักวิเคราะห์ความมั่นคงจากรายการซีเคียวริตี บรีฟ (Security Brief) ของบีบีซีระบุว่า การยึดเกาะจะเท่ากับการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามและกระทบต่อความสามารถในการทำสงครามของฝ่ายอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ของเกาะคาร์ก

ที่มาของภาพ, Getty Images
เกาะคาร์กมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซียมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน บนเกาะมีบ่อน้ำธรรมชาติบนเกาะทำให้ที่นี่กลายเป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญในยุคนั้น
เกาะแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสและเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 16 และ 17 และเคยเป็นที่ตั้งของเรือนจำความมั่นคงสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1900
ต่อมาในทศวรรษ 1950 ระหว่างรัชสมัยของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้มีการเริ่มก่อสร้างศูนย์กักเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์ไฮโดรคาร์บอน ทำให้ไม่นานเกาะแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นจุดส่งออกหลักของอิหร่าน
เกาะแห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่ 24 ตารางกิโลเมตร มีบทบาทสำคัญในภาคการส่งออกน้ำมันของอิหร่านตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันอาโมโก (Amoco) และโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนบนเกาะยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอเมริกันที่เข้าดำเนินงานในพื้นที่จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 1979

ที่มาของภาพ, Getty Images
รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)































