เฉลยที่มาในประวัติศาสตร์ เหตุใด 60 นาที เท่ากับหนึ่งชั่วโมง

    • Author, โจเซลีน ทิมเพอร์ลีย์
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
  • เวลาอ่าน: 16 นาที

ในเดือน ต.ค. ของปี 1793 "สาธารณรัฐฝรั่งเศส" ที่เพิ่งเกิดใหม่หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสอันเลื่องชื่อ ได้เริ่มต้นการทดลองหนึ่งที่มีชะตากรรมอันน่าเศร้า ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงระบบการนับและบอกเวลานั่นเอง

บรรดานักปฏิวัติชาวฝรั่งเศสได้ออกข้อกำหนดใหม่ว่า จากนี้ไปหนึ่งวันจะแบ่งออกเป็น 10 ชั่วโมง ไม่ใช่ 24 ชั่วโมงเหมือนที่เคยเป็นมาแต่เดิม แต่ละชั่วโมงยังแบ่งออกเป็น 100 นาที (minutes décimales) และแต่ละนาทีแบ่งออกเป็น 100 วินาที (secondes décimales)

ระบบการนับและบอกเวลาแบบใหม่นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบปฏิทินยุคปฏิวัติ" โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงล้มล้างโครงสร้างการนับและบอกเวลาของทั้งปี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ หนึ่งสัปดาห์ในระบบใหม่ประกอบด้วย 10 วัน คณะปฏิวัติยังสั่งการให้เริ่มออกแบบนาฬิกาใหม่ทันที เพื่อรองรับการนับเวลาด้วยระบบเลขฐาน 10 ศาลาว่าการของเมืองต่าง ๆ พากันติดตั้งนาฬิกาแบบใหม่ กิจกรรมและหมายกำหนดการต่าง ๆ ของทางการ ล้วนถูกบันทึกวันเวลาด้วยระบบปฏิทินแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม ฟินน์ เบอร์ริดจ์ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์หลวงกรีนิช ซึ่งตั้งอยู่ที่ชานกรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร และเป็นที่ตั้งของเส้นปฐมเมริเดียนในระบบเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) บอกว่าการเปลี่ยนแปลงของคณะปฏิวัติชาวฝรั่งเศสนี้ ได้นำปัญหาน่าปวดหัวมาสู่พวกเขาอย่างไม่สิ้นสุด

การออกแบบและปรับปรุงนาฬิกาใหม่ให้รองรับระบบเลขฐาน 10 ถือว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง ระบบนี้ได้ทำให้ฝรั่งเศสโดดเดี่ยวแปลกแยกจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนชาวชนบทต่างก็ไม่พอใจที่วันหยุดสุดสัปดาห์ของพวกเขามีเพียง 1 ใน 10 วัน จนท้ายที่สุดแล้ว ระบบนับและบอกเวลารวมทั้งปฏิทินเลขฐาน 10 มีอันต้องล้มเลิกไป หลังจากบังคับใช้ได้เพียงปีกว่าเท่านั้น

หากจะทำความเข้าใจให้ได้อย่างถ่องแท้ว่า เหตุใดชาวโลกจึงเลือกใช้ระบบนับเวลาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็คือหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงมี 60 นาที และหนึ่งนาทีมี 60 วินาที เราต้องย้อนเวลากลับไปสู่ยุคโบราณ ก่อนที่จะมีระบบการนับเวลาเกิดขึ้นเสียอีก เพราะนั่นคือที่มาของระบบจำนวนตัวเลขรุ่นแรกที่เรานิยมใช้เพื่อการนี้ แม้มันจะดูยุ่งยากในทางคณิตศาสตร์อยู่สักหน่อย แต่มันก็อยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่อารยธรรมเก่าแก่ผู้ให้กำเนิดระบบจำนวนนี้ได้ล่มสลายไปนานหลายพันปีแล้ว

ระบบฐาน 60

ต้นกำเนิดของระบบนับเวลาในทุกวันนี้ซึ่งเป็นเลขฐาน 60 มาจากชาวสุเมเรียน (Sumerians) ซึ่งเป็นคนโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมีย หรือประเทศอิรักในปัจจุบัน โดยอารยธรรมสุเมเรียนเคยมีอยู่และรุ่งเรืองในช่วง 5,300 – 1,940 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นหนึ่งในอารยธรรมแรก ๆ ของโลกที่มีการก่อสร้างเมือง ทั้งยังริเริ่มประดิษฐ์คันไถสำหรับงานเกษตรกรรม และคิดค้นระบบชลประทานขึ้นมาอีกด้วย ชาวสุเมเรียนยังเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรลิ่ม ซึ่งเป็นระบบการเขียนที่เก่าแก่ที่สุดระบบแรกของโลก

สำหรับระบบเลขฐาน 60 ของชาวสุเมเรียนนั้น มาจากการนับข้อนิ้วมือของคนเราเอง หากลองยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาดูและงอนิ้วมือเล็กน้อย จะพบว่าแต่ละนิ้ว (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ) มีข้อต่ออยู่ 3 จุด โดยนับรวมกันทั้ง 4 นิ้ว เป็น 12 ข้อต่อ จากนั้นเอาเลข 12 คูณกับจำนวนนิ้วทั้ง 5 ในมืออีกข้างหนึ่ง เราก็จะได้เลขจำนวน 60 เป็นผลลัพธ์

แนวคิดข้างต้นคือข้อสันนิษฐานหนึ่งที่เชื่อกันว่า เป็นคำอธิบายว่าเหตุใดชาวสุเมเรียนคิดค้นระบบการคำนวณที่ตั้งอยู่บนเลขฐาน 60 ไม่ใช่เลขฐาน 10 ดังที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน และเลขฐาน 60 นี้เอง ที่ถูกนำมาใช้ในระบบการนับและบอกเวลาของเรา

มาร์ติน ลูอิส มอนโร นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอักษรลิ่มหรืออักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) จากมหาวิทยาลัยนิวบรันสวิกของแคนาดา บอกว่าระบบการเขียนยุคแรกเริ่มแห่งภูมิภาคตะวันออกกลางนี้ ถูกพัฒนาขึ้นพร้อมกับการประดิษฐ์ตัวเลข เพื่อจดบันทึกและทำบัญชีสิ่งต่าง ๆ ในฟาร์มเกษตรกรรม ซึ่งมีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของมหานคร

ในตอนแรกชาวสุเมเรียนใช้แผ่นดินเหนียวขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดเท่ากับโทรศัพท์สมาร์ตโฟนหรือเล็กกว่านั้น มาเป็นกระดานจดบันทึกตัวเลขต่าง ๆ โดยกดประทับสัญลักษณ์ลงไปในแผ่นดินเหนียวที่อ่อนนุ่ม หลังจากนั้นไม่นานก็มีการพัฒนาสัญลักษณ์เหล่านี้ให้คล้ายรูปภาพ จนกลายเป็นอักษรลิ่มคูนิฟอร์มอันเลื่องชื่อ

ทว่าแผ่นดินเหนียวเหล่านี้ได้สูญหายและถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา จนกระทั่งนักโบราณคดีกลับมาค้นพบมันอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ 19 และได้ลงมือถอดรหัสอักษรลิ่มเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาที่ถูกบันทึกเอาไว้ พวกเขาพบว่าชาวสุเมเรียนใช้ระบบจำนวนหลากหลายรูปแบบที่มีอยู่ทั้งหมด แต่ที่ใช้เป็นหลักสำหรับคณิตศาสตร์, ดาราศาสตร์, และการนับเวลา ก็คือระบบเลขฐาน 60 (sexagesimal system) นั่นเอง

"ชาวสุเมเรียนใช้เลขฐาน 60 ในแบบเดียวกับที่คนยุคปัจจุบันใช้เลขฐาน 10 โดยเมื่อเรานับจาก 0 ไปถึง 9 เราจะนับต่อไปด้วยการย้อนกลับไปหาเลข 1 และเติมเลข 0 ลงที่ด้านขวา" ดร.เอริกา เมสซารอส ซึ่งเพิ่งจบปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ที่เน้นความแม่นยำ (exact sciences) และประวัติศาสตร์โบราณคดี จากมหาวิทยาลัยบราวน์ของสหรัฐฯ กล่าว "เรานับเลขในระบบฐาน 60 แบบนี้เหมือนกัน โดยเมื่อนับจาก 0 ไปจนถึง 59 แล้ว จะไม่มีเลขที่สูงกว่า 59 อีก เราจะนับต่อไปด้วยการย้อนกลับไปหาเลข 1 และถือว่านั่นคือ 1 หน่วยในฐาน 60 เช่น 1 นาที จากนั้นก็จะนับหน่วยต่อไปจนถึง 59 อีกครั้ง"

แม้จะมีข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการนับข้อนิ้ว แต่นักประวัติศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจถึงที่มาของระบบเลขฐาน 60 อย่างแน่ชัด และยังไม่ทราบว่าเหตุใดชาวสุเมเรียนจึงเลือกใช้การนับเลขแบบนี้เป็นหลัก "เรามีหลักฐานไม่กี่ชิ้นที่ช่วยบ่งชี้ว่า ระบบเลขฐาน 60 มาจากไหน" มอนโรกล่าว นักวิชาการบางรายถึงกับเสนอว่า ระบบนี้อาจใช้กันมานานก่อนยุคอารยธรรมสุเมเรียนเสียอีก

สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดเกี่ยวกับเลขฐาน 60 คือมันมีข้อดีมากมายและใช้งานได้ง่าย เลข 60 สามารถหารลงตัวด้วยเลขจำนวนมาก ทั้งเลข 1, 2, 3, 4, 5, 6, 10, 12, 15, 20, 30, และ 60 ทำให้ไม่ต้องใช้เศษส่วนหรือเลขทศนิยมเลย ซึ่งต่างจากเลขฐาน 10 ที่หารลงตัวได้ด้วยเลข 1, 2, 5, และ 10 เท่านั้น "หากคุณต้องการพัฒนาระบบจำนวน ที่ใช้งานได้จริงโดยสะดวกในชีวิตประจำวัน เช่นการทำบัญชี, คำนวณภาษี, รังวัดที่ดิน, หรือแบ่งที่นาให้เป็นมรดกกับบรรดาลูกชาย นี่คือวิธีคำนวณที่ง่ายและช่วยได้มากจริง ๆ" ดร.เมสซารอสกล่าว

ต้นกำเนิดของการนับเวลา

ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่พิสูจน์ยืนยันว่า ชาวสุเมเรียนรู้จักการนับและบอกเวลา แต่มอนโรบอกว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การนับเวลาจะมีอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางมาก่อนยุคอารยธรรมบาบิโลน ซึ่งเป็นอารยธรรมเมโสโปเตเมียโบราณที่รุ่งเรืองตามมาในภายหลังยุคอารยธรรมสุเมเรียน โดยการนับและบอกเวลาจะต้องมีอยู่ ก่อนการจดบันทึกเรื่องนาฬิกาแดดและนาฬิกาน้ำครั้งแรกในยุคบาบิโลน เมื่อราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาลอย่างแน่นอน

ริตา กอตส์ชีย์ นักดาราศาสตร์โบราณคดีจากมหาวิทยาลัยบาเซิลของสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าอารยธรรมแรกที่รู้จักแบ่งเวลาในหนึ่งวันออกเป็นหลายชั่วโมง ได้แก่อารยธรรมอียิปต์โบราณ โดยมีหลักฐานปรากฏในคัมภีร์ทางศาสนาตั้งแต่ยุค 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนวัตถุชิ้นแรกที่เกี่ยวข้องกับการบอกเวลาเป็นชั่วโมง ได้แบ่งเวลาช่วงกลางคืนออกเป็น 12 ชั่วโมงด้วยกัน โดยกอตส์ชีย์บอกว่าโบราณวัตถุดังกล่าวก็คือ "นาฬิกาดวงดาวแนวทแยงมุม" (diagonal star clock) ซึ่งพบบนฝาโลงศพชั้นในของผู้สูงศักดิ์ชาวอียิปต์โบราณผู้หนึ่ง ซึ่งคาดว่ามีอายุเก่าแก่ระหว่าง 2,100 – 1,800 ปีก่อนคริสตกาล

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เหตุใดชาวอียิปต์โบราณจึงเลือกแบ่งเวลากลางวันและกลางคืนออกเป็นช่วงละ 12 ชั่วโมง ทำให้ในหนึ่งวันมีทั้งหมด 24 ชั่วโมง บางคนตั้งข้อสงสัยว่า เป็นเพราะชาวอียิปต์มีแนวคิดเรื่องกลุ่มดาวจักรราศี 12 ราศี แต่แนวคิดนี้น่าจะเกิดขึ้นภายหลังกำเนิดของหลักฐานชิ้นแรก ที่มีการอ้างอิงถึงการแบ่งเวลาเป็นช่วงละ 12 ชั่วโมง ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือชาวอียิปต์โบราณใช้หลักการนับข้อนิ้วแบบชาวสุเมเรียน แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนกลับเห็นว่า การที่พวกเขากำหนดให้มี 10 วันในหนึ่งสัปดาห์นั้น สอดคล้องต้องกันกับการสังเกตเห็นดาวบางดวงอยู่

นาฬิกาแดดและนาฬิกาน้ำ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์บอกเวลาชิ้นแรก ๆ ของโลก เริ่มปรากฏขึ้นในอียิปต์ในช่วงราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ในบางครั้งอุปกรณ์เหล่านี้ถูกนำไปใช้ทำงานในชีวิตประจำวัน "แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเกี่ยวข้องกับศาสนาและพิธีกรรมต่าง ๆ มากกว่า" กอตส์ชีย์กล่าว "โดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่า ของพวกนี้คือเครื่องบวงสรวงสังเวยเพื่อบูชาเทพเจ้า หรือเพื่อแก้บนหากพรที่ขอไว้เป็นผลสำเร็จ เราไม่ค่อยพบข้อมูลหลักฐานจากยุคโบราณ ในเรื่องการนับและบอกเวลาด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มากนัก"

กอตส์ชีย์ยังบอกว่า หน่วยที่ใช้นับเวลาซึ่งเล็กย่อยที่สุดในยุคแรกเริ่ม ตามที่ปรากฏในตำราว่าด้วยธุระในชีวิตประจำวัน คือช่วงเวลาการเข้ากะทำงานที่แบ่งออกเป็นช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย แต่เมื่ออาณาจักรอียิปต์โบราณเข้าสู่ยุคที่ปกครองด้วยชาวโรมัน (ราว 30 ปีก่อนคริสตกาล) การแบ่งเวลาของหนึ่งวันออกเป็นหลายชั่วโมง ได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตรฐาน โดยเริ่มจะมีการแบ่งเป็นครึ่งชั่วโมงให้เห็นแล้ว

กำเนิดของนาที

ในขณะเดียวกัน ชาวบาบิโลนก็ได้คิดค้นพัฒนาวิธีแบ่งเวลาออกเป็นชั่วโมงในแบบของตน จนในที่สุดก็ได้เป็นคนกลุ่มแรกที่แบ่งชั่วโมงออกเป็นหน่วยย่อย ๆ ที่เล็กกว่ามาก แม้จะไม่ได้คิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการบอกเวลาก็ตาม

ดร.เมสซารอสบอกว่า อาณาจักรบาบิโลนซึ่งรุ่งเรืองเฟื่องฟูอย่างมากในช่วงระหว่าง 2,000 – 540 ปีก่อนคริสตกาล ได้รับสืบทอดเอาอักษรลิ่มคูนิฟอร์มและระบบเลขฐาน 60 จากชาวสุเมเรียนมาใช้ ต่อมาในช่วงราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวบาบิโลนก็ได้พัฒนาระบบปฏิทิน ซึ่งอาศัยรอบระยะเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมบนท้องฟ้าเป็นเกณฑ์ ซึ่งรอบระยะเวลาดังกล่าวนานกว่า 360 วัน อยู่เล็กน้อย

ตัวเลขข้างต้นนับว่าสะดวกมากในการแบ่งย่อย สำหรับวัฒนธรรมที่ใช้เลขฐาน 60 อยู่แล้ว "ว้าว...นั่นไม่ได้เหมาะเจาะพอดีกับระบบเลขฐาน 60 หรอกหรือ ? อันที่จริงแล้ว เราสามารถแบ่งช่วงเวลาดังกล่าวออกเป็น 12 เดือน โดยแต่ละเดือนมี 30 วันได้พอดี ทั้งยังสอดคล้องกับรอบเดือนของดวงจันทร์อีกด้วย"

ชาวบาบิโลนยังได้พัฒนาระบบการนับเวลาที่สะดวกใช้ง่ายในชีวิตประจำวัน โดยแบ่งกลางวันและกลางคืนออกเป็นช่วงละ 12 ชั่วโมง เหมือนชาวอียิปต์ อย่างไรก็ตาม ความยาวนานของ "ชั่วโมงตามฤดูกาล" จะปรับแตกต่างกันออกไประหว่างชั่วโมงในเวลากลางวันและชั่วโมงในเวลากลางคืน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นช่วงเวลาไหนของปี "เราแบ่งเวลากลางวันเป็น 12 ชั่วโมง เพราะได้แบ่งสภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็น 12 เดือน ตามสัญลักษณ์ของกลุ่มดาวจักรราศี" ดร.เมสซารอสอธิบาย

อารยธรรมโบราณจำนวนไม่น้อย ใช้วิธีปรับจำนวนชั่วโมงของวันและคืนตามฤดูกาลด้วย โดยวิธีนี้ใช้สืบต่อกันมาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 15 ของยุโรป และศตวรรษที่ 19 ในญี่ปุ่น การนับเวลาเป็นชั่วโมงตามฤดูกาลแบบนี้ ไม่ถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยที่เล็กลงไปอีก เพื่อให้นับง่ายในทางปฏิบัติ "ก่อนจะถึงช่วงต้นของยุคสมัยใหม่ ยังไม่มีการแบ่งชั่วโมงออกเป็นหน่วยย่อย การแบ่งเวลาให้เป็นนาทีและวินาที ไม่มีอยู่ในยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย และไม่พบในอารยธรรมโบราณอื่น ๆ เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น" มอนโรกล่าว

อย่างไรก็ตาม ชาวบาบิโลนได้พัฒนาระบบการนับเวลาขึ้นอีกระบบหนึ่ง เพื่อใช้ในการวัดและคำนวณปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งคนธรรมดาสามัญจะไม่ใช้ระบบนี้กันในชีวิตประจำวัน ระบบดังกล่าวแบ่งหนึ่งวันออกเป็น 12 "เบรู" (beru) ซึ่งอาจจะเทียบได้กับเวลา 2 ชั่วโมงในทุกวันนี้ นอกจากชาวบาบิโลนแล้ว ชาวจีนและญี่ปุ่นในยุคโบราณก็ใช้ระบบดังกล่าวด้วย

เมื่อมีความจำเป็นจะต้องวัดและบอกเวลาให้ละเอียดขึ้นเพื่อใช้ในการคำนวณ ชาวบาบิโลนจึงแบ่ง 1 เบรู ออกเป็น 30 อุช (ush) ซึ่งอาจจะเทียบเคียงได้ว่าเป็นนาทีในแบบโบราณ ซึ่ง 1 อุช กินเวลาราว 4 นาทีของยุคปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น 1 อุช ยังถูกแบ่งออกเป็น 60 นินดา (ninda) ซึ่ง 1 นินดานั้นใกล้เคียงกับระยะเวลา 4 วินาทีของทุกวันนี้ ส่วนการที่ชั่วโมงถูกแบ่งให้เป็นหน่วยย่อย ๆ สาเหตุน่าจะเป็นเพราะ "เราชอบแบ่งสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นกลุ่มย่อยที่มีจำนวน 60 ตามระบบเลขฐาน 60" ดร.เมสซารอสกล่าว

แต่ถึงกระนั้น มอนโรกลับเห็นต่างออกไปว่า "ชาวบาบิโลนไม่ได้คิดว่า สิ่งนี้คือการแบ่งเวลาออกเป็นหน่วยย่อย ๆ แต่พวกเขาคิดว่ามันคือการหารแบ่งจำนวนตัวเลขให้เล็กลง เพื่อวัดระยะทางในท้องฟ้าหรือวัดความเร็วในการโคจรของดวงดาว"

กอตส์ชีย์บอกว่าเป็นเรื่องยากที่เราจะระบุชี้ชัดลงไปว่า ใครคือผู้ริเริ่มแนวคิดเหล่านี้คนแรกหรือใครลอกเลียนแบบใคร "นับตั้งแต่ราว 330 ปีก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา เมืองอเล็กซานเดรียของอียิปต์ได้กลายเป็นศูนย์กลางวิทยาการแห่งใหม่ โดยเป็นเสมือนเตาหลอมทางความคิดของผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก มันคือยุคที่เราเรียกว่า "โลกเฮลเลนิสติก" (Hellenistic world) หรือยุคที่วัฒนธรรมกรีกแผ่ขยายไปผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันออกในอียิปต์และเปอร์เซีย"

ด้านดร.เมซารอสบอกว่า เธอเห็นได้อย่างชัดเจนว่าชาวกรีกโบราณ รับเอาระบบการนับและบอกเวลาทางดาราศาสตร์มาจากชาวบาบิโลน "พวกเขาใช้ระบบการแบ่งเวลาตามแบบดั้งเดิม เพราะมันง่ายต่อการเพิ่มเติมข้อมูลจากการสังเกตใหม่ ๆ เข้าไปในบันทึกข้อมูลเก่าที่มีอยู่แล้ว มันเป็นระบบที่ใช้ได้ดีพอสมควรสำหรับชาวบาบิโลน จนคนรุ่นหลังผู้มาใหม่หยิบฉวยเอาไปใช้ทั้งยวง เพื่อที่จะได้รับเอาข้อมูลความรู้ทางดาราศาสตร์ และธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมของชาวบาบิโลนไปใช้ด้วย"

ประวัติศาสตร์ของการบอกเวลาที่แม่นยำ

  • ศตวรรษที่ 12 : นาฬิกาที่สร้างจากกลไกแบบเครื่องจักร (mechanical clock) ถูกประดิษฐ์ขึ้น โดยยังมีความแม่นยำในระดับชั่วโมงเท่านั้น
  • ศตวรรษที่ 16 : มีการประดิษฐ์นาฬิกาลูกตุ้ม (pendulum clock) ที่แม่นยำขึ้นกว่าเก่า แต่ก็ยังบอกเวลาคลาดเคลื่อนไปราว 10-15 นาที ในแต่ละวัน
  • ศตวรรษที่ 18 : นาฬิกาพกเอชโฟร์ (H4) ซึ่งคิดค้นโดยจอห์น แฮร์ริสัน ช่างนาฬิกาชาวอังกฤษ สามารถเดินอย่างเที่ยงตรงไม่คลาดเคลื่อนในระดับนาทีได้นานหลายสัปดาห์ "นาฬิกานี้นำไปสู่การใช้หน่วยนาทีและวินาทีบอกเวลา ในสังคมของคนธรรมดาทั่วไปอย่างแพร่หลาย" เบอร์ริดจ์กล่าว
  • ยุคทศวรรษ 1920 : มีการคิดค้นนาฬิกาควอร์ตซ์ (quartz clock) ซึ่งแม่นยำขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก สามารถจะบอกเวลาได้โดยคลาดเคลื่อนไปเพียง 1 วินาที ในระยะเวลา 3 ปี
  • ยุคทศวรรษ 1950 : นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นนาฬิกาอะตอม (atomic clock) โดยใช้อนุภาคปรมาณูหรืออะตอมเป็นตัวนับเวลา ทำให้มีความแม่นยำในระดับสูงยิ่งยวด "มันจะไม่คลาดเคลื่อนแม้เพียง 1 วินาที ตลอดระยะเวลาหลายพันล้านปี" เบอร์ริดจ์กล่าว

การนับวินาที

กอตส์ชีย์บอกว่า แม้ชาวกรีกจะมีนาฬิกาทรายตั้งไว้ในศาล เพื่อจับเวลาให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย ได้มีเวลาแถลงให้การต่อศาลอย่างเท่าเทียมกัน แต่ระบบนับและบอกเวลาของชาวบาบิโลนที่พวกเขาได้รับสืบทอดมา กลับถูกเอาไปใช้เฉพาะภายในกลุ่มของนักโหราศาสตร์ และใช้ในงานอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเลย

แต่ถึงกระนั้นแนวคิดเรื่องชั่วโมง, นาที, และวินาที ที่เกิดขึ้นจากเตาหลอมวิทยาการของโลกเฮลเลนิสติก ได้ถูกส่งต่อเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของมนุษยชาติ ที่สืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นมานานหลายศตวรรษจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามอุปกรณ์จับเวลาอย่างนาฬิกา เพิ่งจะได้รับการพัฒนาให้เริ่มมีความแม่นยำสูง จนบอกเวลาในหน่วยนาทีและวินาทีสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ เมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนนี้เอง

ปัจจุบันแนวคิดเรื่องวินาที ถูกนำมาใช้งานในการนิยามคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์จำนวนนับไม่ถ้วน ทว่าในตอนที่จะเริ่มแบ่งหน่วยเวลาให้เล็กลงไปกว่าขั้นของวินาที นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่จะหันไปใช้ระบบเมตริกในการหารแบ่งเวลาแทน เช่นมีการบอกเวลาเป็นมิลลิวินาทีและไมโครวินาที ซึ่งก็คือ 1 / 1,000 ของวินาที และ 1 / 1,000,000 ของวินาที ตามลำดับ

ต่อมาในยุคศตวรรษที่ 20 นาฬิกาอะตอมช่วยให้นักวิทยาศาสตร์จับเวลาในหน่วยวินาทีได้แม่นยำขึ้นมาก โดยสามารถเปลี่ยนนิยามของคำว่าวินาทีเสียใหม่ จากเดิมที่กำหนดให้ขึ้นอยู่กับการหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ มาเป็นอัตราการดูดกลืนและแผ่รังสีไมโครเวฟจากอะตอมของธาตุไอโซโทป "ซีเซียม -133"

ทุกวันนี้เครือข่ายของนาฬิกาอะตอมที่ทำงานเชื่อมต่อกันอย่างครอบคลุมทั่วโลก ช่วยจับเวลาอย่างแม่นยำเพื่อเป็นมาตรฐานในการเทียบเวลาให้กับนาฬิกายุคใหม่ทั้งหลาย ทั้งยังอยู่เบื้องหลังระบบอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงระบบจีพีเอสและเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอ (MRI) ที่มีความแม่นยำสูง

ผลที่ได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของการบอกเวลา ชี้ว่าเวลานั้นเป็นเพียงสิ่งประกอบสร้างที่มนุษย์จินตนาการขึ้น ทั้งชั่วโมง, นาที, และวินาทีนั้น ล้วนมาจากการตัดสินใจเลือกและเหตุบังเอิญมากมายในประวัติศาสตร์ ทว่ามันก็อยู่กับเรามานานหลายศตวรรษและฝังติดแน่นอยู่กับความเคยชิน จนการเปลี่ยนระบบในตอนนี้จะสร้างเรื่องยุ่งยากให้จนรับไม่ไหวเสียมากกว่า

แม้กระทั่งความพยายามของคณะปฏิวัติฝรั่งเศสในยุคศตวรรษที่ 18 ซึ่งพยายามจะเปลี่ยนมาใช้เลขฐาน 10 ในการวัดและบอกเวลา ยังต้องล้มเหลวเพราะแทบไม่มีใครหยิบมาใช้ ซึ่งต่างจากการเปลี่ยนแปลงระบบวัดระยะทางและสกุลเงินตรา ซึ่งผู้คนยอมรับและใช้สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ระบบการบอกเวลาด้วยเลขฐาน 10 จึงอยู่ได้เพียง 17 เดือน ก่อนจะยกเลิกไป แต่ระบบปฏิทินของคณะปฏิวัติยังคงถูกใช้งานในบางกรณีต่อมาอีกราวสิบปี "พวกเขาลองใช้มันดูแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะจุดกระแสความนิยมในหมู่ประชาชนไม่ติด" เบอร์ริดจ์กล่าว

ต่อมาในปี 1795 วาทะของโคลด อองตวน พริเยอร์ สมาชิกสภาแห่งชาติฝรั่งเศส ได้ตอกฝาโลงย้ำลงไปเป็นครั้งสุดท้าย จนทำให้ระบบบอกเวลาด้วยเลขฐาน 10 ตายสนิทแบบไม่มีทางฟื้น เขาบอกว่ามันทำให้ระบบชั่งตวงวัดแบบเมตริกที่เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ดูแย่ ทั้งที่จริงแล้วระบบเมตริกซึ่งใช้เลขฐาน 10 นั้น มีประโยชน์และใช้งานได้หลากหลายด้านโดยแท้