You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
บทวิเคราะห์: พลเรือนได้พักหายใจชั่วคราวเมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง แต่สถานการณ์นี้อาจอยู่ไม่นานนัก
- Author, เจเรมี โบเวน
- Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ
- เวลาอ่าน: 8 นาที
ภายในเวลาเพียงชั่วข้ามวัน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พลิกท่าทีจากการข่มขู่ว่าอารยธรรมของอิหร่าน "จะอวสานในค่ำคืนนี้" กลายมาเป็นการประกาศยอมรับว่าแผนการ 10 ข้อของอิหร่านถือเป็นพื้นฐานที่ "สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง" เพื่อใช้ดำเนินการเจรจาในประเทศปากีสถาน
ประการแรกและเป็นประการที่สำคัญที่สุด ข้อตกลงหยุดยิงในครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาให้พลเรือนทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางได้พักหายใจ หลังต้องตกอยู่ท่ามกลางการปะทะนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา
ทว่าความสงบดังกล่าวกลับไม่ได้รวมถึงประชาชนชาวเลบานอน หลังจากที่อิสราเอลยืนกรานว่าข้อตกลงหยุดยิงจะไม่มีผลบังคับใช้กับพื้นที่ของเลบานอน กองทัพอิสราเอลก็ได้เปิดฉากปูพรมโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่ซึ่งสร้างความสูญเสียอย่างหนักหน่วง
ช่วงเวลาแห่งการพักรบในพื้นที่อื่น ๆ ก็อาจคงอยู่ได้ไม่นานนักเช่นกัน แม้ทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ต่างมีเหตุผลที่จะยุติสงครามอย่างหนักแน่นแล้วก็ตาม ทว่าจุดยืนที่ทั้งสองฝ่ายประกาศต่อสาธารณชนกลับยังคงแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เวลาสองสัปดาห์ต่อจากนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่สองขั้วอำนาจที่ปราศจากความไว้วางใจซึ่งกันและกันโดยสิ้นเชิงจะพยายามบรรลุข้อตกลงระหว่างกันให้ได้
เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อธิบายว่าข้อตกลงหยุดยิงในครั้งนี้เป็น "การพักรบที่เปราะบางยิ่ง" คำกล่าวนี้นับว่าเขาประเมินสถานการณ์ที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายต่างยังคงกล่าวอ้างการกล่าวอ้างที่ดูห่างไกลจากความเป็นจริง โดยต่างฝ่ายต่างประกาศชัยชนะของตัวเองในเวลาเดียวกัน
พีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่กระทรวงกลาโหมว่า นี่คือ "ชัยชนะทางการทหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด" ของสหรัฐอเมริกา และเป็นชัยชนะที่ "ยิ่งใหญ่และเป็นประวัติศาสตร์"
"เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายระดับรัฐรายใหญ่ที่สุดของโลกไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงในการปกป้องตนเอง ประชาชน หรือแม้แต่ดินแดนของตน" เขากล่าว
ฟากฝั่งรัฐบาลเตหะรานก็กล่าวอ้างไม่แพ้กัน โดยระบอบการปกครองของอิหร่านได้ประกาศชัยชนะอย่างท่วมท้นเช่นกัน
โมฮัมเหม็ด เรซา อาเรฟ รองประธานาธิบดีคนที่หนึ่งของอิหร่าน กล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า "โลกได้อ้าแขนรับศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่แล้ว และยุคสมัยของอิหร่านได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"
กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านยอมเจรจาเนื่องจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำลายอิหร่านจนพินาศทำให้อิหร่านไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเขายังระบุด้วยว่า ถ้อยแถลงของทรัมป์คือกลยุทธ์การเจรจาที่เด็ดขาด อย่างไรก็ดี คำขู่ของทรัมป์นั้นยังมีลักษณะฟังดูเหมือนว่าอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ทางฝั่งชาวอิหร่านเชื่อมั่นว่าระบอบการปกครองของประเทศมีความทรหดจนสามารถยืนหยัดต่อต้านอำนาจของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ พวกเขายังมองถึงข้อเท็จจริงที่ว่าอิหร่านยังคงสามารถยิงขีปนาวุธและโดรนตลอดจนสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซไว้ได้จนสามารถบีบบังคับให้อเมริกาต้องยอมเจรจาโดยใช้แผนการ 10 ข้อของพวกเขาเป็นพื้นฐานได้สำเร็จ
แผนดังกล่าวประกอบด้วยเงื่อนไขอันยากยิ่งที่ฝ่ายอเมริกันจะยอมรับได้ เช่นเดียวกับที่อิหร่านเองก็ยากที่จะยอมรับจุดยืนของสหรัฐฯ
ในเงื่อนไขสิบข้อนั้นยังครอบคลุมไปถึงการยอมรับอำนาจควบคุมทางการทหารของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ การเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการปลดอายัดทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้
เมื่อทั้งสองฝ่ายเดินทางไปเจรจากัน ณ กรุงอิสลามาบัด ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไรหรือทางการปากีสถานจะสามารถทำหน้าที่คนกลางไกล่เกลี่ยให้เกิดข้อตกลงที่ยั่งยืนได้หรือไม่ แต่สงครามและผลพวงที่ตามมานั้นก็กำลังพลิกโฉมหน้าของภูมิภาคตะวันออกกลางไปแล้ว
เมื่อคราวที่ออกคำสั่งโจมตีอิหร่าน ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอลต่างกล่าวว่าจะมีการผลัดแผ่นดินเปลี่ยนระบอบการปกครองในอิหร่าน แต่สถานการณ์เช่นนั้นกลับไม่ได้เกิดขึ้น แม้ว่าประธานาธิบดีจะพยายามปั้นแต่งวาทกรรมว่าการสังหารบรรดาผู้นำระดับสูงของอิหร่านนั้นคือจุดเริ่มต้นของระบอบการปกครองใหม่ก็ตามที
ฝ่ายต่อต้านระบอบการปกครองภายในประเทศซึ่งเคยตั้งความหวังไว้ว่าอำนาจรัฐจะล่มสลายลงนั้นไม่อาจคลายความกังวลใจได้เลย เมื่อดูท่าว่าบทสรุปแห่งสงครามอาจจะลงเอยในรูปการณ์เช่นนี้
ขณะเดียวกัน ระบอบการปกครองที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเคยพูดว่าจะต้องพังทลาย ขณะนี้กลับกำลังก้าวขึ้นมานั่งโต๊ะเจรจาอย่างเต็มภาคภูมิ อิหร่านย่อมต้องแสวงหาหนทางเพื่อสร้างสถานะของตนให้แข็งแกร่งผ่านโต๊ะเจรจานี้อย่างเต็มที่ ทั้งที่เมื่อเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งจะเรียกร้องให้รัฐบาลเตหะรานยอมจำนนโดยไร้ซึ่งเงื่อนไขใด ๆ
ยังเป็นที่น่ากังขาอยู่อย่างยิ่งว่า การเจรจา ณ กรุงอิสลามาบัด จะแตกต่างไปจากการหารือที่นครเจนีวาหรือไม่ ในการเจรจาครั้งนั้นก็ดูเหมือนสถานการณ์จะกำลังรุดหน้าไปได้ด้วยดีก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะหวนกลับมาเปิดฉากสงครามกับอิหร่านอีกรอบหนึ่งหลังจากนั้น
เมื่อครั้งการเจรจาที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกประเด็นข้อตกลงฉบับใหม่ว่าด้วยโครงการนิวเคลียร์ขึ้นมาหารือ โดยเฉพาะชะตากรรมของคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านซึ่งอาจถูกนำไปใช้เพื่อการผลิตอาวุธนิวเคลียร์
ส่วนกรณีของโต๊ะเจรจาที่อิสลามาบัด ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนบนโต๊ะเจรจาก็คือเรื่องของช่องแคบฮอร์มุซ โดยพื้นที่ดังกล่าวได้กลายมาเป็นเครื่องมือยับยั้งป้องปรามเครื่องมือใหม่ของอิหร่าน หากสหรัฐฯ และอิสราเอลจะทำสงครามอีกครั้งหนึ่งอิหร่านก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถปิดกั้นช่องแคบแห่งนี้ได้อย่างง่ายดายเพียงใดและจะก่อให้เกิดความพินาศย่อยยับต่อระบบเศรษฐกิจโลกทันที
ก่อนหน้าวันที่ 28 ก.พ. การเดินเรือพาณิชย์ระหว่างประเทศยังคงสามารถสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้ได้อย่างเสรี
ทว่าในปัจจุบันอิหร่านกล่าวว่าจะอนุญาตให้เรือสัญจรผ่านช่องแคบได้อีกครั้งหนึ่งในระหว่างการหยุดยิง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผ่านการประสานงานการทางการทหารของอิหร่านเท่านั้นจึงจะเดินเรือได้ รัฐบาลของอิหร่านย่อมต้องการที่จะคงมาตรการเช่นนี้ไว้ต่อไปและอาจถึงขั้นเรียกร้องให้บริษัทเดินเรือต้องจ่ายค่าผ่านทางในทำนองเดียวกับที่ต้องชำระเมื่อเดินทางผ่านคลองสุเอซ
ทางด้านฝ่ายอิสราเอลไม่ได้มีส่วนร่วมในเวทีทางการทูตที่นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงแต่อย่างใด เนทันยาฮูยังคงต้องการสร้างความพินาศให้แก่สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก ในปีที่อิสราเอลกำลังจะมีการเลือกตั้งเช่นนี้ นายยาอีร์ ลาพิด ผู้นำฝ่ายค้านรวมถึงบรรดาขั้วตรงข้ามทางการเมืองของเนทันยาฮูต่างพากันกล่าวโทษว่าเขากำลังนำความมั่นคงของอิสราเอลไปแขวนไว้บนเส้นด้าย พวกเขากังวลว่าถึงตอนนี้จะมีชัยชนะเชิงยุทธวิธีเหนืออิหร่าน แต่สุดท้ายอาจไม่ได้ทำให้สถานการณ์ได้เปรียบในระยะยาว
ประเทศจีนเองก็ได้เข้ามามีบทบาทในช่วงเวลาก่อนการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เป็นนัยบ่งชี้ว่าจีนจะยังคงมีอิทธิพลในระดับสูงต่อการเจรจาที่อิสลามาบัดด้วยเช่นกันและจะเป็นการเสริมสร้างบารมีของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลางให้แผ่ไพศาลยิ่งขึ้น
วาทกรรมของทรัมป์เองก็ย่อมจะสร้างผลพวงตามมาเช่นกัน ถ้อยคำเหล่านั้นได้สร้างรอยร้าวให้แก่ความสัมพันธ์กับเหล่าชาติพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อองค์การนาโต บรรดานักการเมืองจากสหราชอาณาจักรก็คงจะลืมถ้อยคำที่เขากล่าวดูถูกเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ตลอดจนการพูดจาเหยียดหยามเยาะเย้ยกองทัพเรืออังกฤษได้ไม่ง่ายนัก
นอกจากนี้ แม้บรรดาชาติตะวันออกกลางในอ่าวอาหรับจะไม่ถึงขั้นแตกหักตัดรอนกับสหรัฐฯ ทว่าพวกเขาย่อมต้องนำความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่มีต่ออเมริกามาทบทวนเสียใหม่
และการที่คนทั้งโลกได้เห็นและได้ยินประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดจาข่มขู่ในลักษณะที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ไปจนถึงการขู่ทำลายล้างทั้งอารยธรรมนั้น ทำให้เกิดคำถามอันเป็นพื้นฐานและที่น่าตกใจตามมาทั่วโลกว่า จริง ๆ แล้วทรัมป์ให้ความสำคัญกับกฎหมายและศีลธรรมมากน้อยเพียงใดอีกด้วย