"ไม่มีที่หลบซ่อนเลยบนเรือ" เปิดใจลูกเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซถึงวิบากกรรมที่ต้องเจอท่ามกลางสงคราม

ที่มาของภาพ, Royal Thai Navy
- Author, โมฮัมหมัด ซูแบร์ ข่าน
- Role, บีบีซีแผนกภาษาอูรดู
- Author, เอ ทู ซาน
- Role, บีบีซีแผนกภาษาพม่า
- Author, ฮโยจอง คิม
- Role, บีบีซีแผนกภาษาเกาหลี
- Author, แอนดรูว์ เวบบ์ และ เกรซ ซอย
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- เวลาอ่าน: 10 นาที
โดรน ขีปนาวุธร่อน และเครื่องบินขับไล่ กลายเป็นภาพที่ชินตาสำหรับลูกเรือจำนวนมากซึ่งติดค้างอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันหรือเรือสินค้าขนาดใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย หลังรัฐบาลอิหร่านขู่ว่าจะเปิดฉากยิงใส่เรือลำใดก็ตามที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
"ผมเห็นโดรนของอิหร่านและขีปนาวุธร่อนบินในความสูงระดับต่ำ" อามีร์ ลูกเรือชาวปากีสถานที่อยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ กล่าว พร้อมเสริมว่า "ผมยังได้ยินเสียงเครื่องบินขับไล่ด้วย แต่เราไม่รู้ว่าเป็นของประเทศไหน"
สิ่งที่ทำให้อามีร์กลัวที่สุดคือความคิดที่ว่าโดรนหรือขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นอาจตกลงมาบนเรือของเขา
สำหรับ ไฮน์ ลูกเรือชาวเมียนมา เขาบอกว่าตัวเองเห็นการปะทะกันแทบทุกวัน "เมื่อเช้าวันนี้เอง เครื่องบินขับไล่สองลำยังยิงใส่กันขณะที่เรากำลังทำงานอยู่เลย" เขากล่าว "ไม่มีที่หลบภัยโดยเฉพาะบนเรือสำหรับสถานการณ์แบบนี้ เราทำได้แค่วิ่งเข้าไปข้างใน"
บีบีซีใช้ชื่ออามีร์และไฮน์ รวมถึงชื่อของลูกเรือคนอื่น ๆ ที่ยังอยู่กลางทะเลและครอบครัวของพวกเขาเป็นนามสมมติ เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา

ที่มาของภาพ, ลูกเรือมอบภาพให้กับบีบีซี
ความปลอดภัยในทะเล
แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะระบุตัวเลขที่แน่ชัดว่ามีลูกเรือจำนวนเท่าใดที่ติดค้างอยู่บนเรือในตะวันออกกลาง แต่ กัปตัน อานัม โชวดูรี ประธานสมาคมเจ้าหน้าที่พาณิชย์นาวีแห่งบังกลาเทศ (Bangladesh Merchant Marine Officers' Association) ประเมินว่าตัวเลขน่าจะอยู่ที่ 20,000 คน
ลูกเรือบางส่วนยังอยู่กลางทะเล ขณะที่บางส่วนติดค้างอยู่บนท่าเรือ แต่เขากล่าวว่า ยากที่จะบอกได้ว่าสถานการณ์ใดอันตรายกว่ากัน
"คนอาจคิดว่าอยู่บนท่าเรือน่าจะปลอดภัย แต่ก็มีเรือหลายลำที่ถูกโจมตีขณะจอดทอดสมออยู่" เขาอธิบาย

ที่มาของภาพ, ลูกเรือที่ส่งภาพให้กับบีบีซี
องค์กรของเขาติดตามเรืออย่างน้อย 7 ลำ ที่ระบุว่าถูกวัตถุยิงใส่และได้รับความเสียหายจากสงครามจนถึงขณะนี้
เขากล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 มี.ค. มีลูกเรือคนหนึ่งเสียชีวิตบนเรือสกายลาร์ก (Skylark) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันที่จดทะเบียนในสาธารณรัฐปาเลา
กัปตันโชวดูรี ระบุว่า ลูกเรือที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวต่างได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนักจากการโจมตีครั้งนั้น ระหว่างเหตุการณ์นั้น ห้องเครื่องเกิดไฟไหม้ และลูกเรือต้องอพยพออกจากเรือ
ลูกเรือคนอื่น ๆ มีความเห็นสอดคล้องกับกัปตันโชวดูรี ด้านกัปตันเอ็มเอ็ม มันซูร์ ซาอีด ซึ่งทำงานบนเรือบรรทุกน้ำมัน บอกกับบีบีซีนิวส์ว่า เขาเชื่อว่าเมื่อพูดถึงการหลีกเลี่ยงการโจมตีแล้ว แทบไม่มีความแตกต่างระหว่างการอยู่ในท่าเรือหรืออยู่กลางทะเล "ถ้าพวกเขาต้องการโจมตีเรือของผม พวกเขาก็จะโจมตีอยู่ดี"
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว เรือขนาดใหญ่มักปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ห่างจากชายฝั่ง "ในสภาพอากาศเลวร้าย เรามักจะออกไปยังทะเลเปิด เพราะมีพื้นที่และความลึกของน้ำมากกว่า ทำให้สามารถควบคุมเรือและหลบหลีกได้อย่างอิสระ ทว่าในท่าเรือหรือพื้นที่น้ำแคบ ๆ นั้น สภาพอากาศอาจทำให้เรือได้รับความเสียหายได้ เช่น การเกยตื้นหรือชนกำแพงท่าเรือ"
ยากจะได้รับข้อมูลเมื่ออยู่กลางทะเล
สถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ทำให้ครอบครัวของลูกเรือจำนวนมากเต็มไปด้วยความกังวล
เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านได้ปิดกั้นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ทำให้ครอบครัวของลูกเรือประสบความยากลำบากในการติดตามข่าวคราวหรือทราบตำแหน่งที่อยู่ของพวกเขา แม้สัญญาณจะกลับมาใช้งานได้บ้างบางครั้ง แต่ก็ไม่แน่นอนและมักใช้ได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
ลูกชายของ อาลี อับบาส อยู่บนเรือที่จอดอยู่ในท่าเรือแห่งหนึ่งของอิหร่านใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ เขาได้คุยกับลูกชายครั้งล่าสุดเมื่อหลายวันก่อน ตอนที่ลูกชายเล่าให้ฟังถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธ
ลูกชายของเขารอดชีวิตมาได้ แต่ลูกเรือชาวอินเดียคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ
"ผมยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับภรรยาและลูกสะใภ้" เขาพูดทั้งน้ำตา
ในคืนวันอังคาร มีการโจมตีอย่างรุนแรงอีกครั้งที่ท่าเรือ และอาลีก็ยังไม่สามารถติดต่อกับลูกชายของเขาได้ "ได้โปรดเถอะ ช่วยผมด้วย" เขากล่าว พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ
อาลีหวังว่าลูกชายของเขา จะยังมีชีวิตและปลอดภัยดี และเชื่อว่าการที่ยังติดต่อกันไม่ได้ อาจเป็นเพราะระบบสื่อสารล่ม

การรบกวนสัญญาณระบบนำทางผ่านดาวเทียม
ซอจุน (นามสมมติ)เป็นกัปตันเรือลำหนึ่งที่มีลูกเรือมากกว่า 20 คน จากเกาหลีใต้และเมียนมา เขากล่าวว่า ระบบนำทางผ่านดาวเทียมถูกรบกวนเป็นระยะ ๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเดินเรือ
"ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นมา การรบกวนสัญญาณ GPS เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ แต่ในช่วงสามหรือสี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์เลวร้ายลงมาก" เขากล่าว
ในตอนที่เรือของพวกเขาเข้าสู่เขตนครดูไบ ลูกเรือต้องนำทางโดยไม่มีระบบ GPS
"มีสำนวนภาษาเกาหลีที่อธิบายสถานการณ์แบบนี้ว่า เหมือนคนตาบอดคลำหาลูกบิดประตู" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Reuters
เสบียงใกล้หมด
นอกจากจะกังวลเรื่องความปลอดภัยแล้ว ลูกเรือจำนวนมากยังกลัวว่า น้ำและอาหารจะหมดลงในไม่ช้า
บนเรือของซอจุน พวกเขามีอาหารสดเพียงพอสำหรับ 15 วัน แต่น้ำดื่มกลายเป็นเรื่องน่ากังวล
"เรือสามารถผลิตน้ำจืดได้จากการกลั่นน้ำทะเล แต่ถ้าเราไม่ได้เดินเรือ กระบวนการนี้ก็ทำได้ยาก" เขากล่าว
มาซูด ลูกเรือชาวปากีสถาน บอกว่า "ตอนนี้ก็ สองเดือนแล้วตั้งแต่เรานำเสบียงขึ้นมาบนเรือ"
ก่อนเกิดสงคราม ไฮน์ เล่าว่า เรือของเขาเคยมี อาหารแบบบุฟเฟต์ และลูกเรือสามารถกินอาหารสดอย่างไข่ รวมถึงดื่มน้ำได้ตามต้องการ แต่ตอนนี้บนเรือของไฮน์ได้ใช้ระบบปันส่วนอาหาร ลูกเรือได้รับเพียง วันละหนึ่งมื้อ ซึ่งมีเนื้อชิ้นเล็ก ๆ สี่ชิ้น และผัดผักหนึ่งชามเท่านั้น
เสบียงของพวกเขาจะอยู่ได้อีกเพียงประมาณหนึ่งเดือน และเครื่องผลิตน้ำจืดของเรือก็ไม่ทำงาน
"ชีวิตของพวกเราที่นี่น่าอดสูมาก และเราก็มีทั้งเชื้อเพลิงและอาหารเหลือน้อยมาก" ซีชาน ลูกเรือชาวปากีสถานอีกคนหนึ่งกล่าว

"ไม่มีใครสามารถมีความสุขหรือรู้สึกผ่อนคลายได้ในสถานการณ์แบบนี้" อามีร์ กล่าว
"พวกเราพยายามทำให้ตัวเองยุ่งอยู่กับงานประจำวัน เช่น การฝึกซ้อม การฝึกด้านความปลอดภัยและความมั่นคง"
ไฮน์ ซึ่งทำงานเป็นวิศวกรอาวุโสบนเรือเห็นด้วย เขาบอกว่า "ผมไม่ปล่อยให้ตัวเองสิ้นหวัง เพราะผมต้องรับผิดชอบลูกเรือชาวเมียนมาอีก 20 คน"
เขายังได้เตรียมแผนฉุกเฉินสำหรับการหลบหนี หากสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก "ผมบอกทีมของผมแล้วว่าต้องวิ่งอย่างไร ควรกระโดดจากตรงไหน และต้องเอาอะไรติดตัวไปบ้าง หากเกิดอะไรขึ้น"

ที่มาของภาพ, ลูกเรือที่ส่งภาพให้กับบีบีซี
ข้อจำกัดของประกันภัย
ถึงแม้ว่าลูกเรือจะสามารถขึ้นฝั่ง หลังจากที่เรือของพวกเขาเข้าเทียบท่าในท่าเรือที่ปลอดภัยแล้ว แต่การกลับบ้านหรือออกจากภูมิภาคนี้ก็อาจไม่ได้เป็นเรื่องง่าย
ฮัมซา บอกว่า ลูกชายของเขาซึ่งติดค้างอยู่บนเรือลำหนึ่ง เป็นหนึ่งในลูกเรือที่ "ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือ" เพราะบริษัทเก็บหนังสือเดินทางของพวกเขาไว้
ขณะเดียวกัน ลูกเรือที่หวาดกลัวและไม่ปฏิบัติตามสัญญาด้วยการละทิ้งเรือ ก็อาจประสบปัญหาในการหางานในอนาคต เพราะบริษัทเดินเรืออาจขึ้นบัญชีดำต่อพวกเขา
สถานการณ์ขณะนี้เลวร้ายอย่างยิ่ง และอามีร์บอกว่า เขาทำได้เพียงหวังให้ทุกอย่างออกมาดี และ ภาวนาให้ลูกเรือทุกคนปลอดภัย
เขายังเรียกร้องให้ บริษัทเดินเรือไม่บังคับให้ลูกเรือเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แม้ความกังวลเหล่านี้ยังเป็นเพียงสมมติฐาน แต่เขากลัวว่าแรงกดดันทางการเงินอาจมีอิทธิพลเหนือความปลอดภัย เขาบอกว่า หากเรือลำใดถูกโดรนหรือขีปนาวุธโจมตี ผู้ที่ต้องรับผลกระทบในฐานะมนุษย์ก็คือลูกเรือ ขณะที่สินค้าและเรือยังสามารถทำประกันภัยได้
"ชีวิตมนุษย์ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยประกันใด ๆ ทั้งสิ้น" เขากล่าว
เขาเชื่อว่าสงครามครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเดินเรืออย่างมีนัยสำคัญ
"รูปแบบและวัตถุประสงค์ของสงครามครั้งนี้ แตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอย่างมาก สงครามครั้งนี้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อการค้าในอ่าวเปอร์เซีย"
ด้าน กัปตันโชวดูรี มองว่าลูกเรือกำลังถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบ
"ผู้คนไม่ควรโจมตีเรือ เพราะเมื่อคุณทำร้ายเรือ คุณก็ทำร้ายลูกเรือด้วย ซึ่งพวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Reuters





























