ภารกิจลุล่วงแล้วแน่หรือ ? ผลงานที่สหรัฐฯ อวดอ้างจากสงครามอิรัก กลายเป็นปัญหาที่ตามมาหลอกหลอนในสงครามอิหร่าน

- Author, กอร์ดอน คอร์เรเรา
- Role, นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง
- เวลาอ่าน: 20 นาที
เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ปี 2003 รูปปั้นของซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำจอมเผด็จการแห่งอิรัก ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงแบกแดด ถูกผู้คนรุมทึ้งให้โค่นล้มลงมาจนพังทลาย โดยประชาชนชาวอิรักเข้าไปดึงแผ่นป้ายโลหะที่ฐานของรูปปั้นออกก่อน แล้วส่วนฐานของอนุสาวรีย์ที่ทำจากหินอ่อน ก็ถูกฝูงชนรุมกระหน่ำโจมตีด้วยค้อนทุบหิน
ในตอนแรกพลเรือนชาวอิรักพยายามจะโค่นรูปปั้นนี้ให้ล้มคว่ำลงมาด้วยตนเอง โดยพยายามปีนป่ายขึ้นไปบนตัวรูปปั้นเพื่อเอาบ่วงเชือกสวมเข้าที่คอ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่สามารถจะออกแรงดึงเชือกให้รูปปั้นหักโค่นลงมาได้ ท้ายที่สุดทหารอเมริกันจากกองกำลังสหรัฐฯ ต้องใช้ยานยนต์หุ้มเกราะเข้าช่วย จึงสามารถทำลายรูปปั้นของจอมเผด็จการซัดดัมได้สำเร็จ
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ และเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิรัก โดยเพียง 20 วันก่อนหน้านั้น กองกำลังสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ได้เปิดฉากทำสงครามด้วยการกระหน่ำยิงขีปนาวุธและทิ้งระเบิดอย่างหนัก รวมทั้งพยายามใช้ขีปนาวุธร่อน เพื่อไล่ล่าเด็ดหัวซัดดัม ฮุสเซน ให้จงได้ด้วย

ที่มาของภาพ, Gamma - Rapho via Getty Images
สามสัปดาห์หลังจากรูปปั้นของซัดดัมถูกทำลายไปแล้ว อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้นำสหรัฐฯในตอนนั้น ได้ประกาศชัยชนะด้วยความภาคภูมิใจ ขณะอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งทอดสมอลอยลำอยู่ที่นอกชายฝั่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีป้ายผ้าที่ด้านหน้าของผู้นำสหรัฐฯ เขียนข้อความอย่างเด่นชัดว่า "ภารกิจสำเร็จลุล่วง" (mission accomplished) แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์ในอิรักมิได้เป็นเช่นนั้นเลย
ผลพวงอันเลวร้ายจากสงครามอิรัก ยังคงติดตามมาหลอกหลอนถึงสมรภูมิรบ ระหว่างพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านในปัจจุบัน สงครามอิรักนั้นทิ้งรอยแผลเป็นที่ใหญ่หลวงและลึกล้ำเอาไว้ เพราะมันจุดชนวนให้เกิดเหตุร้ายอื่น ๆ ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแผ่ขยายลุกลามออกไปอย่างไม่คาดคิดและควบคุมไม่ได้ จนมีข้อมูลสถิติที่ประมาณการว่า มีผู้เสียชีวิตไปถึง 461,000 คน จากการสู้รบในอิรักระหว่างปี 2003-2011 ทั้งยังทำให้สหรัฐฯ สูญเสียงบประมาณเพื่อการนี้ไปทั้งหมดถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
สงครามอิรักได้ทำให้โฉมหน้าของภูมิภาคตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงไป ทั้งยังส่งผลกระทบอย่างลึกล้ำต่อความเชื่อถือไว้วางใจของชาวโลก ที่มีให้กับบรรดานักการเมืองของประเทศผู้ก่อสงคราม

ที่มาของภาพ, Gamma - Rapho via Getty Images
มาในวันนี้สหรัฐฯ เริ่มก่อสงครามในตะวันออกกลางอีกครั้ง โดยหลายฝ่ายมองว่าสงครามกับอิหร่านครั้งนี้เป็นเพียง "สงครามทางเลือก" (war of choice) หรือสงครามที่สหรัฐฯ ริเริ่มขึ้นเอง ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องรบเพื่อป้องกันตัวจากภัยคุกคามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
จะเห็นได้ว่าสงครามอิรักในอดีตกับสงครามอิหร่านในปัจจุบัน สะท้อนหลายสิ่งที่คล้ายคลึงกันและดำเนินไปด้วยกันแบบคู่ขนาน แต่ถึงกระนั้น สงครามทั้งสองครั้งก็ยังมีความแตกต่างใหญ่หลวงแอบแฝงอยู่ด้วย ซึ่งความแตกต่างนี้ช่วยบอกเราว่า โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน นับตั้งแต่สงครามอิรักเมื่อ 23 ปีก่อน และคราวนี้เราจะสามารถหลีกเลี่ยงการเดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมได้หรือไม่
แรงจูงใจ
รัฐบาลสหรัฐฯ มีแรงจูงใจหลากหลายข้อที่ทับซ้อนกันอยู่ ในการตัดสินใจยกทัพรุกรานอิรัก เหตุผลบางประการในเรื่องนี้ก็เป็นความลับ ที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนในเวลานั้น แต่หลัก ๆ แล้ว สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิรักเป็นสำคัญ และสำหรับบรรดาผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช พวกเขายังคงรู้สึกว่ามีธุระค้างคาที่ จัดการไม่เสร็จสิ้น จากการทำสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 1991 เพราะแม้กองทัพอิรักจะถูกขับไล่พ้นดินแดนคูเวตแล้ว แต่ซัดดัม ฮุสเซน ก็ยังคงครองอำนาจในฐานะผู้นำเผด็จการต่อไป
สำหรับอดีตประธานาธิบดีบุช สงครามอิรักอาจจะถือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาด้วย เพราะผู้เป็นบิดาคืออดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอชดับเบิลยู บุช เป็นผู้นำในการทำสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก และมีรายงานว่าซัดดัมได้วางแผนลอบสังหารเขาเพื่อแก้แค้นด้วย
ในขณะเดียวกันคนจำนวนไม่น้อยก็เชื่อว่า การทำสงครามเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิรัก เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว เพราะทำเพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของชาวอิรัก หลายคนปรารถนาให้ซัดดัมถูกโค่นอำนาจ เนื่องจากเขาใช้ความรุนแรงโหดเหี้ยมกดขี่ปราบปรามประชาชน ถึงขั้นที่ลงมือใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือนชาวเคิร์ดในช่วงทศวรรษ 1980

ที่มาของภาพ, Getty Images
แรงจูงใจที่จะก่อสงครามเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน สอดคล้องลงตัวพอดีกับยุคสมัยที่แนวคิด "การเข้าแทรกแซงแบบเสรีนิยม" (liberal interventionism) กำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟูในสหราชอาณาจักร โดยนักการเมืองอังกฤษสนับสนุนแนวทางนี้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ดังจะเห็นได้จากกรณีการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงในคาบสมุทรบอลข่าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดในโคโซโว ส่วนบรรดาผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวอิรักในต่างประเทศ ก็ต้องการโอกาสเพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศชาติของตน โดยไม่มีระบอบการปกครองที่พวกเขาเกลียดชังมาเป็นอุปสรรคขัดขวาง
นอกจากนี้ยังมีพวก "นักอนุรักษนิยมใหม่" (neo-conservatives) ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลางเสียใหม่ โดยจะมุ่งปลูกฝังระบอบประชาธิปไตย และขจัดระบอบเผด็จการที่ต่อต้านสหรัฐฯ ออกไป โดยเริ่มต้นจากอิรักก่อน แล้วค่อยรุกคืบต่อไปยังอิหร่าน ซึ่งแผนการนี้ก็แสดงให้เห็นว่า อิหร่านได้ตกเป็นเป้าหมายของชาติตะวันตก ในการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงมานานแล้ว
แต่แรงจูงใจสำคัญข้อสุดท้ายที่ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจรุกรานอิรัก มาจากผลพวงของเหตุโจมตีก่อการร้ายโดยกลุ่มอัลกออิดะห์ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2001 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 2,997 คน (รวมถึงคนร้ายที่จี้เครื่องบิน 19 คน) หลังผู้ก่อการร้ายจี้บังคับเครื่องบินโดยสารให้พุ่งเข้าชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซนเตอร์, กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ, และท้องทุ่งแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนีย ส่งผลให้เหล่านักการเมืองอเมริกันสายเหยี่ยว ต้องการจะกอบกู้ชื่อเสียงด้านความมั่นคงและอำนาจป้องปรามของสหรัฐฯ ให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง
การโจมตีครั้งประวัติศาสตร์จากกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว กระตุ้นให้ผู้วางนโยบายด้านความมั่นคงชาวอเมริกัน คิดคำนวณเสียใหม่ว่าศัตรูของสหรัฐฯ เหล่านี้ สามารถจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศของตนและชาติพันธมิตรได้ใหญ่หลวงเพียงใด ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น แผนการทำสงครามรุกรานอิรักก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น จนกลายมาเป็นประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงในอันดับต้น แม้อิรักจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีเมื่อวันที่ 9 ก.ย. เลยก็ตาม ทว่าความสำเร็จจากการโค่นล้มระบอบตาลีบันในอัฟกานิสถาน เมื่อช่วงปลายปี 2001 อันเป็นผลพวงจากปฏิบัติการตอบโต้กลุ่มก่อการร้าย ทำให้สหรัฐฯ มั่นใจยิ่งขึ้นว่า สามารถจะใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงอิรักได้สำเร็จอย่างแน่นอน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว การอ้างเหตุผลและความชอบธรรมในการรุกรานอิรัก กลับไปวนเวียนอยู่ที่เรื่องการครอบครองอาวุธซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างสูง (weapons of mass destruction) ซึ่งหมายถึงการมุ่งพัฒนาและผลิตอาวุธนิวเคลียร์, อาวุธเคมี, อาวุธชีวภาพ, และขีปนาวุธล้ำสมัย การอ้างเหตุผลข้อนี้กับประชาชนชาวอเมริกันและอังกฤษ ได้ผลดีอย่างยิ่งในการจูงใจพวกเขาให้คล้อยตามและสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร นอกจากนี้ การที่อิรักไม่ยอมปฏิบัติตามข้อมติของสหประชาชาติในเรื่องของอาวุธดังกล่าว ทำให้การรุกรานอิรักมีความชอบธรรมเพิ่มขึ้นในสายตาของประชาคมโลก
ลูอิส รูดา อดีตหัวหน้ากลุ่มปฏิบัติการอิรักของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือซีไอเอ (CIA) บอกกับผู้เขียนบทความนี้ว่า "เราจะรุกรานอิรักอยู่ดี แม้คลังอาวุธของพวกเขาจะมีแค่หนังยางกับคลิปหนีบกระดาษก็ตาม เราจะบอกว่าโอ้...อิรักจะใช้สิ่งเหล่านี้ควักลูกตาคุณได้นะ ไม่สู้กำราบปราบปรามพวกเขาเสียก่อนดีกว่า"
เหตุใดอิหร่านจึงถูกโจมตี
การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลในครั้งนี้ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นจากแรงจูงใจที่ผสมปนเปกันหลายเรื่อง เช่นต้องการลดขีดความสามารถของกองทัพอิหร่าน, ป้องกันขัดขวางไม่ให้ครอบครองอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง, เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองให้มีความเมตตาปราณีต่อประชาชนมากขึ้น, รวมทั้งต้องการสนับสนุนชาวอิหร่าน ให้ลุกฮือขึ้นโค่นล้มระบอบการปกครองที่กดขี่ประหัตประหารพวกเขามานาน ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ถูกยกมากล่าวอ้าง โดยคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งหมดแล้ว
ปัจจัยกระตุ้นที่มีอิทธิพลมากที่สุด ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีคิดคำนวณแผนการเกี่ยวกับอิหร่าน ก็คือเหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลแบบสายฟ้าแลบ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 ซึ่งทำให้อัตราความเสี่ยงที่อิหร่านจะสามารถเป็นภัยคุกคามพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมมาก นับแต่นั้นมา สหรัฐฯ จึงมุ่งเป้าไปยังอิหร่านและกลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนของอิหร่าน อันเป็นการกระทำที่ปูทางไปสู่สงครามรุกรานอย่างเต็มรูปแบบ

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ แทบไม่พยายามจะสร้างวาทกรรมเรื่องความชอบธรรมที่ชัดเจนสมเหตุสมผล และไม่ขัดแย้งกันเองเลย อันที่จริงตัวประธานาธิบดีทรัมป์เองนั้น พูดกลับไปกลับมาโดยอ้างเหตุผลในการก่อสงครามที่ขัดแย้งกันเองเหล่านี้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าทรัมป์จะพูดในเวลาไหนและพูดกับใคร
นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน ยังไม่สนใจจะเกลี้ยกล่อมโน้มน้าว ให้พลเมืองของตนเห็นด้วยกับการทำสงครามกับอิหร่านเลย ทั้งที่ในยุคสงครามอิรัก รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเสียเวลาไปนานหลายเดือนกับเรื่องดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลทรัมป์ยังไม่สนใจจะแสวงหาความชอบธรรมในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งที่ในปี 2003 มีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุด ว่าชาติไหนจะให้ความร่วมมือและสนับสนุนสหรัฐฯ บ้าง

ในครั้งนี้บรรดาผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายของสหรัฐฯ ต่างมองว่ากฎหมายระหว่างประเทศและสหประชาชาติ ไม่มีความสำคัญมากพอที่พวกเขาจะต้องใส่ใจ เพราะระเบียบโลกเก่าที่พึ่งพาอาศัยสถาบันเหล่านี้ใกล้จะพังทลายลงแล้ว ในขณะที่ท่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เจ้าอารมณ์และเอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็ไม่ตระหนักสักนิดเลยว่า จำเป็นจะต้องอ้างความชอบธรรมที่ชัดเจนในการทำสงคราม โดยเหตุผลแต่ละข้อนั้นจะต้องไม่ขัดแย้งกันเองด้วย
บทบาทของสหราชอาณาจักรและชาติพันธมิตร
เมื่อปี 2003 สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามพร้อมชาติพันธมิตรที่นำโดยสหราชอาณาจักร อดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ได้ยืนเคียงข้างอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในช่วงก่อนจะที่สหรัฐฯ จะเริ่มเปิดฉากสงครามอิรัก โดยนายแบลร์ได้เขียนบันทึกข้อความส่วนตัวในช่วงฤดูร้อนของปี 2002 ซึ่งเป็นข้อความที่รู้จักกันดีในเวลาต่อมาว่า เขาจะยืนหยัดเคียงข้างผู้นำสหรัฐฯ เสมอ ไม่ว่าความคิดเห็นส่วนตัวของเขาเองจะเป็นอย่างไรก็ตาม และในวันนี้ท่าทีดังกล่าวของผู้นำสหราชอาณาจักรได้แสดงออกมาอีกครั้ง ผ่านการยืดหยัดเคียงข้างพญาอินทรี เพื่อคงอิทธิพลของตนที่มีต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ไว้ให้มากที่สุด
อดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ เคยให้สัมภาษณ์กับผู้เขียนบทความนี้ไว้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี การทำสงครามรุกรานอิรักว่า "ในตอนที่ผมยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครคือคนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีคลินตันหรือประธานาธิบดีบุช จะโทรศัพท์เพื่อพูดคุยหารือด้วยเป็นคนแรก คนผู้นั้นคือนายกรัฐมนตรีอังกฤษนั่นเอง"

ที่มาของภาพ, Reuters
อย่างไรก็ตาม ผู้นำอังกฤษบางคนอย่างแจ็ก สตรอว์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ได้บอกกับผู้เขียนในเวลาต่อมาว่า สายสัมพันธ์ที่ยึดมั่นต่อพันธมิตรอย่างเหนียวแน่นสุดขั้วอย่างที่แบลร์แสดงออกมา ออกจะน่าห่วงกังวลอยู่ไม่น้อย โดยบอกว่าการเผยแพร่บันทึกข้อความส่วนตัวข้างต้น ที่แบลร์เขียนว่าจะยืนหยัดเคียงข้างสหรัฐฯ ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนั้น "ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก"
เหล่านักวิจารณ์ตั้งคำถามว่า แบลร์สามารถใช้ประโยชน์จากการแสดงท่าทีแบบนี้ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นอิทธิพลทางการทูตที่อังกฤษมีต่อสหรัฐฯ ได้มากน้อยเพียงใดกันแน่ ซึ่งในช่วงสงครามอิรัก แบลร์สามารถโน้มน้าวจูงใจให้สหรัฐฯ สร้างความชอบธรรม ด้วยการพยายามให้สหประชาชาติออกข้อมติ เพื่ออนุมัติรับรองให้ทำสงครามอิรักได้อย่างถูกต้อง แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่สู้เต็มใจที่จะทำเช่นนั้น และความพยายามนี้ไม่ประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด
เมื้อสหรัฐฯ เสนอโอกาสที่สหราชอาณาจักรจะสามารถถอนทหารออกจากอิรักได้ในครั้งแรก แบลร์กล่าวปฏิเสธโดยอ้างว่า เขาเชื่อมั่นในความชอบธรรมของสงครามครั้งนี้ "นี่คือช่วงเวลาที่คุณต้องชั่งใจตรึกตรอง ในฐานะนายกรัฐมนตรีของยุคนั้น...พวกเขาเสนอทางออกให้เรา เพราะรู้สึกผิดที่พลอยทำให้ผมต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบากทางการเมืองไปด้วย แต่การถอนทหารนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ" แบลร์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับผู้เขียนบทความ เมื่อปี 2003
ผลปรากฏว่าแบลร์ต้องจ่ายราคาทางการเมืองที่แพงลิบลิ่ว สำหรับความเชื่อมั่นและจงรักภักดีที่มีต่อสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตรวจไม่พบอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงในอิรัก เหตุการณ์นี้ทำลายความน่าเชื่อถือของแบลร์ และทำให้ผู้คนเอือมระอาไม่เชื่อถือต่อสิ่งที่นักการเมืองพร่ำบอกประชาชนอีกต่อไป "ผมไม่สงสัยเลยว่า เรื่องนี้บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลสาธารณะและนักการเมือง" แจ็ก สตรอว์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษกล่าว
เวลาช่วงท้าย ๆ ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช หมดไปกับการพยายามแก้ปัญหาต่าง ๆ อันเนื่องมาจากสงครามอิรัก ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ทำให้เขาแปดเปื้อนมลทินไปชั่วชีวิต ทั้งยังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการเมืองอเมริกันเสียใหม่อีกด้วย ในที่สุดประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็ได้ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ โดยตั้งปณิธานชัดเจนว่าจะไม่นำสหรัฐฯ เข้าสู่การแทรกแซงด้วยกำลังทหารเช่นนั้นอีก ซึ่งเป็นการให้คำมั่นที่ทรัมป์เคยยืนยันว่าจะทำแบบเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ สหรัฐฯ หันไปจับมือเป็นพันธมิตรกับอิสราเอล แทนที่จะเป็นสหราชอาณาจักร ดังเช่นที่เคยเป็นมาก่อน นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตราเมอร์ ได้ตัดสินใจตีตัวออกห่างจากสหรัฐฯ โดยปฏิเสธคำขอใช้ฐานทัพอังกฤษเพื่อการโจมตีอิหร่านในตอนแรก แล้วเปลี่ยนมาเป็นให้ความยินยอม เพื่อใช้ฐานทัพอังกฤษในการป้องกันพันธมิตรของสหรัฐฯ ได้ในภายหลัง

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน แสดงถึงความระแวดระวังอันเนื่องมาจากบาดแผลและความเสียหายในอดีต ที่พรรคแรงงานเคยได้รับจากการยืนหยัดเคียงข้างสหรัฐฯ แต่การเปลี่ยนท่าทีเล็กน้อยในภายหลัง ก็สะท้อนว่าผู้นำสหราชอาณาจักรยังคงมองเห็นโอกาส ในการสร้างอิทธิพลทางการทูตต่อสหรัฐฯ อยู่ และน่าจะได้คิดคำนวณมาแล้วอย่างดีว่า อังกฤษจะสามารถสร้างอิทธิพลจูงใจประธานาธิบดีทรัมป์ได้มากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามต่อประเด็นที่ลึกลงไปอยู่ว่า บัดนี้สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้เริ่มห่างเหินกันไปมากน้อยแค่ไหนกันแน่ โดยเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองและความมั่นคงยืนยันว่า ทั้งสองยังคงเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกันอยู่ แต่ก็รู้สึกได้ว่าความใกล้ชิดในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเยื่อใยความผูกพันในอดีตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มแสดงจุดยืนด้านความมั่นคงที่แตกต่างออกไปจากเดิม ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายระเบียบโลกเก่าที่ควบคุมโดยสถาบันระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นระบบที่สหราชอาณาจักรลงทุนลงแรงไปมหาศาลเพื่อสร้างมันขึ้นมา
นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรในอดีตบางคน ได้เคยแสดงท่าทีไม่เข้าข้างสหรัฐฯ และพยายามถอยห่างจากการทำสงครามของสหรัฐฯ ในต่างแดนมาแล้ว ตัวอย่างเช่นนายกรัฐมนตรีฮาโรลด์ วิลสัน ในยุคสงครามเวียดนาม แต่สถานการณ์ของสงครามอิหร่านครั้งนี้แตกต่างออกไป
อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?
ผลพวงจากประสบการณ์อันเลวร้ายในสงครามอิรัก ได้ตามมาหลอกหลอนผู้นำสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันอย่างชัดเจน โดยจะเห็นได้จากการพยายามหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยเน้นถึงความแตกต่าง ระหว่างสงครามอิรักกับสงครามอิหร่าน เช่นนายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ถึงกับยืนยันหนักแน่นว่าสงครามอิหร่านครั้งนี้ จะไม่กลายเป็น "สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด" อย่างแน่นอน
ในแง่หนึ่งเป็นเพราะว่า ครั้งนี้สหรัฐฯ อ้างเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ ยังไม่มีการวางกำลังทหารราบเพื่อเตรียมบุกโจมตีภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โค่นล้มระบอบการปกครองแบบรัฐอิสลามลงได้เลย ทั้งที่ในปี 2003 สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรได้ใช้กำลังทหารราบ 150,000 นาย บุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้าไปยังอิรัก จนสามารถโค่นล้มผู้นำเผด็จการซัดดัม ฮุสเซน ลงได้อย่างรวดเร็ว (ซัดดันหลบหนีการไล่ล่าสังหารในตอนแรกไปได้ แต่ก็ถูกจับกุมตัวในภายหลัง)

ที่มาของภาพ, Reuters
เจตนาของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนว่า พยายามหลบเลี่ยงปฏิบัติการบุกโจมตีภาคพื้นดินแบบที่เคยทำในอิรัก ได้ทำให้เกิดข้อจำกัดและทางเลือกของพวกเขาก็มีน้อยลงตามไปด้วย เพราะปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวนั้น มิอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ นอกจากจะมีการเสริมกำลังหนุนในภาคพื้นดินด้วย
เคยมีผู้เสนอเรื่องการติดอาวุธชาวเคิร์ด เพื่อให้เป็นกองกำลังภาคพื้นดินที่เข้าต่อสู้กับรัฐบาลอิหร่าน เนื่องจากชาวเคิร์ดเคยมีส่วนร่วมในสงครามอิรักเมื่อปี 2003 มาแล้ว โดยสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองกำลังสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร แต่นั่นก็เป็นเพียงการใช้กองกำลังท้องถิ่น ภายใต้การนำและการสนับสนุนของกองกำลังต่างชาติที่ใหญ่กว่ามาก
หลังจากประสบชัยชนะช่วงสั้น ๆ ในตอนต้นของสงครามอิรักเมื่อปี 2003 สหรัฐฯ ก็ถูกดึงเข้าติดหล่มการสู้รบที่ยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งในที่สุดก็ต้องค่อย ๆ ลดบทบาทและถอนทหารออกไป ในขณะที่การสู้รบระหว่างกลุ่มกบฏและสงครามกลางเมือง ได้คืบคลานเข้ามายึดครองสมรภูมิในอิรักแทน จึงเป็นที่แน่นอนว่าสงครามอิหร่านในครั้งนี้ สหรัฐฯ ไม่ต้องการจะถูกดึงเข้าสู่สถานการณ์เช่นนั้นอีก แต่การไม่ยอมทุ่มเทให้กับพันธกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายอันสูงส่งที่ไปถึงได้ยาก ทำให้ภารกิจที่ว่าไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านจริง ๆ ไม่ใช่แค่เพียงลดระดับกำลังความสามารถของกองทัพอิหร่าน หรือแค่เปลี่ยนตัวผู้นำในระบอบเดิม (อย่างเช่นที่ทำกับเวเนซุเอลา)
ทว่าสิ่งที่คล้ายกันอย่างยิ่งระหว่างสงครามอิรักและสงครามอิหร่าน นั่นก็คือสหรัฐฯ ขาดการวางแผนล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปได้บ้าง ประเด็นนี้ทำให้เกิดความสับสนว่า สิ่งใดคือเป้าหมายในการทำสงครามที่แท้จริงกันแน่ ซึ่งในกรณีของสงครามอิรักเมื่อปี 2003 สหรัฐฯ ขาดการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากปฏิบัติการทางทหารในขั้นต้นได้สิ้นสุดลง
จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ บอกกับผู้เขียนบทความในอีก 20 ปีต่อมาว่า "ความผิดพลาดเกิดขึ้น ตรงที่สหรัฐฯ ไปพยายามตั้งรัฐบาลใหม่ให้กับชาวอิรัก ทั้งที่เราควรจะบอกกับพวกเขาว่า...ยินดีด้วยนะ ตอนนี้คุณตั้งรัฐบาลปกครองตนเองกันได้แล้ว นี่คือตัวอย่างกฎหมายและรัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐที่เรามอบให้ โชคดีนะ"
อิรักในตอนนี้มีสภาพเป็นรัฐที่มีประสิทธิภาพและมั่นคงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับยุคหลังสงครามสิ้นสุดใหม่ ๆ แต่ระบอบประชาธิปไตยยังคงไม่อาจหยั่งรากลึก และยังไม่อาจจะแพร่ขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังที่เคยมีคนวาดฝันว่าจะให้อิรักเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่ระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนหวังว่า อิหร่านที่ปราศจากระบอบการปกครองที่เป็นศัตรูกับประชาชนแล้ว จะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายอิทธิพลประชาธิปไตยไปยังอิรักแทน แต่อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอน ในภาวะสงครามเช่นนี้ ผลที่ออกมาอาจกลับกลายเป็นว่า การล่มสลายของระบอบสาธารณรัฐอิสลาม อาจทำให้โลกตะวันตกและสหราชอาณาจักรเสี่ยงต่อภัยก่อการร้ายมากขึ้นก็เป็นได้
ไม่มีแผนการที่ชัดเจนคงเส้นคงวา
แม้ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังคงไม่มีแผนการที่ชัดเจน หรือมีการตั้งเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องคงเส้นคงวาสำหรับอนาคตของอิหร่าน ทว่าการทำสงครามแบบด้นสดในครั้งนี้ ดูจะเป็นยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างจงใจ เพื่อให้ทรัมป์ได้มีทางเลือกหลากหลายในการประกาศชัยชนะและดำเนินแผนในขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะทำให้ทรัมป์มีอิสระในการเลือกประกาศได้ว่า อะไรคือ "ภารกิจที่ทำสำเร็จลุล่วง" ของเขา ในสงครามอิหร่านคราวนี้
ทรัมป์อาจประกาศว่าประสบความสำเร็จ ในการลดระดับความสามารถของกองทัพอิหร่านด้านการพัฒนาขีปนาวุธ และแสนยานุภาพของกองทัพเรือ แล้วบอกว่าจะปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองตกเป็นเรื่องของชาวอิหร่านเอง นั่นจะทำให้ระบอบสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านได้รับความเสียหายและแค้นเคือง แต่ระบอบดังกล่าวก็จะยังคงอยู่ยั้งยืนยงต่อไปได้ เหมือนกับผลของสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ที่ซัดดัม ฮุสเซน ต้องพ่ายแพ้และถูกขับไล่ออกจากคูเวต แต่ก็ยังคงครองอำนาจในอิรักต่อไปเช่นเดิม ส่งผลให้เกิดการสู้รบภายในและความตึงเครียด ที่นำไปสู่สงครามอีกครั้งหนึ่งในปี 2003

ที่มาของภาพ, Reuters
บทเรียนหนึ่งที่ได้จากสงครามอิรักก็คือ มันง่ายที่จะทำลายและแบ่งแยกรัฐให้แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยสงคราม แต่ยากที่จะก่อร่างสร้างขึ้นมาใหม่หลังจากนั้น และในตอนนี้ความเป็นเอกภาพบางส่วนของรัฐอิหร่านได้แตกสลายแล้ว ส่วนผลสะท้อนทางการเมืองภายในสหรัฐฯ ที่จะมีต่อกลุ่มผู้ก่อสงครามกับอิหร่านนั้น ยังไม่อาจจะคาดเดาได้ ในขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกำลังแผ่ลามบานปลายไปทั่วโลก อย่างที่ทรัมป์เองก็คาดไม่ถึง
เครดิตภาพ: Anadolu Agency / Gamma- Rapho via Getty Images


































