"ในระยะทางที่ไปส่งลูกค้า บางทีมันก็เริ่มไม่คุ้มแล้ว" เสียงสะท้อนจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างและไรเดอร์ เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นรวดเดียว 6 บาท/ลิตร

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

"คุณควบคุมไม่ได้เลยหรือไงเรื่องน้ำมัน ขึ้นมาได้ยังไงคืนเดียว 6 บาท" สัญญา ฉัตรทอง วินมอเตอร์ไซค์ย่านราชประสงค์อายุ 71 ปีตั้งคำถามให้บีบีซีไทยฟัง หลังมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหน้าปั๊มทุกชนิด 6 บาท/ลิตรในวันนี้

"ประชาชนก็แย่อยู่แล้วทุกวันนี้ ขึ้นทีมันไม่ใช่บาทสองบาท ไม่ใช่ 10 สตางค์ 20 สตางค์ ขึ้นที 5-6 บาทเนี่ย มันเกินไป"

ช่วงประมาณสี่ทุ่มวานนี้ (25 มี.ค.) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ (26 มี.ค.)

ผู้ให้บริการน้ำมันหลักอย่าง ปตท. และ บางจาก ได้ปรับราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซลเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร และกลุ่มพรีเมียมเพิ่มขึ้นถึง 8 บาทต่อลิตรตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 26 มี.ค. ส่งผลให้ราคาหน้าเว็บไซต์หลักของผู้ให้บริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 41.05 บาทต่อลิตร และดีเซลเกรดธรรมดาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร

ขณะเดียวกันระบบขนส่งมวลชนทางน้ำได้มีการปรับค่าบริการขึ้นทันที เช่น บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารเรือทุกประเภทอีก 2 บาทต่อเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป เช่นเดียวกับ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ให้บริการเรือคลองแสนแสบ ที่ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท (เป็น 13-23 บาทตามระยะทาง) ในวันที่ 30 มี.ค. เช่นกัน โดยระบุว่าหากราคาน้ำมันดีเซลยังคงสูงเกิน 35-37 บาทต่อลิตร อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายน

อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบอาชีพบางกลุ่มที่ต้องพึ่งพิงน้ำมันที่ราคาสูงขึ้นนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถกำหนดราคาค่าบริการที่เก็บกับผู้โดยสารหรือผู้รับบริการเองได้ คนกลุ่มดังกล่าวได้แก่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และไรเดอร์ที่ทำงานให้แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี

บีบีซีไทยสำรวจผลกระทบของการปรับราคาน้ำมันอย่างก้าวกระโดดในชั่วข้ามคืนครั้งนี้ต่อคนสองกลุ่มนี้

"ในระยะทางที่ไปส่งลูกค้าบางทีมันก็เริ่มไม่คุ้มแล้ว"

"ไม่เคยขึ้นเร็วขนาดนี้... [ราคาน้ำมัน]ขึ้นทีเดียวรวดเดียว เมื่อวานแค่ 35.20 กว่า ใช่ไหม วันนี้ 40.40 กว่า" น้อย ผู้ประกอบอาชีพวินมอเตอร์ไซค์ย่านสยามสแควร์เปิดเผยถึงความรู้สึกเมื่อตอนรู้ข่าวการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท/ลิตร "คิดไม่ออกเลย ไม่รู้จะคิดจะทำยังไง คนใช้น้ำมันจะตายแทบทุกคนน่ะ... มันขึ้นเกินไปเหลือเกิน"

คเชนทร์ วัย 48 ปี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในย่านเดียวกันกับน้อย ไล่เรียงถึงต้นทุนการขับรถของเขาให้บีบีซีไทยฟัง โดยเขาระบุว่าจากเดิมตนเติมน้ำมันวันละราว 100 กว่าบาท แต่หลังการขึ้นราคาน้ำมันครั้งล่าสุด ทำให้ต้นทุนของเขาอาจเพิ่มไปมากกว่า 200 บาทต่อวัน

"แต่อาชีพอย่างผมเนี่ย ขับวินยังไงก็ต้องใช้ ลิตรละ 60 บาทก็ต้องเติม" นายคเชนทร์กล่าว

ความคิดเห็นของเขาสอดคล้องกับ นพรัตน์ จันทร์ใต้ มอเตอร์ไซค์รับจ้างประจำวินเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ระบุว่าการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทถือเป็นเรื่องที่ย่ำแย่มากสำหรับอาชีพรถรับจ้าง

"ในระยะทางที่ไปส่งลูกค้าบางทีมันก็เริ่มไม่คุ้มแล้ว" เขายกตัวอย่าง

ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างรายนี้ระบุว่า ปกติเมื่อหักค่าน้ำมันเขาจะเหลือรายได้ประมาณ 500-600 บาทต่อวันเพื่อจุนเจือครอบครัว แต่เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเช่นนี้ รายได้ที่เหลือก็ยังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน

อย่างไรก็ดี แม้ต้นทุนหลักจะสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบอาชีพนี้ล้วนระบุว่าไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้ใช้บริการด้วยการปรับขึ้นค่าโดยสารได้ นายสัญญาและนายนพรัตน์ให้ข้อมูลตรงกันว่า พวกเขาต้องยึดราคามาตรฐานตามป้ายที่กำหนดไว้ โดยนพรัตน์ระบุว่าหากฝ่าฝืนอาจถูกผู้โดยสารร้องเรียนไปยังกรมการขนส่งทางบกและพวกเขาต้องเสียค่าปรับ

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าโดยสารของจักรยานยนต์รับจ้างต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงคมนาคมที่กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารด้วยรถจักรยานยนต์รับจ้าง พ.ศ. 2559 ซึ่งระบุว่าอัตราค่าโดยสารกำหนดให้ระยะทางไม่เกิน 2 กิโลเมตรคิดไม่เกิน 25 บาท, ช่วง 2-5 กิโลเมตรไม่เกิน 5 บาทต่อกิโลเมตร, และระยะ 5-15 กิโลเมตรไม่เกิน 10 บาทต่อกิโลเมตร เป็นต้น

ชะตากรรมของไรเดอร์เมื่อ "ค่ารอบก็เท่าเดิม น้ำมันขึ้น"

ในขณะที่วินมอเตอร์ไซค์มีข้อจำกัดเรื่องราคาค่าบริการที่ถูกกำหนดโดยกระทรวงคมนาคม กลุ่มพนักงานรับจ้างขนส่งผ่านแอปพลิเคชัน (ไรเดอร์) ก็เผชิญกับโครงสร้างค่าตอบแทนจากแพลตฟอร์มที่ถูกกำหนดมาแต่เดิม ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงแม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

"แย่ครับพี่ แย่เลย ค่ารอบก็เท่าเดิม น้ำมันขึ้น ทุกอย่างเลย" นายชาย ไรเดอร์วัย 33 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย เขาเผยว่าปกติตนทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง มีรายได้เหลือประมาณ 700-800 บาทต่อวัน และต้องเติมน้ำมันวันละ 2 รอบ แต่ขณะนี้เขาไม่แน่ใจว่าจะเหลือรายได้เท่าใด

นายบอล วัย 45 ปี ไรเดอร์อีกคนที่เพิ่งเข้าสู่อาชีพนี้ได้ 4-5 เดือน ยอมรับว่าตกใจกับการขึ้นราคาอย่างพรวดพราด โดยไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตได้ นอกจากต้องทนวิ่งรับงานต่อไป

"มันเปลี่ยนไม่ได้น่ะสิ เราจะเปลี่ยนยังไง เราก็ต้องวิ่งเหมือนเดิมนี่แหละ มันต้องรับสภาพให้ได้กับเศรษฐกิจแบบนี้"

ด้านนายไกรสิทธิ ไรเดอร์วัย 25 ปี ให้ข้อมูลจากประสบการณ์ของเขาที่ทำงานให้กับแพลตฟอร์มส่งอาหารว่า "ค่ารอบ" หรือค่าตอบแทนต่อการรับจ้าง 1 เที่ยวที่เขาได้รับจากแพลตฟอร์มได้ถูกปรับลดลงมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 โดยปัจจุบันเริ่มต้นเพียงราว 19 บาทต่อเที่ยว ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในทางตรงกันข้าม

"ถามว่าลูกค้าประหยัดไหม ประหยัด แต่สำหรับไรเดอร์มันไม่มีมาตรการที่ให้ไรเดอร์ไปประหยัดค่าน้ำมันอะไรมาช่วย ผมก็ซื้อน้ำมันราคาเต็ม แต่แพลตฟอร์มเขาให้วิ่งในราคาประหยัด มันก็เลยฝืน ๆ กันอยู่ประมาณนี้" เขาอธิบาย

ก่อนหน้านี้บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศมอบ "อินเซนทีฟ" หรือรายได้เพิ่มเติมพิเศษนอกเหนือจากค่าตอบแทนวงเงินรวม 10 ล้านบาท โดยระบุว่า "เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าน้ำมันให้คนขับและไรเดอร์ทุกบริการ" โดยจะจ่ายตามระดับผู้ให้บริการและโอนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 6 เม.ย. 2569 โดยมาตรการมีผลตั้งแต่ 18 มี.ค. ถึง 1 เม.ย. 2569

อย่างไรก็ตาม ไกรสิทธิมองว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์นี้กับไรเดอร์ทุกคน โดยยังมีเงื่อนไขว่าต้องทำรอบให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด เขาเห็นว่าทางแพลตฟอร์มควรกำหนดอัตราค่ารอบให้มีมาตรฐานที่เป็นธรรมมากกว่า ไม่จำเป็นต้องพึ่งโปรโมชันหรือเงื่อนไขพิเศษหลายชั้น อาจจะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ขับขี่ได้ตรงจุดมากกว่า

กังวลเรื่องค่าครองชีพและคนที่อยู่ข้างหลัง

การปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้ยังสร้างความกังวลในหมู่ผู้ขับรถรับจ้างว่าค่าครองชีพจะปรับตัวสูงขึ้นและจะเกิดผลกระทบกับสมาชิกในครอบครัวที่พวกเขาต้องดูแล

"น้ำมันยังมีโอกาสลงมาได้... แต่เรื่องของใช้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะตามขึ้นมาอีก" นายสัญญาชี้ "ประชาชนก็แย่อยู่แล้วทุกวันนี้"

เขายังระบุต่อไปว่าตนกังวลอย่างยิ่งเนื่องจากสถานการณ์ทางการเงินของ "คนหาเช้ากินค่ำ" อย่างเขายังเปราะบางด้วยภาวะหนี้สิน และหากสภาวะนี้ดำเนินต่อไป เขาก็จะต้องแก้ปัญหาด้วยการกู้หนี้ยืมสินต่อไป

"ขาดเหลือเท่าไหร่เดี๋ยวเราก็คงต้องไปรูดเงินสดออกมาก่อน" เขาระบุถึงทางเลือกของตน หากวิกฤตที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่านี้

นอกจากภาระส่วนตัวแล้ว ความรับผิดชอบต่อ "คนข้างหลัง" ยังเป็นแรงกดดันสำคัญสำหรับผู้ที่บีบีซีไทยได้พูดคุยหลายราย

บอล ซึ่งเป็นไรเดอร์ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการรับผิดชอบเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว เล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงบทสนทนาในบ้านทันทีที่ทราบว่าน้ำมันจะขึ้นราคา

"คุยเรื่องเศรษฐกิจกัน แม่บ้าน[ภรรยา]เขาก็บ่นอยู่เหมือนกันว่า เศรษฐกิจอย่างนี้เราจะอยู่กันยังไง เราจะใช้ชีวิตดำรงอยู่ยังไง" เขากล่าวก่อนเปิดเผยว่ากำลังอยู่ระหว่างการหางานเสริมเพิ่มเติม

ขณะที่นายชายระบุว่า ตนมีภาระต้องหาเงินเลี้ยงดู "แม่ แฟน ลูกหลาน" พร้อมกล่าวเหมือนกับบอลว่า เพื่อสนับสนุนครอบครัวให้ได้ดังเดิม ตน "ก็ต้องทำงานหนักขึ้น"

ตั้งใจจะทำงานยาวนานขึ้น

เมื่อต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายประจำวันของครอบครัว ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถปรับค่าบริการขนส่งได้เอง ทั้งวินมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์เชื่อว่าทางออกอันดับต้น ๆ ของพวกเขาคือการเอาแรงงานเข้าสู้ โดยตั้งมั่นทำงานนานขึ้นหลายชั่วโมงต่อวัน เพื่อรักษาระดับรายได้ให้เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่คงที่

นายชาย ระบุว่าปกติใช้เวลาวิ่งรถ 8-9 ชั่วโมงต่อวัน แต่เมื่อต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น ในขณะที่ค่าตอบแทนต่อรอบยังคงเดิม เขาจึงต้องวิ่งรถเยอะขึ้น

นี่สอดคล้องกับไกรสิทธิที่บอกว่า เขาจะเพิ่มระยะเวลาการทำงานจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมงต่อวัน

"เมื่อก่อนผมก็กลับบ้านไม่เคยดึก 2 ทุ่มกลับบ้าน ก็ต้องกลับประมาณ 4-5 ทุ่มทุกวัน เพราะว่าระยะมันก็ต้องเพิ่มเวลาขึ้นไปด้วย เพราะว่าถ้าเกิดไม่เพิ่มเวลาคือค่ารอบมันก็จะได้ไม่เท่าเดิม แต่รายจ่ายเราคงที่ไง"

เขากล่าวว่าชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเช่นนี้ทำให้ไรเดอร์ส่วนใหญ่มีเวลาพักผ่อนน้อยลง ตัวของเขานั้นพักผ่อนเพียง 5 ชั่วโมงต่อวัน

เขาเล่าต่อไปว่าช่วงนี้ไรเดอร์จำนวนมากเผชิญแรงกดดันจากทั้งสภาพอากาศร้อนจัดและภาระงานที่ต้องทำให้ได้ตามเป้าทุกวัน บางคนเกิดอาการคล้ายลมแดดหรือมีภาวะเครียดสะสม จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ขณะที่ความร้อนระอุระหว่างปฏิบัติงานก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ผู้ให้บริการทุกรายสามารถรับสภาวะการทำงานเช่นนี้ได้ น้อยผู้ประกอบอาชีพขับวินมอเตอร์ไซต์ระบุว่า เขาคงทำเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย

"ไหวก็ไป ไปเรื่อย ๆ ไม่ไหวก็จอดนอน" วินมอเตอร์ไซค์ วัย 73 ปีระบุ

มาตรการเยียวยาจากรัฐบาล

สำหรับสาเหตุของการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรงในครั้งนี้ กบน. ชี้แจงว่าเป็นผลมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจาก 198.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 242.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละ 2,592 ล้านบาท (ประมาณ 80,344 ล้านบาทต่อเดือน) ทำให้กองทุนขาดสภาพคล่องอย่างหนัก นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้ปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปถึง 39.54 บาทต่อลิตรแล้ว การกดราคาในประเทศให้ต่ำเกินไปจึงเสี่ยงต่อการถูกลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศเพื่อเก็งกำไร

เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเตรียมมาตรการช่วยเหลือครอบคลุมยัง 5 กลุ่มหลัก โดยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นำแถลงข่าวช่วงบ่ายที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ (26 มี.ค.)

หนึ่งในห้ากลุ่มเป้าหมาย รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการรถสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า โดยจะมีการอุดหนุนไปยังผู้ประกอบการหรือผู้ขับขี่โดยตรงตามการใช้งานจริงโดยดำเนินการผ่านระบบพร้อมเพย์

นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่ากรณีรถโดยสารขนาดเล็กและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างต้องไปขึ้นทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกเพื่อเข้าสู่ระบบติดตาม หรือแทร็กกิ้ง ว่ามีการใช้งานจริง โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดต่อไป

ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้รับมาตรการช่วยเหลือ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าได้แก่ กลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านคนจะได้รับเงินเพิ่มคนละ 100 บาท (จาก 300 บาท เป็น 400 บาท) เป็นระยะเวลา 1 เดือน, กลุ่มเกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือผ่านโครงการลดต้นทุนปุ๋ย, กลุ่มประมงจะได้ซื้อน้ำมัน B20 ในราคาถูกกว่าหน้าปั๊ม 5 บาท, และกลุ่มคู่สัญญาและผู้รับเหมาภาครัฐจะได้รับการขยายระยะเวลาการตรวจรับงานให้กับกลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐ ตลอดจนเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กลุ่มธุรกิจ SME

เมื่อถามถึงทางออกของวิกฤตครั้งนี้ ผู้ให้บริการรถรับจ้างบางรายกล่าวกับบีบีซีไทยว่าความหวังสูงสุดของพวกเขาคือการให้ราคาน้ำมันกลับไปสู่ภาวะก่อนวิกฤต

"ใจผมก็อยากจะให้[ราคาน้ำมัน]คงที่อยู่แค่นี้ ไม่อยากให้ขึ้นไปเยอะกว่านี้อีก" นพรัตน์ วินมอเตอร์ไซค์กล่าวทิ้งท้ายถึงวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ "ไม่งั้นก็คงจะไม่ไหวกันแล้วครับ"

สอดคล้องกับไกรสิทธิ ไรเดอร์ร่วมถนนของเขาที่กล่าวว่า "มันก็ต้องรอดนะพี่ แต่ว่าถ้ามันขึ้นอีกก็ไม่ไหวแล้วล่ะ ก็คงต้องแยกย้ายแบบว่าไปหาอย่างอื่นทำ"