เหตุใดยิ่งสงครามในอิหร่านยืดเยื้อเท่าไหร่ ทางเลือกในการยุติสงครามก็น้อยลงเท่านั้น

    • Author, อามีร์ อาซิมิ
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

เป็นเวลากว่าหลายสัปดาห์ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลออกมายืนยันว่า ขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านถูกลดทอนลงอย่างมาก ทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของสหรัฐฯ ต่างกล่าวย้ำหลายครั้งว่าการโจมตีอย่างต่อเนื่องได้ทำลายโครงสร้างการบังคับบัญชาของอิหร่านและทำให้ความสามารถในการตอบโต้ของอิหร่านอ่อนแอลง

หากเป็นไปตามคำกล่าวของพวกเขา ความขัดแย้งควรจะใกล้ถึงจุดจบแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ตรงกันข้ามกำลังเกิดขึ้น การยกระดับความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง และจุดจบที่ชัดเจนกลับน้อยลง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีรายงานว่าอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธสองลูกไปยังฐานทัพสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักรบนเกาะดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมีระยะทางประมาณ 3,800 กม. แม้ว่าขีปนาวุธจะไม่ถึงเกาะ แต่เหตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลใหม่เกี่ยวกับขีดความสามารถในการตอบโต้ของอิหร่าน จนถึงขณะนี้ ยังเป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าระยะยิงขีปนาวุธของอิหร่านอยู่ที่ประมาณ 2,000 กม.

ไม่ว่านี่จะสะท้อนถึงศักยภาพที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนหรือศักยภาพที่พัฒนาขึ้นภายใต้การโจมตี มันก็มีความหมายเหมือนกัน นั่นคือ แรงกดดันทางทหารไม่ได้หยุดยั้งความก้าวหน้าของอิหร่าน

หากผู้นำส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกกำจัดไปแล้วจริง ๆ รวมถึงผู้นำสูงสุดอย่าง อาลี คาเมเนอี บุคคลสำคัญอย่าง อาลี ลาริจานี ผู้บัญชาการกองกำลังการพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corp - IRGC) และเสนาธิการกองทัพ และโรงงานผลิตขีปนาวุธที่สำคัญถูกทำลายไปแล้ว แล้วใครกันเป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการครั้งนี้ และอิหร่านสามารถรักษาขีดความสามารถของตนไว้ได้อย่างไรภายใต้แรงกดดันเช่นนี้

ความไม่แน่นอนเริ่มต้นจากระดับสูงสุดของผู้มีอำนาจ โมจตาบา คาเมเนอี ซึ่งมีรายงานว่ารอดชีวิตจากการโจมตีที่คร่าชีวิตบิดาและสมาชิกที่สนิทในครอบครัวหลายคน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคนใหม่แล้ว แต่เขากลับยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ นอกเหนือจากข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรสองครั้งแล้ว ไม่มีใครได้ให้เห็นหรือได้ยินอะไรจากเขาเลย

ความเป็นอยู่ของเขายังคงไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับความสามารถในการเป็นผู้นำของเขา ในระบบที่สร้างขึ้นบนอำนาจรวมศูนย์ ความเงียบสงัดนี้ก็สร้างความไม่แน่นอนที่ศูนย์กลางของอำนาจ

แต่กระนั้น การกระทำของอิหร่านกลับบ่งชี้ว่าไม่ใช่การล่มสลายแต่อย่างใด

เมื่อวันเสาร์ อิหร่านยังโจมตีเมืองดิโมนา (Dimona) ในทะเลทรายเนเกฟ (Negev) ของอิสราเอล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับโครงการนิวเคลียร์ที่ไม่ถูกเปิดเผยของอิสราเอล การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านใกล้เมืองบูเชห์ร (Bushehr) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย สิ่งที่อิหร่านต้องการสื่อสารออกมานั้นเรียบง่าย คือ การยกระดับความขัดแย้งจะถูกตอบโต้ และสถานที่สำคัญต่าง ๆ จะไม่เป็นพื้นที่หวงห้ามอีกต่อไป

การกระทำเหล่านี้ของอิหร่านบ่งชี้ถึงการประสานงานมากกว่าความสับสน สมมติฐานเบื้องหลังยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ว่า การกำจัดผู้นำระดับสูงจะนำอิหร่านไปสู่ภาวะอัมพาตนั้นดูเหมือนจะไม่แน่นอนอีกต่อไป แนวคิดเรื่อง "ความตกใจและหวาดกลัว" ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการตัดสินใจที่ล่มสลายอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าโครงสร้างเหล่านั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาดไว้ล่ะ

หากเป็นเช่นนั้น ปัญหาเร่งด่วนกว่าก็จะเกิดขึ้น คือ จะมีใครอยู่เหลืออยู่เพื่อเจรจาด้วย

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่านยังคงเก็บตัวเงียบ ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งในรอบนี้ เขาได้ออกมาขอโทษประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งมีรายงานว่าการกระทำดังกล่าวทำให้กลุ่มต่าง ๆ ภายในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านไม่พอใจ

นับตั้งแต่โมจตาบา คาเมเนอีขึ้นมามีอำนาจ เขาก็แทบไม่ได้พูดอะไรเลย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ทางเลือกทางการทูตแคบลงไปอีก

จากมุมมองของทางการอิหร่าน เหตุการณ์ต่าง ๆ ล่าสุดทำให้แทบไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำให้เชื่อมั่นในการเจรจาใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น ในช่วง 14 เดือนนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่ง สัญญาณแห่งความคืบหน้าไปสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์ในการเจรจาสองชุดต่างก็ตามมาด้วยปฏิบัติการทางทหาร

เจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวว่า ในระหว่างการเจรจารอบที่สองในนครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมาพวกเขาได้แก้ไขตามข้อกังวลส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ แล้ว การเตรียมการสำหรับการเจรจาทางเทคนิคใน กรุงเวียนนา ของออสเตรียก็กำลังดำเนินอยู่ แต่ทรัมป์กล่าวว่าเขา "ไม่พอใจ" กับทิศทางการเจรจา และการโจมตีก็เริ่มต้นขึ้นในวันถัดไป

สำหรับผู้กำหนดนโยบายของอิหร่าน การสื่อสารของสหรัฐฯ นั้นชัดเจนว่า การเจรจาไม่ได้ป้องกันการโจมตี และอาจชักนำให้เกิดการโจมตีขึ้นด้วยซ้ำ

แต่ไม่ใช่แค่อิหร่านเท่านั้นที่สามารถยกระดับความขัดแย้งได้ ทรัมป์เองก็เพิ่มความเสี่ยงในคืนวันเสาร์เช่นกัน

เขายื่นคำขาดด้วยการขีดเส้นตายเรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชม. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่พลุกพล่านที่สุดในโลก พร้อมเตือนว่าหากไม่ปฏิบัติตาม สหรัฐฯ จะ "ทำลายล้าง" โรงไฟฟ้าของอิหร่าน

อิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องและตอบโต้ด้วยการข่มขู่ที่คล้ายกัน คือ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใด ๆ จะถูกตอบโต้ด้วยการโจมตีทั่วภูมิภาค สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด (Supreme Council of Defence) ของอิหร่านยังได้หยิบยกความเป็นไปได้ในการวางทุ่นระเบิดในบางส่วนของอ่าวเปอร์เซียด้วย

ท่าทีดังกล่าวของสองฝ่ายนี้ย้ำให้เราเห็นถึงความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า ทรัมป์กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในทิศทางที่ทำให้มีทางเลือกน้อยลง แต่ด้วยการขาดกองกำลังภาคพื้นดิน สหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถโจมตีจากทางอากาศได้เท่านั้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรลุเป้าหมายของการทำให้อิหร่านยอมจำนนโดยสิ้นเชิง ในขณะเดียวกัน การโจมตีดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ที่กว้างขึ้น โดยไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ท่าทีเช่นนี้ก็ดูเหมือนจะนำทั้งสองฝ่ายไปสู่เส้นทางที่อันตรายยิ่งขึ้นของความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่กำหนดเส้นตายจะหมดลง ทรัมป์ก็ดูเหมือนว่าจะยอมถอยหลังกลับหนึ่งก้าว ในโพสต์บนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล (Truth Social) ทรัมป์บอกว่ามีการ "สนทนาที่ดีและมีประสิทธิภาพมาก" กับอิหร่าน และประกาศระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเป็นเวลา 5 วัน

จังหวะเวลานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นก่อนคำขาดของเขาเอง ทำให้เกิดทางออกที่อาจมีขึ้นได้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ทว่า ตลาดตอบสนองอย่างระมัดระวังต่อความเคลื่อนไหวนี้ ราคาน้ำมันลดลง สะท้อนถึงความโล่งใจบ้าง แต่ปฏิกิริยานั้นยังค่อนข้างระมัดระวัง การประกาศนี้ยังคงต้องได้รับการทดสอบในความเป็นจริง และยังไม่ชัดเจนว่าการระงับนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน หรือสะท้อนถึงความเคลื่อนไหวที่แท้จริงไปสู่การเจรจาหรือไม่

ที่สำคัญกว่านั้น คำถามก็ยังคงอยู่ คือ ใครในอิหร่านกำลังพูดคุยกันอยู่กันแน่ และใครมีอำนาจเหนือ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม และกองกำลังด้านความมั่นคง ซึ่งดูเหมือนจะปฏิบัติการด้วยท่าที "ยิงตามอำเภอใจ" หรือไม่

หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน ทั้งสองฝ่ายอาจกลับไปใช้การข่มขู่เช่นเดิม และผลที่ตามมาอาจร้ายแรง ประชากรประมาณ 170 ล้านคนทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงกว่า 90 ล้านคนในอิหร่าน อาจเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับและขาดแคลนบริการจำเป็นอื่น ๆ อย่างรุนแรง

ด้วยช่องทางการเจรจาที่จำกัด ทางเลือกของประธานาธิบดีทรัมป์จึงกำลังแคบลงเรื่อย ๆ การยกระดับความขัดแย้งต่อไปอาจกลายเป็นวงจรแห่งการทำลายล้างที่ทำให้ได้ผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์เพียงเล็กน้อย แต่กลับเหลือไว้แต่เพียงทางเลือกที่รุนแรงสุดขีดเท่านั้นบนโต๊ะเจรจา

สำหรับอิหร่าน สถานการณ์ก็ยากลำบากเช่นกัน ประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งขณะอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและกำลังเผชิญกับความไม่สงบอย่างกว้างขวาง ทว่า สงครามได้ลดแรงกดดันนั้นลงชั่วคราว ทำให้ทางการมีพื้นที่ในการควบคุมภายในให้เข้มงวดขึ้น

สภาพการณ์เช่นนี้กำลังสร้างสมดุลที่ยากลำบาก การยกระดับความขัดแย้งสำหรับอิหร่านเป็นทั้งวิธีตอบโต้ภัยคุกคามจากภายนอกและเป็นการจัดการกับความไม่สงบภายในประเทศด้วย แต่นั่นก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความผิดพลาดที่ร้ายแรงได้

ทั้งสองฝ่ายต่างมีทางเลือกที่จำกัด อิหร่านไม่สามารถถอยกลับได้ง่าย ๆ โดยที่จะไม่ดูอ่อนแอ ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่เด็ดขาดได้ด้วยอำนาจจากการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียว