นโยบายไม่สะท้อนภาวะวิกฤต-ไม่มีประชาชนในหัวใจ ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาล "อนุทิน 2"

เวลาอ่าน: 21 นาที

สส. ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าการจัดทำนโยบายของรัฐบาล "อนุทิน 2" ไม่สะท้อนการบริหารจัดการในช่วงวิกฤต และ "หัวใจไม่ได้อยู่กับประชาชน" พร้อมชี้ว่าโครงสร้างรัฐบาล "อนุทิน 2" คืออุปสรรคในการผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

วันนี้ (9 เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ใช้เวลา 1.10 ชม. ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ภายใต้นโยบาย 5 ด้าน รวม 23 แนวนโยบาย พร้อมกำหนดกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) 5 กลุ่ม เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง "พูดแล้วทำ"

ขณะที่ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปรายเพื่อตั้งข้อสังเกต ท้วงติง คัดค้าน และให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล 14 ชม. ครึ่ง โดยพรรคประชาชน (ปชน.) จัดเตรียม "ขุนพล" ไว้ราว 20 คน ภายใต้ธีมอภิปรายว่า "พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว" ส่วน สว. ขอใช้สิทธิอภิปรายกว่า 70 คน ทำให้ได้เวลาพูดเฉลี่ยคนละ 3 นาทีเท่านั้น

จนถึงเวลา 17.30 น. นายกฯ และ ครม. ยังไม่ได้ลุกขึ้นชี้แจงหรือตอบข้อซักถามของสมาชิกแต่อย่างใด

ณัฐพงษ์จัด 5 คลัสเตอร์ประสานประโยชน์รัฐบาล-ไร้ประชาชนในสมการ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. เริ่มต้นอภิปรายด้วยการโยนคำถามต่อสาธารณะว่า หลังฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาลจบแล้วรู้สึกอย่างไร มีความหวัง มองเห็นอนาคตตัวเองควบคู่กับอนาคตของประเทศหรือไม่

หัวหน้าพรรค ปชน. เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้น่าจะมีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหาร เพราะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งสภาบน สภาล่าง องค์กรอิสระต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 5 คลัสเตอร์ที่เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลและแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์กันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่ 5 คลัสเตอร์ที่แบ่งตามคำแถลงของนายกฯ

  • มุ้งใหญ่ที่ย้ายค่ายมาจากพรรคอื่นในช่วงเลือกตั้ง ทำให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มี สส. ย้ายพรรคแล้วชนะเลือกตั้งมากสุด และโฉมหน้า ครม. ก็มาจากมุ้งต่าง ๆ เช่น บ้านสงขลา ชลบุรี สุพรรณบุรี
  • พรรคอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาล "ยอมขายวิญญาณตัวเอง" เพราะไม่สามารถต่อรองอะไรกับพรรค ภท. ได้ สมมติวันหนึ่งพรรคอันดับ 2 ขู่ว่าจะถอนตัวจากพรรคร่วมฯ พรรค ภท. ก็ไม่ต้องกังวลเพราะสามารถดึงฝ่ายค้านสลับไปร่วมรัฐบาลได้ทันที เป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียง
  • พรรคร่วมฯ อื่นรวมกันราว 20 เสียง มีไว้เพื่อ "ทำลายล้างอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ 2 อย่างสิ้นเชิง" และทำให้พรรค ภท. สามารถเดินยุทธศาสตร์ "ชักเข้าชักออก" สลับเสียงพรรคร่วมฯ ได้
  • สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งจากพวกเขาเหล่านั้น เป็น "ไพ่โจ๊กเกอร์" ที่พรรค ภท. จะหยิบมาใช้ เพื่อคุมเกมจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามที่อยากเห็น, ใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม เหมือนที่พวกตนกำลังโดน "คดี 44 สส.", ใช้ปกป้องพวกพ้องตัวเอง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งรับรอง สส.สุพรรณบุรีทั้งที่มีข้อครหาในการเลือกตั้งมากมาย หรือ "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ที่อยู่ในมือในศาลรัฐธรรมนูญ "ไพ่ใบนี้ถือเป็นดุลอำนาจสำคัญที่พรรคอื่นไม่มี"
  • กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมของประเทศนี้ให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาล คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่น ๆ ว่ามาเถอะ อยู่ทางนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือผู้ถือตั๋วใบอนุญาตใบที่ 2 และให้สัญญาณแก่พรรค ภท. ก่อนวันเลือกตั้ง

แกนนำพรรคฝ่ายค้านอภิปรายต่อไปว่า การบริหารราชการแผ่นดิน 5 คลัสเตอร์นี้ "ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ" และ "ไม่มีเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลว่าอะไรคือวาระของประเทศ"

เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกทางการเมือง ไม่เห็นการให้น้ำหนักหรือบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ก่อนตั้งคำถามต่อพรรคร่วมฯ ว่า "เจตจำนงทางการเมืองของท่าน ความเป็นนักประชาธิปไตยของท่านอยู่ตรงไหน ทำไมไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้"

ทันทีที่การอภิปรายของหัวหน้าพรรคสีส้มเสร็จสิ้น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิง โดยขอให้ถอนคำว่า "พรรคอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลยอมขายวิญญาณตัวเอง" ซึ่งทำให้เข้าใจว่าหมายถึงพรรค พท. และทำให้เกิดความเสียหาย แต่บรรดา สส.ประชาชนประท้วงกลับโดยบอกว่าถ้าต้องถอนคำกล่าวหาเล็ก ๆ น้อย ๆ สภาก็ไปต่อไม่ได้ จนเกิดการโต้เถียงกันไปมาราว 7 นาที

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา วินิจฉัยว่าคำว่า "ยอมขายวิญญาณ" เป็นเหมือนการใส่ร้าย ไม่เหมาะ ขอให้เปลี่ยนคำพูดได้หรือไม่ สุดท้ายนายณัฐพงษ์แจ้งเปลี่ยนคำพูดเป็น "ละทิ้งจุดยืนเดิม"

อภิสิทธิ์วิจารณ์นโยบายที่ "หัวใจไม่อยู่กับประชาชน"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคแกนนำและพรรคร่วมฯ ที่หายไปจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เช่น ค่าไฟ 3 บาท, ยกระดับอาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.), นโยบายประกันรายได้เกษตรกร, ค่าแรงขั้นต่ำ

ขณะเดียวกันมีนโยบายที่ไม่ปรากฏในคำแถลงของนายกฯ แต่หัวหน้าพรรค ปชป. เห็นว่า "น่าสนใจ" คือแลนด์บริดจ์ โครงการขนาดใหญ่ที่สุดและส่งกระทบต่อประชาชนมหาศาลทั้งต่อระบบนิเวศและความมั่นคง แต่กลายเป็น "โครงการลับ ๆ ล่อ ๆ" คือ ตอนหาเสียงไม่ยอมส่ง กกต. แต่หาเสียง วันนี้ไม่ยอมมาแถลงต่อสภา แต่ไปพูดที่กระทรวง

เขาเป็นอีกคนที่ไม่รู้สึกถึงความชัดเจนในทิศทาง หรือมีความหวังกับนโยบาย โดยยก 4 เหตุผลมาประกอบคือ 1. นโยบายที่ "เขียนอีก พูดอีก ก็ถูกอีก" ไม่มีใครโต้แย้ง แต่ไม่มีรูปธรรม, ไม่มีเครื่องมือที่จะใช้, ไม่มีกรอบเวลาชัดเจน และไม่มีตัวชี้วัดที่จะใช้ในการตรวจสอบ 2. วิธีบริหารที่ผ่านมาจาก รมต. ที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องถึงทุกวันนี้ 3. นโยบายฉบับนี้ไม่มีความรู้สึก จิตใจ และหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน 4. ปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นหัวใจในการทำให้นโยบายสำเร็จ

หัวหน้าพรรค ปชป. ยังแสดงความข้องใจกับบางนโยบายที่ผ่านมา โดยบอกว่า "ท่านกล้าเขียนมาก" ด้วยการระบุว่าสามารถดำเนินการให้เป็น Quick Big Win ในจำนวนนี้คือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม ทั้งที่มีเสียงตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น การบริหารผิดพลาด, การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่น ๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น, และความไม่ชอบมาพากลและแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า วันนี้ทุกคนสนใจบทบาทของกองทุนน้ำมัน ซึ่งมีหน้าที่เพื่อประคับประคอง เผื่อว่าราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนอื่น ๆ จะได้ไม่เพิ่ม และซื้อเวลาให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ

"แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 40,000 ล้านบาท จากประชาชนผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งจะต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการในการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้น ต้นทุนการผลิตทุกภาคการผลิตพุ่งสูงขึ้นไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าสายไปหรือไม่หากคิดไปคุมราคาสินค้าปลายทาง ความโกลาหล ความขาดแคลนสินค้า การขาดทุน การล้มของธุรกิจเกิดแน่นอน ท่านพูดได้อย่างไรว่าประสบความสำเร็จ... แล้วสุดท้ายแก้ความขาดแคลนด้วยการขึ้นราคา แล้ววันนี้พยายามจะมาแก้ปัญหาราคาด้วยการเอากฎหมายว่าด้วยการขาดแคลนมาแก้ สับสนไปหมด" นายอภิสิทธิ์กล่าว

คำที่นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำหลายครั้งคือ "หัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน" พร้อมยกคำกล่าวของนายอนุทินที่บอกว่าไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน ขึ้นมาวิจารณ์ว่า "คำพูดสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่ากับวันที่ท่านบอกว่า มีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงและดำเนินการ"

เช่นเดียวกับรองนายกฯ ที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) "ท่านไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แทนของธุรกิจโรงกลั่น ชี้แจงแต่ละครั้ง ก็มองแต่ในมุมของธุรกิจ"

อดีตนายกฯ คนที่ 27 สรุปว่า การขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน ทำให้นโยบายไม่ได้สร้างความหวัง ไม่ได้สร้างทิศทางสำหรับคนส่วนใหญ่ และแนะนำให้นายกฯ รุ่นน้องใช้จิตวิญญาณของความเป็นประชาชน "เวลาท่านไปทำคอนเทนต์สไตล์เชลล์ชวนชิม มาอยู่ในนโยบายฉบับนี้บ้างว่า คนปกติ คนธรรมดาที่เขาได้รับผลกระทบจากปัญหาต่าง ๆ จากนโยบายนั้น คืออะไร"

อีกประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามคือการบริหารโดยใช้หลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค จะเป็นจริงแค่ไหน พร้อมประกาศจับตาดูตั้งแต่ "คดีฮั้ว สว." และ "คดีเขากระโดง" และตั้งประเด็นด้วยว่าเหตุใดสามารถตั้งคนที่มีความน่าเคลือบแคลงน่าสงสัยที่เกี่ยวข้องกับทุนเทา สแกมเมอร์ ไปเป็น ครม. ชุดปัจจุบัน ที่ผ่านมามีการพูดถึงบุคคลหนึ่งทำนองว่าไม่ผ่านคุณสมบัติ ที่จริงสถานะเขาคือถูกกล่าวหาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) "ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน บนนั้น (บัลลังก์ ครม.) หลายคน รวมทั้งนายกฯ ด้วย นั่งบนนั้นไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องจับตาดู"

หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวทิ้งท้ายว่า ครม. ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อ 6 เม.ย. ในวันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าท่านจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์ที่จะต้องเกิดขึ้น ต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเกิดกับประชาธิปไตยที่ต้องงอกงามไพบูลย์และอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ทั้งนี้รัฐบาลทุกชุดเข้าบริหารมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้คือถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมาย และกระบวนการของประชาธิปไตย

"ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงแค่ทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคง จริยธรรม เป็นเพียงการหาเสียง หรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว" นายอภิสิทธิ์กล่าว

รัฐบาล "ปิดตาธิปไตย" ใช้ "จีพีเอสแบบเบลอ ๆ"

การอภิปรายของ สส. ฝ่ายค้านหลายคนมุ่งวิจารณ์ว่าการจัดทำนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ไม่ต่างจากนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่ได้ตอบสนองในภาวะวิกฤต และเป็นนโยบายเชิงรับมากกว่าเชิงรุก

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) บอกว่า ฟังถ้อยแถลงของนายกฯ แล้ว "รู้สึกเฉย ๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ" แต่ก็เห็นใจนายกฯ และ ครม. ว่า "พวกท่านซวย ดวงไม่ดี พอชนะเลือกตั้งแล้ว กำลังแบ่งสันปันส่วนว่าใครจะไปคุมกระทรวงไหน เกิดวิกฤตพอดี ดังนั้นเห็นใจและเป็นกำลังใจให้ แต่ที่น่าเห็นใจหนักคือประชาชนต้องพึ่งพาตนเอง ไม่รู้จะหาน้ำมันวันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้ได้หรือไม่"

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า เมื่อประเทศเกิดวิกฤต ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะเดินนำหน้าประชาชน 1 ก้าว ถือธงนำหน้าเรา แต่สิ่งที่คนไทยได้รับคือรัฐบาลเดินตามหลังประชาชนหลายก้าว กว่าที่นายกฯ จะยอมรับว่าประเทศกำลังเกิดวิกฤต ชวนคนไทยปรับตัว ตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมัน และหาตัว "ไอ้โม่ง" กักตุนน้ำมัน ก็ผ่านไป 3-5 สัปดาห์

เมื่อพลิกดูเอกสารนโยบายของรัฐบาล ดร.ต้น-วีระยุทธ วิจารณ์ว่าเหมือน "นักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างไว้ พอโลกวุ่นวาย ก็เติมเรื่องวิกฤตไป 1 ย่อหน้า หรือว่านี่เป็นมาตรฐานการทำงานของครูใหญ่ภูมิใจไทย นี่ไม่ใช่การทำรายงานกลุ่ม เป็นการบริหารประเทศในวิกฤต" สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว และส่วนตัวคาดหวังจะเห็นการจัดหมวดนโยบายเร่งด่วน หรือมีคำชี้แจงว่าจะจัดการโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไร

เขาอภิปรายต่อไปว่า แม้นโยบายจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่ความสำเร็จมักมาจากส่วนผสมของรัฐบาล ซึ่งเขาเห็นว่าโครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่กับกลุ่มเทคโนแครต โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอม "ปิดตา" ข้างหนึ่งให้แก่กันและกันเพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้ง 2 ฝ่าย จากปกติบ้านใหญ่จะ "ใจถึง พึ่งได้" แต่นี่ไม่กล้าตัดสินใจ ส่วนเทคโนแครต ปกติยึดหลักการ แต่กลายเป็นไม่กล้าหืออือ เขาจึงตั้งสมญาว่าระบอบ "ปิดตาธิปไตย"

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. เปรียบเปรยการแถลงนโยบายว่าไม่ต่างจากจีพีเอส (GPS) ที่ช่วยให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลกำลังขับเคลื่อนประเทศไปยังจุดหมายใด แต่เมื่ออ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ก็จะเห็นว่า "เป็นจีพีเอสแบบเบลอ ๆ มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น" เนื่องจากไม่รู้เลยว่านโยบายเร่งด่วนคืออะไร และเป้าหมายระยะยาวคืออะไร

เธออภิปรายต่อว่า ท่ามกลางนโยบายที่ไม่มีเป้าหมายและกรอบระยะเวลาแน่ชัด แต่เห็นได้ว่าขณะนี้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่เข้าสู่โหมดข้าวยากหมากแพง ซึ่งดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่น่าจะจบลงง่าย ๆ

"[เศรษฐกิจ]โตต่ำ ค่าครองชีพพุ่ง" น.ส.ศิริกัญญากล่าว พร้อมกับหยิบยกคาดการณ์จีดีพีจากสถาบันต่าง ๆ ที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยไม่น่าโตเกิน 1% ในปี 2569 นี้ ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้ออาจเกิน 3% หากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปตลอดทั้งปี แต่กลับไม่เห็นนโยบายเร่งด่วนใดของรัฐบาลที่ถูกคิดมาเพื่อรองรับวิกฤตนี้ นอกจากโครงการคนละครึ่งพลัส

พร้อมกันนี้เธอยังตั้งคำถามด้วยว่า น้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคามา 2 สัปดาห์แล้ว แต่เหตุใดรัฐบาลเพิ่งชงมาตรการเยียวยาออกมาเมื่อวาน (9 เม.ย.) และเมื่อดูรายละเอียดพบว่าผู้ได้รับเงินเยียวยา 100 บาทผ่านบัตรสวัสดิการของรัฐ ถูกหั่นเหลือเพียง 9 ล้านคนเท่านั้น จากผู้ถือบัตรทั้งหมด 13.4 ล้านคน และเริ่มต้นการลงทะเบียนยืนยันสิทธิและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายเดือน พ.ค. ทั้งที่ในรอบก่อนหน้านี้ กระบวนการนี้สร้างปัญหาให้กลุ่มเปราะบางเป็นอย่างมาก

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า เมื่อดูที่มาของเงินก็พบว่าจะมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณและงบกลาง จึงทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลกำลัง "เกลี่ยก่อนกู้" ใช่หรือไม่ เนื่องจากมีกระแสข่าวลือแล้วว่ารัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

"วิธีการแบบนี้สะท้อนถึงวิกฤตการคลังของรัฐบาลที่กำลังเผชิญอยู่ ฐานะการคลังของเรากำลังมีความเสี่ยง ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงานเลย เราก็ความเสี่ยงทางการคลังเข้าขั้นน้อง ๆ วิกฤติอยู่แล้ว" น.ส.ศิริกัญญากล่าว

นอกจากนี้เธอยังไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะออกเป็น พ.ร.ก.โอนงบประมาณแทนที่จะออกเป็น พ.ร.บ. เพราะไม่ต่างหากจากการ "ข้ามหัวสภา" เพราะเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายงบประมาณนั้นรัฐสภาควรได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ และเมื่อย้อนกลับไปปี 2563 การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณในปีนั้นก็ไม่ได้ช้าที่สภา แต่เกิดจากความล่าช้าของ ครม. เอง ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้จึงไม่สามารถอ้างความเร่งด่วนเพื่อออก พ.ร.ก.โอนงบประมาณ ตามข้อเสนอของนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

น.ส.ศิริกัญญายังตั้งคำถามด้วยว่า เหตุใดรัฐบาลยังไม่พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตลงบ้าง ทั้งที่อาจช่วยชะลอความเดือดร้อนของประชาชนและชะลอการขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการได้ด้วยเช่นกัน

ทำนโยบายในทุ่งลาเวนเดอร์ สวนชีวิตประชาชนในทุ่งกุลาร้องไห้

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. วิจารณ์ว่ารัฐบาลบริหารผิดพลาดจนทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนอยู่ช่วงหนึ่ง ขณะที่นโยบายของรัฐบาลระบุว่าจะเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะที่กำลังเผชิญทั้งวิกฤตค่าน้ำมัน-ค่าครองชีพไว้เพียงบรรทัดเดียวเท่านั้น และไม่ระบุด้วยว่าจะลงมือทำเมื่อไร ทั้งที่สงครามอิหร่านผ่านไปเดือนครึ่งแล้ว

เมื่อดูแผนการของรัฐบาลในตอนนี้มีเพียงมาตรการจะเติมเงิน 100 บาทเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น ซึ่งมีผู้ถือบัตรนี้ 13.4 ล้านคน และปัจจุบันก็อยู่ระหว่างรอ ครม. ชุดใหม่เข้ามาอนุมัติวงเงินเยียวยาชุดนี้อีกที ทำให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือล่าช้าออกไปอีก ไม่นับรวมที่ กกต. ระบุว่ารัฐบาลชุดรักษาการซึ่งมีหน้าตา ครม. ไม่ต่างจากชุดที่กำลังเข้าไปใหม่ ไม่ได้ส่งเรื่องแก้ไขวิกฤตน้ำมันเข้าไปยังขอการอนุมัติจาก กกต.

"ความล่าช้าของท่าน มันเป็นเหมือนการลงโทษประชาชน ทั้งที่ประชาชนไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย" นายอิสริยะกล่าว

นายอิสริยะยกตัวอย่างว่าประเทศต่าง ๆ รับมือกับวิกฤตค่าน้ำมันอย่างไร โดยหนึ่งในนั้นคือมาตรการของกัมพูชาที่ระบุว่าประเทศลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% และแจกเงินให้กับแรงงาน 8 แสนคน

"ถ้าท่านนายกฯ อนุทินไปประชุมเจอกับท่านฮุน มาเนต ในคราวหน้า ท่านไม่อายฮุน มาเนตเหรอครับว่าตกลงแล้วเขาบริหารจัดการวิกฤตน้ำมันได้ดีกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ" เขากล่าว

นายอิสริยะยังตั้งคำถามด้วยว่ารัฐบาลคิดจะเยียวยาผ่านโครงการ "คนละครึ่งพลัส" เพียงอย่างเดียวหรือไม่ โดยเขาเห็นว่าแม้มันเป็นโครงการทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จในช่วงก่อนเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็จริง แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของวิกฤตน้ำมันรอบนี้ที่กำลังซื้อลดลง (stagflation) ประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย แต่ราคาสินค้าต่าง ๆ กลับพุ่งขึ้นอย่างมากสวนทางกัน เนื่องจากต้นทุนด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกัน

"ในตอนนี้ประชาชนพูดว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว ไม่มีแม้แต่เงินจะมาจ่ายอีกครึ่งหนึ่งแล้ว" เขากล่าว

ด้าน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. วิจารณ์ว่า การจัดทำนโยบายของรัฐบาลเหมือนกับทำอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ประชาชนทั้งประเทศกำลังมีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ "รัฐบาลมัวแต่ท่องคาถารวยไม่ไหวแล้ว รวยนั่นแหละพวกท่าน แต่เสียงในหัวของประชาชน เขาทนไม่ไหวแล้ว"

สำหรับวลี "พอแล้ว ๆ รวยไม่ไหวแล้ว" เป็นคำกล่าวของนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อครั้งขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.หนองคาย เมื่อ 25 ม.ค.

"เป็น (นายกฯ) 2 เดือนกว่า ทำได้ ให้กับพี่น้องเยอะแยะ ถ้าเป็น 4 ปี รับรองว่าจะทำจนพี่น้องบอกว่า พอแล้ว ๆ ๆ รวยไม่ไหวแล้ว ๆ ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว" หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวเมื่อ 25 ม.ค.

วลีนี้ถูกประชาชนทั่วไปและผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์นำมาล้อเลียนตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มี.ค. ในระหว่างประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาแพง ท่ามกลางการตั้งคำถามว่าคนรวยคือ "ไอ้โม่ง" ที่กักตุนน้ำมันหรือไม่ ก่อนที่บรรดา สส. ฝ่ายค้านและ สว. จะหยิบวลีนี้มาย้อนความและตั้งคำถามกับรัฐบาล

ขณะที่ สส. พรรค ภท. หลายคนที่ลุกขึ้นอภิปราย ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าฟังนายกฯ แถลงนโยบายจบแล้วรู้สึก "มีความหวัง" "มั่นใจทุกนโยบาย" "เชื่อมั่นว่านายกฯ จะนำประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤต" และยังขอเป็นให้กำลังใจให้ ครม. ในการบริหาราชการแผ่นดินท่ามกลางภาวะวิกฤต

สว. นอกกลุ่มใหญ่รุมทวงนโยบายจัดทำ รธน. ใหม่

อีกประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาหยิบยกมาอภิปรายคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งไม่ปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ถึงแม้ประชาชน 21.6 ล้านคน (คิดเป็น 58.64% จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ) เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 ก.พ. ก็ตาม

บรรดา สว. "นอกกลุ่มใหญ่" หลายคนจึงทวงถามประเด็นนี้ อาทิ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ตั้งฉายาว่า "เบี้ยวกลางแดด" ส่วน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ดักคอว่ารัฐบาลจะมา "เทกลางแดดไม่ได้"

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวว่า เอกสารนโยบายของรัฐบาลปรากฏคำว่ารัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง ซึ่งเป็นการระบุว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เคารพกติกา แต่เป็นการยึดติดกับกติกาที่ประชาชนไม่ยอมรับ

"21 ล้านเสียง สำหรับท่านไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงกระซิบไหม สำหรับผมเป็นเสียงตะโกนว่าต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐบาลกลับเลือกไม่ได้ยิน นี่ไม่ใช่ความบกพร่องในการจัดทำนโยบาย แต่เป็นจุดยืนที่เลือกจะไม่แตะต้องกติกา ไม่ฟังเสียงประชาชน และเลือกรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมเอาไว้" นายนรเศรษฐ์ ซึ่งเป็นประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ของวุฒิสภา กล่าวและว่า การที่รัฐบาลไม่พูดคือการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน

สว. รายนี้ยังนำคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ อนุทินเมื่อ 9 ก.พ. มาย้อน ซึ่งในวันนั้น นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติประชาชนโดยด่วน

"นี่มติของประชาชน เสียงของประชาชนไม่ฟัง ไม่ทำตามได้หรือ" นายอนุทินให้สัมภาษณ์รายการ "กรรมกรข่าวคุยนอกจอ" เมื่อ 9 ก.พ.

สำหรับกรอบเวลาในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล "อนุทิน 2" คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ครม. และพรรคร่วมรัฐบาล, ฝ่ายค้าน, และวุฒิสภา กำหนดไว้ 2 วัน ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. รวมเวลา 32.5 ชม. แบ่งเป็น เวลานายกฯ แถลงนโยบาย 1.5 ชม., ครม. 6 ชม., สส. รัฐบาล 5.5 ชม., สส. ฝ่ายค้าน 14.5 ชม., สว. 4 ชม. และเวลาของประธานรัฐสภา 1 ชม. ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายจะไม่มีการลงมติแต่อย่างใด

สส. ประชาชน "ไม่เสียสมาธิ" ถูกยื่นฟ้องคดีอดีต 44 สส.

ในวันที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค ภท. ประกอบ "พิธีกรรมสุดท้าย" กลางรัฐสภาเพื่อให้มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน แกนนำฝ่ายค้านอย่างพรรค ปชน. ต้องลุ้นระทึกต่ออนาคตทางการเมืองของ 10 สส. เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเอาผิดอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

แม้การยื่นคำร้องของ ป.ป.ช. เกิดขึ้นในวันเดียวกับการเปิดอภิปรายนโยบายของรัฐบาล แต่นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า "ไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่นอน" ขั้นตอนหลังจากนี้ ศาลฎีกาจะตั้งองค์คณะเพื่อตรวจสอบและพิจารณาคำร้องจาก ป.ป.ช. ก่อนมีคำสั่งว่าจะรับคำร้องหรือไม่ และสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหายุติการปฏิบัติหน้าที่ สส. ไว้ก่อนหรือไม่

สำหรับ 44 นักการเมืองค่ายสีส้มที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด มี สส. ปัจจุบัน 10 คน รวมถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ด้วย โดยเขาขอรอดูความชัดเจนของกระบวนการ ซึ่งคาดว่าจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดหลังสงกรานต์ ดังนั้นในการอภิปราย 2 วันนี้ สส. พรรค ปชน. ไม่ได้เสียสมาธิ พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ไม่ประมาทหากมีเหตุการณ์ที่มีคนเร่งกดปุ่มกระบวนการ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองเช่นกัน

ส่วนพรรค ปชน. จะรอให้เกิดความชัดเจนว่าศาลจะสั่งให้ 10 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ก่อน หรือพร้อมเรียกประชุมใหญ่เพื่อปรับโครงสร้างกรรมการบริหารของพรรคเลยนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การประชุมใหญ่จะเกิดขึ้นปีละ 1 ครั้ง ซึ่งโดยปกติประชุมในเดือน เม.ย. จึงไม่เป็นตามกรอบเดิม ไม่ว่าจะมีหรือไม่ไม่คำสั่งศาล