สงครามในอิหร่านทำให้เกิดวิกฤตพลังงานไปทั่วโลก แล้วจีนจะรับมือได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ออสมอนด์ เจีย
- Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
- เวลาอ่าน: 8 นาที
จีนเตรียมตัวรับมือกับภาวะช็อกจากอุปทานน้ำมันที่มาจากอ่าวอาหรับมาเป็นเวลานานแล้ว ทว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านในปัจจุบัน ที่ทำให้เส้นทางการเดินเรือระดับโลกถูกรบกวนนั้นถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญ
หลังอิหร่านขู่โจมตีเรือที่แล่นผ่านเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล การขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางก็หยุดชะงักลง
การปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก และยิ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวอาหรับ ฟิลิปปินส์ต้องกำหนดให้ต้องทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ขณะที่อินโดนีเซียกำลังหาทางหลีกเลี่ยงการใช้สำรองน้ำมันที่มีอยู่เพียงไม่กี่สัปดาห์
จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกก็เริ่มได้รับผลกระทบเช่นกัน
ทว่าประเทศแห่งนี้ยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากที่รัฐบาลใช้เวลาหลายปีในการวางนโยบายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตพลังงานระดับโลก
บททดสอบต่อระบบพลังงานของจีน
เศรษฐกิจโลกถูกโยนเข้าไปสู่ความปั่นป่วน นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
นับจากนั้น ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นไปเกือบแตะระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (3,900 บาทต่อบาร์เรล) ซึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีเรือขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ถูกใช้งานมากที่สุดในโลก
น้ำมันราวหนึ่งในห้าของทั้งโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นตัวเลขประมาณวันละ 20 ล้านบาร์เรล ตามการประเมินของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration - EIA)
ภาวะขาดแคลนดังกล่าวทำให้หลายประเทศต้องเร่งหาซัพพลายเออร์น้ำมันดิบทางเลือกนอกภูมิภาคอ่าวอาหรับ ขณะที่บางประเทศเริ่มนำคลังน้ำมันสำรองของตนเองออกมาใช้
ในฐานะผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากสหรัฐฯ จีนใช้น้ำมันราว 15–16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามการประเมินของนักวิเคราะห์หลายรายที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี
น้ำมันส่วนใหญ่นำไปใช้กับเครือข่ายการขนส่งขนาดมหึมาของจีน ทั้งรถยนต์ รถบรรทุก และเครื่องบิน และน้ำมันจำนวนมากนี้มาจากการนำเข้า
ประเทศในอ่าวอาหรับถือเป็นแหล่งนำมันดิบสำคัญ โดยน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียและอิหร่านต่างมีสัดส่วนมากกว่า 10% ของการนำเข้าน้ำมันของจีน ตามข้อมูลของ EIA

ที่มาของภาพ, Getty Images
น้ำมันดิบที่จีนนำเข้ามาส่วนใหญ่ ซึ่งมาจากอิหร่านและประเทศในตะวันออกกลางผ่านทะเลจีนใต้ ถูกนำมันใช้เพื่อเป็นพลังงานสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและการคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนใต้ของประเทศ
สำหรับพื้นที่ทางตอนเหนือของจีน ส่วนใหญ่แล้วจะมีการใช้น้ำมันซึ่งผลิตเองภายในประเทศจากแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ภายในประเทศ ควบคู่กับการนำเข้าผ่านท่อส่งน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง
ขณะที่หลายประเทศในเอเชียพึ่งพาน้ำมันจากประเทศอ่าวอาหรับเป็นหลัก แต่น้ำมันจากรัสเซียคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของการนำเข้าพลังงานของจีน ทำให้รัฐบาลรัสเซียเป็นซัพพลายเออร์น้ำมันรายใหญ่ที่สุดของจีนอย่างชัดเจน แม้จีนจะต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และยุโรปก็ตาม
นอกจากนี้ ถ่านหินยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ของจีน และทรัพยากรธรรมชาตินี้ก็ยังมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ภายในประเทศ
จีนเป็นผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตทั่วโลก
จีนพึ่งพาน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของโครงสร้างพลังงานทั้งหมดของประเทศ ตามการประเมินที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐ นี่ทำให้จีนพึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้น้อยกว่ายุโรปและสหรัฐฯ
รับมือกับวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ
โอเล แฮนเซน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของวาณิชธนกิจแซกโซ แบงก์ (Saxo Bank) กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ และปริมาณอุปทานน้ำมันจากประเทศในตะวันออกกลางเพื่อสร้างคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ในเดือน ม.ค. และ ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลของสำนักงานศุลกากรจีน
อิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรผลิตภัณฑ์น้ำมัน กลายเป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์น้ำมันราคาถูกคนสำคัญของจีน โดยมีรายงานว่าจีนซื้อน้ำมันมากกว่า 80% ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน
ข้อมูลการติดตามเรือบรรทุกน้ำมันตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มต้น บ่งชี้ว่าน้ำมันบางส่วนยังคงเดินทางมาถึงจีน แม้ว่านักวิเคราะห์จะยังมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับขนาดที่แท้จริงของคลังสำรองน้ำมันของจีน
ตามข้อมูลของเคปเลอร์ (Kpler) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการค้า ระบุว่า ปัจจุบันมีน้ำมันดิบจากอิหร่านมากกว่า 46 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่าพลังงานสำหรับการใช้งานหลายวัน ที่ยังค้างอยู่ในเรือบรรทุกบริเวณทะเลจีนใต้

ที่มาของภาพ, Getty Images
แฮนเซนระบุว่า การประเมินต่าง ๆ ชี้ว่าจีนได้สะสมคลังน้ำมันสำรองไว้ราว 900 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นปริมาณนำเข้าที่ใช้ได้เกือบ 3 เดือน ขณะที่ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งถูกอ้างโดยสื่อของรัฐจีน ระบุว่าจีนมีน้ำมันสำรองอยู่ประมาณ 1,400 ล้านบาร์เรล
เขาเสริมว่า ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าพลังงานนำเข้ารายวันของจีนถูกนำไปใช้ทันทีมากน้อยเพียงใด และส่วนใดถูกเก็บเข้าสู่คลังสำรองบ้าง อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่า ปริมาณน้ำมันมหาศาลดังกล่าวยังคงทำหน้าที่เป็น "กันชนสำคัญ" ในช่วงเวลาที่เกิดความปั่นป่วน
แม้จะมีคลังสำรอง แต่รัฐบาลจีนก็เริ่มแสดงท่าทีระมัดระวังในการบริหารจัดการอุปทานในระยะใกล้แล้ว
มีรายงานว่าทางการจีนสั่งให้โรงกลั่นน้ำมันหยุดการส่งออกเชื้อเพลิงชั่วคราว เพื่อพยายามควบคุมราคาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ตอบคำถามของบีบีซีเกี่ยวกับประเด็นนี้
จีนกับการไขว่คว้าการพึ่งพาตัวเอง
จีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านพลังงานสีเขียว ผ่านการเร่งขยายฟาร์มกังหันลมและโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
ไฟฟ้ามากกว่าหนึ่งในสามของจีน ในปี 2025 ผลิตมาจากพลังงานลม นิวเคลียร์ แสงอาทิตย์ และพลังน้ำตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทว่านับแต่นั้นมา จีนได้ขยายโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประเมินว่ากำลังการผลิตติดตั้งมากกว่าครึ่งหนึ่งในปัจจุบันมาจากแหล่งพลังงานสะอาด
จากการผลักดันพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว น้ำมันดิบจึงมีสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในห้าของการใช้พลังงานทั้งหมดของจีนในปี 2024 และความต้องการใช้น้ำมันนี้มีแนวโน้มจะไม่เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency - IEA)
โรเจอร์ ฟูเกต์ นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พลังงาน ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่าง "ทะเยอทะยาน" ของจีน ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องเศรษฐกิจของจีนจากความเสี่ยงระดับโลก เช่น ความขัดแย้งในอิหร่านที่กำลังเกิดขึ้น
"จีนถือว่าโชคดีอยู่ไม่น้อยที่เริ่มลงทุนในพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ 25 ปีก่อน และตอนนี้ก็กำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสิ่งนั้น" เขากล่าว
ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งคิดเป็นอย่างน้อยหนึ่งในสามของรถยนต์ใหม่ที่ขายในจีน ก็มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาน้ำมันน้อยลง ตามคำกล่าวของ ร็อก ชิ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์
"นั่นหมายความว่า เจ้าของรถ EV ในกรุงปักกิ่งแทบไม่รู้สึกถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปั๊ม เมื่อเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง" เขากล่าว "ต้นทุนการเดินทางของพวกเขาแยกขาดออกจากตลาดน้ำมันโลก"
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจีนจะปลอดภัยจากแรงกระแทกหรือภาวะช็อกของอุปทานน้ำมัน
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ราคาค่าไฟในการชาร์จอาจปรับสูงขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงาน หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 695 หยวน และ 670 หยวนต่อตันตามลำดับ ตามรายงานของสื่อทางการไชน่าเดลี (China Daily) ที่อ้างข้อมูลจากรายงานอย่างเป็นทางการ
สำหรับภาคอุตสาหกรรมของจีน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งผลิตพลาสติก ปุ๋ย และสารเคมีอื่น ๆ
ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก น้ำมันทุกบาร์เรลของจีนในตอนนี้ต้องจ่ายในราคาที่สูงขึ้นจากผลของสงคราม ชิกล่าว พร้อมระบุว่าจีนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมจ่ายต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้
































