เรือสินค้าไทยถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ เรารู้อะไรแล้วบ้าง

.

ที่มาของภาพ, Royal Thai Navy/ handout

คำบรรยายภาพ, กองทัพเรือได้รับรายงานเหตุเรือสินค้า "มยุรี นารี" สัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันนี้
เวลาอ่าน: 7 นาที

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือเปิดเผยเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาว่าได้รับรายงานเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยถูกโจมตีในขณะเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และกำลังอยู่ในระหว่างช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนที่ยังตกค้าง หลังได้ช่วยเหลือลูกเรืออีก 20 คนขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยแล้ว

เรือลำดังกล่าวเป็นเรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทย ชื่อ "มยุรี นารี" (Mayuree Naree) ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน ที่มี บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ โดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้รับรายงานการโจมตีเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันนี้ (11 มี.ค.) หลังจากที่เรือลำดังกล่าวได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อเวลา 03.00 น.

กองทัพเรือเผย กำลังเร่งช่วยลูกเรืออีก 3 คน

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยเมื่อเวลา 16.35 น. ว่า ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้เร่งประสานขอความช่วยเหลือผ่านกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ โดยให้นายทหารประสานงานของกองทัพเรือที่ประจำอยู่ที่กองกำลังทางทะเลร่วม (Combined Maritime Forces หรือ CMF) ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อขอความช่วยเหลือโดยทันที

เขาระบุด้วยว่าในตอนนี้กองทัพเรือโอมาน "ได้เข้าให้ความช่วยเหลือลูกเรือแล้วจำนวน 20 คน และกำลังดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน" โดยลูกเรือชาวไทยที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ได้ถูกนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน เพื่อดูแลความปลอดภัย ส่วนสาเหตุการถูกโจมตียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

.

ที่มาของภาพ, Royal Thai Navy/ handout

คำบรรยายภาพ, พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่าขณะนี้กองทัพเรือของประเทศโอมานกำลัง "ดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน" หลังจากก่อนหน้านี้สามารถช่วยเหลือขึ้นฝั่งได้แล้ว 20 คน

ด้านหน่วยปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (United Kingdom Maritime Trade Operations – UKMTO) ระบุว่าได้รับรายงานเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้า (cargo vessel) ลำหนึ่งถูกยิงโดยวัตถุไม่ทราบชนิด (unknown projectile) บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ในระยะห่างจากประเทศโอมานไปทางตอนเหนือ 11 ไมล์ทะเล เมื่อเวลา 4.35 น. ตามเวลาสากลเชิงพิกัด (UTC) เทียบเป็นเวลาไทยคือ 11.35 น. ของวันนี้ (11 มี.ค.)

UKMTO ไม่ได้ระบุชื่อเรือหรือสัญชาติของเรือลำดังกล่าว แต่ระบุว่าเหตุที่เกิดขึ้นทำให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ ทำให้มีการร้องขอความช่วยเหลือและอพยพลูกเรือออกจากเรือ

.

ที่มาของภาพ, Royal Thai Navy/ handout

คำบรรยายภาพ, เรือ "มยุรี นารี" สัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ตามการรายงานของกองทัพเรือของไทย

บีบีซีไทยติดต่อไปยัง บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นเจ้าของเรือลำดังกล่าวเมื่อเวลา 16.19 น. ที่ผ่านมา ผ่านเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทซึ่งมีการโอนสายไปยังฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์

ปลายสายไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุเพียงว่าได้ชี้แจงกับทางตลาดทรัพย์ไปแล้วและขอให้รอรายละเอียดจากตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะมีการเผยแพร่ข่าวภายหลังตลาดปิด

ขณะที่การซื้อขายหุ้นของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์ ณ เวลา 17.00 น. ของวันนี้ (11 มี.ค.) ราคาหุ้นของบริษัทปรับลดลง 7.33% ปิดตลาดที่ 6.95 บาทต่อหุ้น จากราคาเปิดตลาดที่ 7.40 บาทต่อหุ้น

บริษัทเจ้าของเรือเตรียมส่งลูกเรือกลับไทย เผยเรือมีประกัน - ไม่มีสินค้าเสียหาย

ต่อมาในเวลา 17.59 น. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเผยแพร่เอกสารที่บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ส่งรายงานถึงเหตุการณ์เรือ "มยุรี นารี" ถูกโจมตี ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 8.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือถูกโจมตีด้วยอาวุธไม่ทราบที่มาสองครั้ง ขณะที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อห้องเครื่องของเรือและทำให้เกิดเพลิงไหม้

บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง ระบุอีกว่า เรือ "มยุรี นารี" เป็นของบริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ในประเทศไทย โดยก่อนที่จะแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ "ดำเนินมาตรการป้องกันความปลอดภัยในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก และมีการรักษาการติดต่อสื่อสารกับ UKMTO และศูนย์ประสานงานความปลอดภัยทางทะเลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรายงานสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอตามประกาศคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง"

บริษัทยังระบุว่าได้รับรายงานว่ามีลูกเรือสูญหายจำนวน 3 รายจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งเชื่อว่าติดอยู่ภายในห้องเครื่องของเรือ โดยบริษัท "อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยชีวิตลูกเรือที่สูญหายทั้ง 3 ราย" ส่วนลูกเรืออีก 20 รายที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งโอมานอย่างปลอดภัยแล้วนั้น บริษัท "อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งตัวลูกเรือดังกล่าวกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

ทั้งนี้ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง ยืนยันกับกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยว่า เรือลำดังกล่าวได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ตามข้อตกลงการประกันภัย พวกเขาจึงไม่คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบทางการเงิน หรือการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในขณะที่เรือถูกโจมตียังเป็นการแล่นเรือเปล่าโดย "ไม่มีสินค้าใด ๆ บรรทุกในระวาง" จึงไม่มีสินค้าสูญเสีย

บริษัทระบุด้วยว่า พวกเขายังคงติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงอย่างใกล้ชิด และจะทบทวนแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเดินเรือ โดยจะยังคงปฏิบัติตามประกาศคำแนะนำด้านความปลอดภัยทางทะเลระหว่างประเทศ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับรองความปลอดภัยของเรือและลูกเรือของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

สรท. แนะนำผู้ส่งออกสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นำสินค้ากลับไทย

ด้านสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ออก 3 แนวทางแก้ไขปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเล สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ดังนี้

  • นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือคอร์ ฟักกัน (Khor Fakkan) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือเจดดาห์ (Jeddah) ในซาอุดีอาระเบีย โดยผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร, ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ, ค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น
  • นำตู้สินค้าไปพักคอยยังกลุ่มท่าเรือที่ปลอดภัย (Safe Port) หรือท่าเรือแบบถ่ายลำ (Transshipment Port) อื่น ๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยพิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวดจากความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัด
  • นำตู้สินค้ากลับไทย ซึ่งเป็นวิธีการที่ สรท.แนะนำ เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว

สรท. ยังระบุด้วยว่าได้ประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับแล้ว