ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะลดระดับสงครามในอิหร่าน แต่ประเทศอื่น ๆ ต้องร่วมเฝ้าระวังช่องแคบฮอร์มุซด้วย

ที่มาของภาพ, EPA
สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้พันธมิตร โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรให้มีบทบาทในการปกป้องช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น และมองว่าองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) และบางประเทศควรช่วยร่วมกันดูแลการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว
ในวันศุกร์ที่ 20 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังออกเดินทางไปใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ที่รัฐฟลอริดา และให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวก่อนออกเดินทาง
ผู้สื่อข่าวถามเขาถึงความขัดแย้งในอิหร่านซ้ำ ๆ หลายครั้ง อย่างหนึ่งที่ปรากฏชัดเจน คือเขายังคงมองว่านาโต ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนในการรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่งทางทะเลทั่วโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าเขาจะกล่าวว่าอิหร่านกำลังถูก "บดขยี้" อยู่ก็ตาม
ทรัมป์กล่าวถึงปฏิบัติการเพื่อรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซว่า "มันเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ง่ายมาก แต่คุณต้องการความช่วยเหลือจำนวนมาก เนื่องจากต้องมีเรือจำนวนมาก และนาโตสามารถช่วยเราได้ แต่จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่มีความกล้าที่จะทำ" ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ กล่าว
เช่นเดียวกับที่เขาเคยกล่าวในอดีต ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แม้ว่าในความเป็นจริงจะเป็นเช่นนั้นเพียงบางส่วนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เขาเอ่ยถึงญี่ปุ่นและจีนอย่างเฉพาะเจาะจงว่า "มันจะดีมากหากประเทศเหล่านั้นเข้ามามีส่วนร่วม" และบอกกับสื่อด้วยว่าตนเอง "ไม่ต้องการทำข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน"
"คุณจะไม่ทำข้อตกลงหยุดยิงในเมื่อคุณกำลังบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามอย่างแท้จริง" เขากล่าวเสริม
ในเวลาต่อมามีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ บน แพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล (Truth Social)
โพสต์ของเขาระบุว่า "เรากำลังใกล้จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เราพิจารณาลดระดับปฏิบัติการทางทหารอันยิ่งใหญ่ของเราในตะวันออกกลาง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับระบอบการก่อการร้ายของอิหร่าน"
เมื่อกล่าวถึงช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ระบุว่าช่องแคบดังกล่าว "จะต้องได้รับการปกป้องและควบคุมตามความจำเป็นโดยประเทศอื่น ๆ ที่ใช้เส้นทางนี้ สหรัฐอเมริกาไม่ได้ใช้ !"
เขากล่าวต่อว่า "หากได้รับการร้องขอ เรายินดีให้ความช่วยเหลือประเทศเหล่านี้เพื่อพยายามแก้ไขปัญหาบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่ถ้าหากภัยคุกคามจากอิหร่านหมดไป ก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นอีกต่อไป"
"ที่สำคัญ ปฏิบัติการทางทหารนี้ของพวกเขานั้นจะเป็นไปอย่างง่ายดาย"
สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่ติดค้างอยู่ในทะเลเป็นการชั่วคราว
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันอิหร่านที่กำลังลอยลำอยู่ในทะเลเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้น้ำมันดังกล่าวสามารถขายให้กับประเทศส่วนใหญ่ได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้น
สก็อต เบสเซนต์ รมว.คลังของสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ที่โพสต์บนเอ็กซ์ (X) เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค. ว่า "การอนุญาตชั่วคราว" นี้ จะเปิดทางให้น้ำมันราว 140 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดโลก
เบสเซนต์กล่าวว่าอิหร่านจะ "เข้าถึง" รายได้จากการขายได้ยาก แม้ว่าน้ำมันจะถูกนำออกขายก็ตาม
เขาระบุว่าการอนุญาตดังกล่าว "จำกัดเฉพาะน้ำมันที่กำลังขนส่งอยู่ในขณะนี้เท่านั้น และไม่อนุญาตให้มีการจัดซื้อหรือผลิตใหม่"
"โดยหลัก ๆ แล้ว เราจะใช้น้ำมันของอิหร่านเป็นเครื่องมือกดดันเตหะรานเพื่อตรึงราคาไม่ให้สูงขึ้น" เขากล่าว
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น และหลังจากอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทรงตัวอยู่ที่ราว 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราว 3,580 บาท/บาร์เรล) โดยเพิ่มขึ้น 3% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 53% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา
สหราชอาณาจักรให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีพื้นที่ที่อิหร่านใช้จัดการโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
สหราชอาณาจักรอนุมัติให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของตนเพื่อเปิดฉากโจมตีเป้าหมายของอิหร่านที่มุ่งโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตให้กองกำลังสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของตนในการปฏิบัติการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านยิงขีปนาวุธที่อาจเป็นภัยต่อผลประโยชน์หรือชีวิตของชาวอังกฤษ แต่ในวันนี้บรรดารัฐมนตรีเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค. ว่าการใช้ฐานทัพสหราชอาณาจักรโดยสหรัฐฯ สามารถขยายขอบเขตไปสู่การปกป้องเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
สหราชอาณาจักรจะยังไม่เข้าไปมีส่วนร่วมการโจมตีโดยตรง และรัฐบาลระบุว่า "หลักการพื้นฐานของแนวทางสหราชอาณาจักรต่อความขัดแย้งยังคงเหมือนเดิม"
โฆษกรัฐบาลอังกฤษกล่าวว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบวันนี้ว่าสามารถใช้ฐานทัพสำหรับ "ปฏิบัติการป้องกันของสหรัฐฯ" เพื่อโจมตี "ขีดความสามารถที่ถูกใช้ในการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ" ได้
ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวหาเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรว่า "ทำให้ชีวิตชาวอังกฤษตกอยู่ในอันตราย" หลังสหราชอาณาจักรเห็นชอบให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษเพื่อโจมตีเป้าหมายของอิหร่านที่พุ่งเป้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ
เขาเตือนว่าอิหร่านจะ "ใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง"
อารักชีระบุในโพสต์บนเอ็กซ์ (X) ว่า "ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเลือกทำกับอิหร่าน"
"สตาร์เมอร์กำลังเพิกเฉยต่อประชาชนของตนเองและทำให้ชีวิตชาวอังกฤษตกอยู่ในอันตราย ด้วยการอนุญาตให้ฐานทัพสหราชอาณาจักรถูกนำไปใช้เพื่อการรุกรานอิหร่าน" เขาระบุ

ที่มาของภาพ, Reuters
สำหรับฝ่ายบริหารของทรัมป์ การประกาศของสหราชอาณาจักรที่ระบุว่าได้อนุมัติให้ใช้ฐานทัพของตนเพื่อใช้โจมตีในภารกิจปกป้องช่องแคบฮอร์มุซนั้น จะถูกมองว่าเป็นชัยชนะ แม้จะไม่ได้ชนะโดยทั้งหมดเลยก็ตาม
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งก่อนการโจมตีอิหร่านเริ่มต้นขึ้น ทรัมป์วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษและสตาร์เมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเหน็บแนมว่าสตาร์เมอร์ "ไม่ใช่วินสตัน เชอร์ชิลล์" และประเทศที่สหรัฐฯ เคยมองว่าเป็น "โรลส์รอยซ์แห่งพันธมิตร" (the Rolls Royce of allies) กลับทำให้ผิดหวัง
สำหรับหลาย ๆ คนที่อยู่ในวงในของทรัมป์ การประกาศครั้งนี้จะน่าจะถูกมองว่าอังกฤษยอมจำนนต่อแรงกดดันของทรัมป์ อันเป็นผลจากยุทธศาสตร์การตั้งคำถามต่อความแข็งแกร่งของพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และรัฐบาลชุดปัจจุบันของสหราชอาณาจักรอย่างเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประกาศออกมานั้นไม่ใช่สิ่งที่ทรัมป์เรียกร้องอย่างแท้จริง ตั้งแต่เริ่มมีปฏิบัติการ "มหากาพย์โกรธา" (Epic Fury) ทรัมป์ได้เรียกร้องให้พันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึงสหราชอาณาจักร ลงมือทำมากกว่านี้เพื่อคุ้มกันเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อเสนอนี้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น และรัฐบาลอังกฤษเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า แนวทางและมุมมองในภาพกว้างของสหราชอาณาจักรต่อสงครามยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ยังต้องติดตามต่อไปว่าทรัมป์จะมองว่าสิ่งนี้เพียงพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติต่อนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์หรือไม่ แต่ควรสังเกตว่าความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าเป็นการให้ความร่วมมือหรือการประนีประนอมโดยผู้นำต่างชาติ มักทำให้ทรัมป์ลดระดับการวิพากษ์วิจารณ์ลง






























